วันที่ พฤหัสบดี สิงหาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

“Masanobu Fukuoka”..“ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว” ช่วย “แก้กรรม”เกษตรกรไทยได้ (2-จบ)


 

 

ยิ่งได้เห็นอิทธิพลเกษตรกรรมธรรมชาติแบบไทย หรือ “ไร่นาสวนผสม”ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พสกนิกรไทยน้อมนำไปปฏิบัติจนเกิดผลปรากฎชัดหลายต่อหลายแห่ง ก็ยิ่งทำให้เราได้ “คนเมือง”ต่างก็มุ่งหน้าออกแสวงหาโอกาสและความเป็นอยู่ไปใกลชิดกับธรรมชาติกันมากขึ้น

ชีวิตที่อยู่ในเมืองหลวงหรือเมืองใหญ่ น่าจะเป็นเพียงแค่ชีวิตในช่วงของวัยแสวงหา หรือ ช่วงของการดิ้นรนขวนขวาย เท่านั้น และก็เพราะว่า จิตใจที่แท้จริงของคนไทย คือ การได้ดำเนินชีวิตอยู่ในท่ามกลางธรรมชาติ นั่นเอง

ผู้เขียนได้นำเสนอถึง “หลักการของเกษตรกรรมธรรมชาติ” (Natural Farming)ของ “มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ” ที่เขียนไว้ในหนังสือชื่อ “ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว” มาแล้วว่า มีหลักการอยู่ 4 ประการ คือ  1) ไม่ไถพรวนดิน  2) ไม่ใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์  3) ไม่กำจัดวัชพืช  4) ไม่ใช้สารเคมีและยาฆ่าแมลงทุกชนิด นั้น  

น่าจะสอดคล้องกับวิถีชีวิตคนไทยอยู่ไม่น้อย  เพราะได้เคยเห็นตัวอย่างเกษตรกรไทยหลายท่านที่นำเอาแนวทางนี้ไปประยุกต์ใช้ร่วมกันแล้วพบว่า ได้ผลอย่างมาก จากดินที่เสื่อโทรมขาดความอุดมสมบูรณ์แห้งแล้ง สามารถกลายกลับคืนมาเป็นดินที่อุดมสมบูรณ์ได้ โดยไม่ต้องรอคอยระบบการชลประทาน หรือใช้การลงทุนมากมายอะไรมากไปกว่า “เกษตรกรรมธรรมชาติ” แบบของท่าน “มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ”

 

ฝรั่งที่ชื่อ Larry Korn ได้เคยไปเยี่ยมท่าน“มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ”  และเขียนถึงในสิ่งที่ได้พบเห็นความแปลกใหม่ใน เกษตรกรรมธรรมชาติ ซึ่งทำให้ฝรั่งต้องทึ่ง ในคำว่าที่ฝรั่งคิดคำขึ้นใหม่ว่า เป็น The "one mountain top, many paths" adage seems to apply here และฉงนในคำว่า “เกษตรกรรมยั่งยืน” ที่เห็นความแปลกใหม่ในสายตาของ(พวก)เขา นั่นคือ รูปแบบของการแบ่งส่วนของไร่นาของท่าน “มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ”  ออกเป็น 4 ส่วน

ส่วนที่ 1 เป็นส่วนที่ใกล้กับที่ตั้งครอบครัวของเขาในหมู่บ้าน ครอบครัวของ“มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ” ได้ปลูกพืชผักพื้นบ้านไว้รับประทาน แปลงผักนั้นมีการยกร่องขึ้นเป็นแนว แล้วปลูกพืชหมุนเวียนไปตามฤดูกาล แถมยังปล่อยให้ไก่เป็นอิสระคุ้ยเขี่ยอยู่แปลงผักนี้ด้วย “สวนผักบางส่วนก็ขยายเข้าไปถึงส่วนที่เขาพักอาศัยด้วย”

ส่วนที่ 2 เป็นพื้นที่สำหรับการปลูกข้าว โดยเฉพาะข้าวบาร์เลย์ โดยเศษฟางข้าวที่เหลือจากการเก็บเกี่ยวจะถูกทิ้งไว้ให้ปกคลุมดินต่อไปเพื่อบำรุงดินให้ดีขึ้น ดินจึงอุดมสมบูรณ์ และได้สมดุลธรรมชาติ สังเกตได้จากแมลงที่มาอาศัยอยู่ในดินและโรคในดินน้อยมาก  

