วันที่ ศุกร์ สิงหาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ผมไปกอดเมืองไทยที่เซี่ยงไฮ้


การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยชวนให้คนไทยออกไปกอดฟ้า กอดน้ำ กอดภูเขา กอดทะเล ออกไปกอดเมืองไทย ผมก็ได้ออกไปกอดมาเหมือนกัน แต่เป็นการไปกอดเมืองไทยถึงที่นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน

 

เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา คุณพ่อและคุณแม่ได้พาผมไปเดินทางไปที่นครเซี่ยงไฮ้ เพื่อไปเที่ยวชมงานมหกรรมโลก หรือที่จะคุ้นเคยกันกับชื่อเวิล์ดเอ็กซโป ซึ่งเป็นงานที่จัดแสดงภาพลักษณ์ของประเทศต่าง ๆ ผสมผสานกับสิ่งประดิษฐ์ของโลกสมัยใหม่ งานมหกรรมโลกนี้ถือว่าเป็นงานใหญ่ของโลกที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 3 รองลงมาจากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก และการแข่งขันฟุตบอลโลก เริ่มต้นจัดเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2394 ซึ่งรัชกาลที่ 4 ก็ได้ทรงให้ประเทศไทยไปเข้าร่วมงานด้วยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2405

 

การจัดงานปีนี้ได้กำหนดแนวความคิดของงานไว้ว่า “เมืองที่ดีกว่า เพื่อชีวิตที่ดียิ่งขึ้น” ประเทศไทยก็ได้ไปร่วมงานด้วยเช่นกัน เมื่อผมเข้าไปในงานผมจึงได้เลือกที่จะไปเที่ยวชมอาคารศาลาไทยก่อน มีคนเข้าแถวรอเข้าชมอยู่เป็นจำนวนหลายพันคน แต่ด้วยความที่ผมเป็นคนไทยจึงได้สิทธิพิเศษไม่ต้องไปรอเข้าแถวต่อคิว พี่ ๆ ที่ดูแลสถานที่อยู่ใจดีมาก เขาเป็นคนไทยผมจึงพูดคุยกับเขาได้รู้เรื่องมากหน่อย เขาดีใจที่ได้เจอคนไทยด้วยกันและให้การต้อนรับดีมาก

 

อาคารศาลาไทยสร้างเป็นอาคารแบบทรงไทย ตกแต่งด้วยลายไทย ตรงทางเข้ามีรูปปั้นทั้งยักษ์วัดแจ้งและยักษ์วัดโพธิ์ เข้าไปภายในอาคารห้องแรกเป็นการฉายสื่อมัลติมีเดียแนะนำเมืองไทย ภาพที่ฉายออกมามีทั้งที่อยู่บนจอรูปกล่องสี่เหลี่ยม และบนผิวน้ำในบ่อด้านล่าง ถัดไปอีกห้องหนึ่งเป็นการฉายสื่อมัลติมีเดียบนจอที่ผนังทั้งสี่ด้านของห้อง เล่าเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของไทยกับจีนที่มีมาอย่างยาวนานที่ห้องนี่มีหุ่นยนต์รูปยักษ์ตัวสูงใหญ่ที่สามารถพูดและขยับตัวได้

 

ห้องสุดท้ายเป็นห้องที่ฉายภาพยนตร์แบบ 4 มิติ ซึ่งในการชมต้องสวมแว่นตาสำหรับดูภาพยนตร์ 3 มิติ เนื้อหาของภาพยนตร์เล่าถึงวิถีชีวิตของคนไทยและความอุดมสมบูรณ์ของเมืองไทย มีภาพของผลไม้ชนิดต่าง ๆ ที่มีอยู่มากมายในเมืองไทย ตอนที่เป็นภาพลูกมะพร้าวกระเด็นตกจากรถ ภาพที่เห็นเหมือนกับจะกระเด็นออกมาจากจอลอยมาใส่ผู้ชม ทำให้ผู้ชมหลายคนถึงกับต้องผงะหน้าหนี และเวลาที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับน้ำ ก็จะมีการโปรยละอองน้ำลงมาใส่ผู้ชมด้วย หรือตอนที่มีภาพดอกมะลิและน้ำอบไทย ก็จะมีการโปรยส่งกลิ่นหอมออกมาด้วยเช่นเดียวกัน

 

ทั้งสามห้องที่ผ่านมานั้น เขาใช้ภาษาจีนในการบรรยายซึ่งผมฟังไม่รู้เรื่องหรอกครับ ถึงจะมีคำบรรยายเป็นภาษาอังกฤษอยู่ด้วย ผมก็อ่านไม่ค่อยทันและแปลได้ไม่ค่อยจะรู้เรื่องเหมือนกัน ต้องอาศัยการดูภาพประกอบจึงพอจะเข้าใจ ผมได้เห็นภาพสวย ๆ ของเมืองไทยแล้ว ก็ยิ่งทำให้รู้สึกว่าเมืองไทยเรานี้ช่างสวยงามน่าอยู่ ไม่น่าจะมีที่ไหนที่จะอยู่กันอย่างสุขสบายได้เหมือนเมืองไทยอีกแล้ว ที่น่าเสียดายก็คือคนไทยไม่ค่อยจะรักใคร่ปรองดองกันเลย

