วันที่ พุธ สิงหาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ระหว่างการเดินทางกับนิยายเรื่องใหม่ของวิทยากร โสวัตร


ระหว่างรอต่อรถเพื่อกลับบ้าน     ผมรู้สึกว่าโมงยามนั้นเป็นโมงยามที่พิสูจน์จิตใจของตัวเองได้เป็นอย่างดี    การอรคอยมักจะเบื่อ    เวลาเคลื่อนผ่านไปอย่างเชื่องช้า    ไม่มีอะไรมากไปกว่าการนั่งลงแล้วก็รอ   ก่นด่าตัวเองที่ตัดสินใจเลือกรถทัวร์ของบริษัทนั้น    ขณะเดียวกันก็ปลอบโยนตัวเองว่า   ปล่อยให้มันเป็นไป  ยังไงๆผมก็จะถึงบ้าน

ความมืดมาเยือน    พร้อมกับกลิ่นของราตรีโชยมาอ่อนๆ    ค่ำคืนของเมืองนครสวรรค์คงจะคึกคัก    ผมกักตัวเองให้อยู่เพียงในอาณาบริเวณของสถานีขนส่ง   เหม่อมองดูผู้คนที่ผ่านไปมา   ยินดีกับคนที่รถเดินทางมารับพวกเขาไปสู่จุดหมาย    พวกเขาบางคนใกล้จะถึงบ้านในเวลาอีกไม่นานนี้   

นึกถึงตั๋วอุ่นๆที่อยู่ในกระเป๋ากางเกง   สี่ทุ่มรถโดยสารของผมจึงจะเดินทางมาถึง 

เหนียวเหนอะตัว   ผมตัดสินใจไปใช้บริการอาบน้ำที่ข้างๆสถานี    ยี่สิบบาท   มันทำให้ผมสดชื่นขึ้นมาเป็นกอง   พอสดชื่นแล้วก็ไม่ทุกข์ร้อนกังวลกับเรื่องการรอคอยรถโดยสารอีกต่อไป

  มันคงไหลไปกับขี้ไคลในห้องน้ำนั่นแล้ว

วางเป้ลงที่นั่งข้างตัว   หยิบนวนิยายจากเพื่อนนักเขียนหนุ่มขึ้นมาอ่าน    นวนิยายเล่มเล็กๆที่ชื่อว่า  “ทาง”     ผมเอ่ยปากทวงก่อนจากกัน   นวนิยายเล่มสุดท้ายที่เขามี    และเขาก็อุตส่าห์ให้ผมมา   รู้สึกผิดเล็กน้อย   แต่ท่าทางเขาก็เต็มใจให้ผม

ผมลงมือละเลียดความสุขจากนวนิยายเรื่องนั้น  

ความสุขที่ได้อ่านงานของเพื่อน    และความสุขที่ได้อ่านหนังสือระหว่างการรอ  ขอบคุณเจ้าของนวนิยายเล่มนั้น

วิทยากร   โสวัตร

นวนิยายเรื่องนี้เล่าถึงชายหนุ่มเจ้าของร้านฟิลาเดลเฟีย    ร้านขายหนังสือหน้ามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี    แม้จะรู้จักกันเป็นการส่วนตัว   แต่ทว่าการอ่านนิยายแล้วก็เหมาว่านั่นคือเรื่องจริงทั้งหมดคงจะเป็นเรื่องน่าขัน    วรรณกรรมคือศิลปะของการโกหกอย่างที่ผมเคยอ่านจากที่ไหนสักแห่งก็แวบเข้ามา  

ผมชอบภาษาของเจี๊ยบ    ทั้งในยามที่เขาเล่าเรื่องอะไรบางอย่างให้ฟัง   ทุกคนจะเงียบกริบรอคอยฟังเขา   ท่าทางที่ประกอบเรื่อง   การลำดับเรื่องที่กำลังเล่า   มันสะกดให้ผู้คนที่รายล้อมอยู่ตรงนั้น หันมามองเขาเป็นจุดเดียว   

บทกวีที่เขาอ่านก็ทำให้หญิงสาวบางคนถึงกับเพ้อ   และนั่นมันก็ทำให้ผมอดใจไม่ไหวต้องหอมแก้มเขาไปหนึ่งที

ผมอ่านเรื่องนี้อย่างวางไม่ลง    เจี๊ยบเล่าสลับไปสลับมา    ตัวละคน ผม   ที่เป็นเจ้าของร้านฟิลาเดลเฟีย   บทสนทนากวนๆแบบทันกัน   มีเสน่ห์ไม่เชยแม้แต่นิด    อ่านแล้วนึกถึงหน้าคนเขียนขึ้นมาทันทีทันใด    นักศึกษาหนุ่มที่มาตามหาหนังสือที่ตัวเองก็ไม่รู้จัก    รวมทั้งตามหาตัวตนของตัวเอง   หญิงสาวที่มีปมอดีตในใจ   และก็หลวงพี่