การเกษตรกรรมทุกอย่างมักเกี่ยวข้องกับการไถพรวนดิน แต่นั่นเป็นวิธีการที่ท่าน “มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ” ไม่เห็นด้วย และปัจจุบันวิธีการไม่ไถพลิกพื้นดินเป็นเทคนิคเฉพาะตัวของท่าน“มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ”ใช้สอนตลอดมา

ส่วนที่ 3 เป็นสวนผลไม้ ปลูกส้มแมนดารินเป็นพืชหลัก แต่ก็ปลูกไม้ผลหลากหลายชนิดไว้ด้วย เป็นไม้ผลพุ่มเตี้ยๆ รวมทั้งไม้ประดับเพื่อความสวยงาม  หากมองสูงในระดับยอดไม้ขึ้นไปจะเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่  พืชเหล่านี้จะมีส่วนช่วยในการตรึงไนโตรเจนให้แก่ดิน ในความสูงระดับกลางที่ลดต่ำลงมา จะเป็นพืชจำพวกไม้ผลให้รสเปรี้ยว  เช่น มะนาว และไม้ผลต่างๆ  ส่วนล่างสุด คือ พืชที่ปลูกไว้ปกคลุมดินมีความหลากหลายมากทั้ง ผัก สมุนไพรนานาชนิด ถั่วขาว และวัชพืช ขึ้นระเกะระกะ ทั้งยังเป็นที่ที่ไก่ก็สามารถคุ้ยเขี่ยหาอาหารของมันได้ด้วย

ตรงนี้เองที่ทำให้ฝรั่งทึ่ง กับการได้เห็นพืชที่ขึ้นไล่เรียงลำดับกันลงมาหลายระดับชั้น ทำให้พืชแต่ละชั้นมีการกรองแสงแดด แต่ก็ยังสามารถได้รับแสงแดดอย่างพอเพียง และเกิดความสมดุลตามธรรมชาติของต้นพืชด้วยกันเอง “มากกว่าการเพาะปลูกพืชแบบตั้งใจปลูก”

“มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ” ได้พาเขาไปเยี่ยมในส่วนที่ 4 ของไร่ เป็นป่าที่ไม้ยืนต้นขนาดสูง ปะปนกับไม้พุ่ม ต่างพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน มีทั้งสัตว์ป่า นก แมลง และเห็ดนานาชนิด พืชสมุนไพร ผักต่างๆ

“มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ” บอกว่า “เวลาที่ต้องการให้เกิดปัญญาในเรื่องความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ ผมจะเข้ามาเดินในป่าแห่งนี้ เพราะที่นี่มีทั้งไม้ยืนต้น ไม้พุ่มเตี้ย ทุกสิ่งทุกอย่างต่างอิงแอบอาศัยพึ่งพากันอย่างร่มรื่น เกื้อกูลกัน ทุกอย่างเกิดขึ้นโดยปราศจากการแทรกแซงหรือการตักตวงผลประโยชน์จากมนุษย์ มีแต่ความซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา”

.....................................................................

 

ต่อไปนี้คือคำยืนยันจากคำสัมภาษณ์ของท่าน “มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ” ในคราวที่มาเยือนเมืองไทยเมื่อ 20 ปีมาแล้ว ชายชราร่างเล็กๆ ด้วยแววตามุ่งมั่น ท่านมองเห็นยอดหญ้าและใบไม้ของเมืองไทยว่ามีความแตกต่างจากบ้านเกิดของท่านอย่างเห็นได้ชัด

ในบางช่วงบางตอนท่านได้เน้นย้ำราวกับจะฝากบอกคนไทยว่า ..