 

หลังจากนั้นผมได้ไปเข้าเที่ยวชมที่อาคารศาลาประเทศออสเตรเลีย ได้เรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับประเทศออสเตรเลียมากมาย แล้วไปเข้าเที่ยวชมต่อที่อาคารศาลาองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก ซึ่งมีการนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับปรากฏการณ์เรือนกระจกที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน ภาพยนตร์ 4 มิติของที่นี่เป็นเรื่องของภัยพิบัติต่าง ๆ ที่โลกกำลังเผชิญอยู่ ตอนที่เป็นภาพความหนาวเย็นของหิมะก็จะมีการโปรยละอองหิมะออกมา และตอนที่เป็นภาพพายุฝนก็มีการโปรยละอองน้ำออกมาใส่ผู้ชมด้วยเช่นเดียวกัน

 

ผมได้นั่งเรือเฟอร์รี่ข้ามแม่น้ำที่ชื่อหวงผู่ไปที่อีกฟากหนึ่ง ที่ฝั่งนี้ผมได้เลือกไปเที่ยวชมอาคารศาลาบริษัทโคคาโคล่า เขาทำจอภาพเป็นรูปทรงขวดโค้กขนาดใหญ่ ข้างในอาคารมีการนำเสนอเรื่องราวตั้งแต่การคิดค้นทำน้ำอัดลมยี่ห้อนี้มาจนถึงปัจจุบันและเลยไปถึงอนาคต ผมได้รู้ว่าขวดพลาสติกที่ใช้บรรจุน้ำอัดลมโคคาโคล่าของจีนในปัจจุบัน เป็นขวดที่มีการรีไซเคิลทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ และมีส่วนผสมของพืชอยู่ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ ยังมีการนำสิ่งสะสมต่าง ๆ เกี่ยวกับโค้กมาจัดแสดงไว้ให้ได้ชมด้วย

 

ผมเริ่มเข้าไปในงานมหกรรมโลกตั้งแต่เวลาประมาณ 10.00 น. ตอนที่ออกจากอาคารศาลาบริษัทโค้กก็เป็นเวลาประมาณ 20.00 น. แล้ว ที่ไม่ได้เที่ยวชมอาคารศาลาต่าง ๆ ได้มากก็เป็นเพราะว่าการเข้าเที่ยวชมอาคารศาลาแต่ละแห่ง จะต้องไปเข้าแถวต่อคิวกับคนจำนวนมาก ซึ่งแต่ละแห่งต้องใช้เวลานานถึง 2-3 ชั่วโมง คนจีนบางคนก็ขาดระเบียบ มีการช่วยให้คนที่รู้จักกันลัดแทรกแถวด้วย ขนาดอาหารมื้อกลางวันก็ยังต้องเข้าคิวรอซื้อกันนานเกือบชั่วโมง ยังโชคดีที่เขาทำห้องน้ำไว้เป็นจำนวนมาก กระจายอยู่ตามบริเวณต่าง ๆ ทั่วพื้นที่จัดงาน เวลาที่จำเป็นต้องเข้าห้องน้ำก็เลยไม่ต้องเข้าคิวรอนาน

 

ระหว่างที่เดินย้อนกลับมาเพื่อที่จะกลับออกจากงาน เส้นทางที่ใช้ได้ย้อนผ่านมาที่อาคารศาลาไทย ที่นี่มีร้านอาหารของการบินไทยอยู่ด้วย คุณพ่อและคุณแม่ถามว่าผมหิวไหม ผมพยักหน้ารับ คุณพ่อและคุณแม่จึงได้ไปซื้ออาหารที่ร้านการบินไทยมาให้ผมรับประทาน อาหารมื้อนั้นมีส้มตำไทย ไก่ย่าง และข้าวเหนียว ผมอยู่ที่นครเซี่ยงไฮ้ และได้ไปเที่ยวที่เมืองใกล้ ๆ มาก่อนหน้านี้หลายวัน อาหารที่ผมได้กินถึงจะดูดีแค่ไหน แต่ผมก็ไม่เคยรู้สึกว่าอร่อยถูกปาก สู้อาหารมื้อนี้ที่ทำด้วยฝีมือคนไทยไม่ได้ รสชาติอร่อยถูกใจจนผมกินได้หมดไม่เหลือเศษติดจานเลย

ผมรู้แล้วว่าไม่มีที่ที่ไหนในโลกจะดีเท่ากับเมืองไทย ผมจึงอยากที่จะรีบกลับไปกอดเมืองไทย กลับมาถึงเมืองไทยแล้วผมจะชวนคุณพ่อและคุณแม่ไปกอดฟ้า กอดน้ำ กอดภูเขา กอดทะเล แต่ก่อนที่ผมจะกอดสิ่งอื่น ๆ ผมขอกอดคุณพ่อและคุณแม่ของผมเป็นลำดับแรกก่อนเลยนะครับ

(โพสต์นี้เป็นเรียงความที่ผมเขียนส่งอาจารย์ครับ)

ข้าวหอมเองครับ

โดย สี่ตา

 

กลับไปที่ www.oknation.net