ตอนจบของเรื่องทำเอาผมซึม    ทุกคนมีทางของตัวเองถ้าค้นหาทางนั้นเจอ

ผมว่านิยายเรื่องนี้    วิทยากรเขียนได้เท่ดี

ตั้งใจเอาไว้ตอนนั้นว่า    ถ้าผมอ่านเรื่องนี้จบแล้วผมจะส่งไปให้พี่ฉมังฉายที่เชียงใหม่อ่าน

ข้างหน้าม้านั่งที่ผมนั่งอยู่มีผู้หญิงสี่คน    หญิงสาวที่อายุน้อยที่สุดน่าจะสามสิบอัพ    คนที่อาวุโสสุดน่าจะไม่เกินสี่สิบห้า   พวกเธอเอารถมอเตอร์ไซค์มากัน   

ตอนแรกผมไม่ได้สนใจพวกเธอนัก   ง่วนอยู่กับนิยายที่อยู่ตรงหน้า    พาตัวเองหลงเข้าไปในเรื่องราวที่อยู่ในเรื่อง

แต่เสียงค่อนข้างดังที่พวกเธอพูดคุยกันมันทำให้ผมต้องหันไปมอง   แล้วก็เจอกับภาพของหญิงสาวที่เทเหล้าลงฝา  ยกขึ้นกรึ๊บลีลาระดับคอทองแดง      กับเสียงคร่ำครวญเริ่มดังจับใจความได้ว่า   เธอเจ็บที่ถูกผู้ชายทิ้ง

เธอบอกว่าเธอเจ็บ    แล้วก็ตีอกชกตัว   อีกสามสาวเปลี่ยนกันมาปลอบ   สลับกับการเทเหล้าลงฝาแล้วก็กรึ๊บ    หญิงสาวคนนั้นเริ่มอาการหนักมากขึ้น   บางครั้งดิ้นจนตกจากม้านั่ง   เรียกความสนใจจากผู้คน   ให้หันมามอง    

ผมเห็นอาการแล้วก็นึกสงสาร    แต่ก็ได้เพียงแต่มอง  นึกไปตามกิเลสของตัวเองว่าผมกำลังเจอพล็อตเรื่องสั้น   ขยายความไปตามจินตนาการ  

หันกลับมาอ่านนิยาย    ปมในใจของนักศึกษาสาวถูกเปิดเผย ฉากตอนถูกข่มขืน  วิทยากรบรรยายได้ดีแบบไม่น่าเกลียด    ไม่มีลามกแม้แต่น้อย    แต่ละบทแต่ละตอนผู้แต่งบรรจงวางไว้ในเรื่องชวนติดตาม    ผมปรับอารมณ์แทบไม่ทัน   นึกถึงตัวเองตอนที่เป็นนักศึกษา   ในวันวัยแสวงหาคำตอบให้กับชีวิต   กับภาพของชีวิตนักบวชที่เขาเล่าถึงในเรื่อง    ซึ่งมันห่างไกลจากการรับรู้ของผม

เสียงของผู้หญิงกลุ่มนั้นแทรกเข้ามาทำลายสมาธิของผมให้แตกกระเจิง   หญิงสาวคนนั้นนอนลงไปตรงพื้น   ผู้หญิงอีกคนเอาขวดน้ำมาหนุนหัวเธอ   มอเตอร์ไซค์รับจ้างเข้าให้คำแนะนำว่าควรพากลับบ้าน   เสียงต่อรองราคา   เสียงผู้หญิงอีกคนโทรศัพท์ไปหาญาติให้มารับ   มีคนมารับ   หญิงสาวถูกหามนั่งกลาง   ผู้หญิงอีกคนซ้อนท้ายกันเธอไม่ให้ตก    รถแล่นจากไป

เรื่องราวที่อยู่ตรงหน้าเหมือนละครฉากหนึ่ง   

นิยายของเจี๊ยบจบไปแล้วเช่นเดียวกัน

ถ้าจะมีข้อตำหนิอยู่บ้างก็คงมีเพียงประการเดียว   

นิยายเรื่องนี้สั้นเกินไป    ผมยังไม่จุใจกับเรื่องราวที่เขาเขียน   ว่ากันง่ายๆว่าอ่านไม่อิ่มก็จบเสียก่อน  

แต่ผมก็ยังมีความหวัง    จากนิยายเรื่องนี้   เขาบอกกับคนอ่านว่า   นิยายอีกเรื่องของเขาใกล้จะจบแล้ว   และมันยาวให้ผมอ่านจนอิ่มอย่างแน่นอน

   

โดย แก้มหอม

 

กลับไปที่ www.oknation.net