“ในเมืองไทยมีทั้งธรรมชาติที่สมบูรณ์และคนไทยเป็นคนดี ทั้ง ๒ อย่าง ประกอบกัน ทั้งธรรมชาติและผู้คนที่ทำให้ “เกษตรกรรมธรรมชาติ”นั้นเป็นไปได้  จะทำให้ไม่ต้องมาเสียเวลานานมากมายเหมือนในญี่ปุ่น  ที่ไม่มีใครทำเพราะถูกเทคโนโลยีระดับสูงครอบงำและสภาพธรรมชาติก็หมดไปแล้ว”

“หรืออย่างคนญี่ปุ่น เมื่อจะอ่านหนังสือก็จะอ่านเฉพาะส่วนตัว ไม่ค่อยแนะนำให้คนอื่นอ่านตามด้วย เพราะฉะนั้นเวลาที่เขาเจอหนังสือเกี่ยวกับธรรมชาติแล้วเขาอาจจะสนใจ แต่การที่จะไปบอกแนะนำให้คนอื่นอ่านนั้น เป็นไม่มี”

“การที่หนังสือเล่มนี้แพร่หลาย ก็เพราะเมืองไทยพร้อมอยู่แล้วที่จะทำเกษตรกรรมธรรมชาติ เมื่อทุกคนพร้อมและได้ยินเรื่องนี้ ก็เลยเกิดความสนใจ อยากจะลองทำดู เพราะเมืองไทยพร้อมทุกอย่าง คนไทยมีสัญาตญาณที่พร้อมอยู่ในตัว หมายความว่า มีความพร้อมอยู่ในใจที่จะทำ “เกษตรกรรมธรรมชาติ”ในหัวใจอยู่แล้ว และเพราะว่าคนไทยยังไม่ลืมความสดชื่นของป่า เคยมีการหาอยู่หากินอย่างสุขสบายในป่า สิ่งเหล่านี้ยังไม่ลืม ยังฝังอยู่ในใจ ถ้าคนไทยปล่อยปละละเลย อีกไม่นานป่าก็จะหายไป จิตใจคนไทยก็จะเสื่อมโทรมลง จนหาอะไรมาแทนไม่ได้”

“จนอาจจะเดินทางเดียวกับญี่ปุ่นเมื่อ 20 – 30 ปีก่อน คือ ทรัพยากรธรรมชาติของเราร่อยหรอ สิ่งแวดล้อมเลวลง และจิตใจเราก็ทรุดโทรมลง

ญี่ปุ่นก็ไล่ตามหลังสหรัฐอเมริกาอยู่เพียงนิดเดียว ไล่จนเกือบทันหรือว่าทันกันแล้ว ครั้นเมื่อไล่ทันกันแล้วกลับพบว่าสหรัฐอเมริกากำลังเลียนแบบ “ตะวันออก”อยู่ กลายเป็นว่าอเมริกาต้องมุ่งไปหาทาง “ตะวันออก”อีกทีหนึ่ง และญี่ปุ่นก็กำลังตามสหรัฐอเมริกาไปเช่นเดียวกัน

ด้านวัตถุ ทางตะวันตกสมบูรณ์ขึ้นจริง  แต่ทางด้านจิตใจกลับเสื่อมลง ในอเมริกานักศึกษาเริ่มหันมาสนใจวัฒนธรรมทางตะวันออก สนใจประเพณี ศีลธรรม หรือจิตใจของคนในตะวันออกมากขึ้น

“คนไทยมองว่า คนญี่ปุ่นร่ำรวย แต่คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ไม่ได้คิดอย่างนั้น  คนญี่ปุ่นก็ยังยากแค้น ยากจน ยังอยู่ในความลำบาก 

มีเพียงกลุ่มเล็กๆ กลุ่มเดียวที่ดีขึ้นเรื่อยๆ  พวกที่ร่ำรวย คือ พวกที่ขายรถ ขายปุ๋ย ยาฆ่าแมลง รวยอยู่กลุ่มเดียว แต่คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยังยากจนอยู่เหมือนเดิม

“คนส่วนใหญ่คิดว่า พอคนเรามีเงินกันหมดทุกคนแล้ว จะมีสันติภาพ มีความสุข มีความสบาย แต่แล้วก็พบแต่ความเดือดร้อนวุ่นวาย”

 ในมลรัฐโอเรกอน หรือแคลิฟอเนีย สหรัฐอเมริกา ความคิดของชาวนาที่นั่นได้เปลี่ยนแปลงไป คนที่มีเงิน 200 – 300 ล้านตอนนี้เขาขอเป็นคนที่มีเงินเพียง 1- 2 ล้านเท่านั้นเอง และพวกเขาก็พยายามทำการเกษตรขนาดเล็ก คือ ทำเพียงแค่พอมีพอกินเท่าที่ตัวเองทำได้ ดูว่าไม่มีกำไรมากมาย แต่ทำให้มีเวลาเป็นส่วนตัวมากขึ้น

อเมริกาเขาปีนถึงสุดยอดภูเขาแล้ว เขารู้ว่าไปสูงกว่านี้ไม่ได้แล้ว ก็ต้องลดต่ำลงมา ...ส่วนเมืองไทยนั้นมีนักไต่เขาอยู่ทุกระดับ ที่ไปถึงสุดยอดก็ส่วนหนึ่ง  แต่ 80% ยังอยู่ที่ไหล่เขาเหมือนญี่ปุ่นในอดีต ต่างคนต่างแหงนมองไปแต่ข้างบน ไม่มองลงมาข้างล่าง อีก 5% ยังไม่ได้ปีนเขาเลย เพราะมัวแต่คิดลังเลว่าจะปีนหรือไม่ปีนดี

จะปีนเขาแข่งกับ “เกษตรวิทยาศาสตร์”ดีหรือว่าจะทำ“เกษตรกรรมธรรมชาติ”อย่างที่พ่อแม่ปู่ย่าตายายเคยพาทำดี

มีอยู่พวกหนึ่ง อยู่สูงสุดแล้วก็เดินต่อไปไม่ได้ เพราะติดภูเขาอีกลูกหนึ่ง คนที่ขึ้นต่อไปไม่ได้ก็อยู่ในระดับเดียวกับคนที่ปีนสูงสุดแล้วกลับลงมาอีกฟากหนึ่ง  คือ เสียเวลาทำมาหากิน แสนจะเหน็ดเหนื่อย กำไรก็ไม่ได้ สู้มาอยู่ตีนเขาอย่างเก่าดีกว่า ไม่ต้องปีนเขาแล้ว

คือ เพิ่งมารู้ว่า การกินกาแฟตามโรงแรมหรูๆ แพงๆ นั้น สู้มานั่งกินก๋วยเตี๋ยวเรือริมน้ำไม่ได้

พวกที่อยู่ยอดเขา เขาทำอะไรกันบ้าง เขาก็มาตั้งแค้มป์ มาชมวิวทิวทัศน์เบื้องล่าง คนรวยที่ไปพักบังกาโลตามป่าเขา ก็ต้องการหาความสุขเหมือนชาวนาที่ยากจนที่อาศัยอยู่ในกระท่อมนั้นแหละ

สำหรับผม ดูทางวัตถุแล้ว ไทยเจริญช้ากว่าญี่ปุ่นก็จริง แต่ทางจิตใจนั้นล้ำหน้ากว่าญี่ปุ่นหลายชั้นนัก

...................................................................

เพียงเท่านี้จากข้อมูลหลายๆ ส่วน ที่ผู้เขียนได้นำมาเรียบเรียงให้ท่านได้อ่านก็คงพอจะมองออก ถึงการปฏิเสธ “แนวคิดหรือปรัชญาตะวันตก” และส่งเสริมการใช้ภูมิปัญญาตะวันออก เพราะท่าน“มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ” ได้สะท้อนให้เห็นถึงความผิดพลาดของปรัชญาตะวันตกนั้นว่ามันมีโทษอย่างมหันต์ ส่งผลร้ายต่อสภาพกายและจิตใจของมนุษย์

แล้วไฉนพวกเราซึ่งมีอุปนิสัยใจคอเป็นชาวตะวันออกอยุ่แล้วจึงต้องเดินตามแนวคิดปรัชญาตะวันตกนั้นเล่า

เพราะในแนวคิดนั้นก็รังแต่จะทำให้ทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ของเมืองไทยหมดสิ้นไปด้วย

“มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ” ได้แสดงให้เห็นถึง “ฉันทาคติ”ที่มีต่อเมืองไทย และไม่อยากให้ก้าวเดินผิดพลาดเหมือนอย่างญี่ปุ่น บ้านเกิดของท่าน“มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ” 

............................................................................

ขอบคุณแหล่งข้อมูล จาก        http://www.permaculture.com/node/140 

และ “ปาจารยสาร” ฉบับ เมษายน-มิถุนายน 2533

 

ท่านสามารถดาวน์โหลดหนังสือ “ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว” ของ มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ ฉบับเต็มมาอ่าน ฟรี ได้ที่ http://sarinee.powweb.com/wp-content/writings/onestraw.pdf

...................................................................................

โดย NN1234

 

กลับไปที่ www.oknation.net