วันที่ พฤหัสบดี มิถุนายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

คนแซ่ลิ้มโดน TAG ชีวิตจริงยิ่งกว่านิยาย...ก็ถูกเปิด !?


ตอนแรกไม่เข้าใจเรื่องแธกกกกก...อะไร ก็รีบกินยาหอม เอายาหม่องทาขมับ ทาไปทามาหมดขวด

ยาหอมเทสองทีก็หมด พอมีสติ ปัญญาก็เกิด

โธ่เอ้ย! เรามี PR อยู่แล้ว และเขียนก่อนจะมีเรื่องแธกกกกอีก 

สบายมากหายเก๊กซิมแล้ว...(อ่านความเป็นมาของ Greenblog ที่ สายสืบภาคประชาชน เขียนไว้ก่อนแล้วกัน)

..............

Blog โดนใจวันนี้! greenblog พลิกปูมกู้ชาติของ พระเจ้าตาก !?

สายสืบภาคประชาชน ขออนุญาตแนะนำ Blog เพื่อนบ้านร่วมชุมชน OKnation ที่โดนใจในวันนี้

คือ greenblog หรือ "บล็อกสีเขียว" 2 คำจำง่ายๆ

เมื่อพูดถึง greenblog เชื่อว่าเพื่อนพ้องน้องพี่ที่เคารพส่วนใหญ่คงจินตภาพถึง Concept ประมาณว่าเกี่ยวกับ "การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติ"

แต่เมื่อพิเคราะห์คำขวัญของเจ้าบ้าน คือ "เรื่องราวของคน ชุมชนท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม" ก็รู้สึกว่า บ้านนี้คงมีความงามมากกว่า "การอนุรักษ์"

ว่าที่จริงเจ้าบ้านนาม "คนแซ่ลิ้ม" หาใช่คนอื่นไกล คือ หนึ่งในกัลยาณมิตรรุ่นพี่ของสายสืบฯ เป็นผู้ที่มีวิถีชีวิตใกล้ชิดคนเดือนตุลา เนื่องเพราะเป็น 1 ในหลายสิบคนที่ยืนอยู่แถวหน้าก่อนเกิดเหตุการณ์ "วันมหาวิปโยค" (14 ตุลาคม 2516)

แต่ต้องขอ ยืนยัน นั่งยัน นอนยัน เสียก่อนว่า "คนแซ่ลิ้ม" มิใช่ "สนธิ ลิ้มทองกุล" เพื่อมิให้เพื่อนพ้องน้องพี่ต้องครุ่นคิดให้เปลืองอารมณ์...

ยอมรับสารภาพโดยไม่ต้องรอให้จำนนด้วยหลักฐานก็ได้ว่า สายสืบฯ เป็นผู้บอกกล่าวแนะนำให้ "คนแซ่ลิ้ม" มาเปิด blog ที่นี่ ด้วยคำพูดที่ว่า "คนเล่นเน็ตทุกวันนี้ ใครไม่มี blog ของตัวเอง ถือว่าเชยมาก"

นอกจากแนะนำแล้วก็ยังทำหน้าที่เป็น "พี่เลี้ยง" ให้คำแนะนำด้านเทคนิคอยู่บ้าง สอนกันทีโทรศัพท์สายแทบไหม้ (ฮา)

วันนี้ (6 มิ.ย.) greenblog โพสต์เรื่องใหม่ คลองด่าน...หมู่บ้านผู้รักชาติ (2) ตอน วัดสร่างโศก : สะสมเสบียง ซ่องสุมผู้คน และต่อเรือศึก?

สายสืบฯ ชอบมาตั้งแต่ตอนแรกที่ "คนแซ่ลิ้ม" เขียนถึง "ชุมชนคลองด่าน" ในอีกมิติหนึ่งที่เชื่อว่าหลายๆ คนคงไม่รู้มาก่อนเช่นกันว่า "คลองด่าน" เกี่ยวพันกับความวีระอาจหาญของผู้รักชาติ รักความเป็นธรรม มาตั้งแต่ยุค "พระยาตาก" จนถึงยุค "ขบวนการเสรีไทย" และ "การลี้ภัยของท่านปรีดี"

ถึงแม้จะมิใช่ข้อเขียนใหม่ แต่สำหรับเรื่องราวที่เราไม่เคยรับรู้มาก่อน ไม่มีคำว่าล้าสมัยแม้แต่น้อย...

สายสืบฯ รู้สึกช่างบังเอิญเสียเหลือเกินว่า ตนเองนั้นเคยสนใจใกล้ชิดผูกพันกับกรณี "บ่อบำบัดน้ำเสียอัปยศ" มูลค่า 23,700 ล้านบาท ที่มีผู้ขนานนามว่า "มหากาพย์บูรณาโกง"

อีกทั้งมีความสำนึกเทิดทูนในพระมหากรุณาธิคุณอันใหญ่ยิ่งต่อแผ่นดินไทยของ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช กอปรกับมีความนับถือเลื่อมใสในคุณูปการต่อบ้านเมืองของ ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโสแห่งสยาม

เมื่อมาได้อ่านเรื่อง คลองด่าน...หมู่บ้านผู้รักชาติ (2) และฟังเพลง "พระเจ้าตาก" ของ คาราบาว ไปพร้อมๆ กัน

ความรู้สึกมันยากจะบรรยายจริงๆ บอกได้แต่ว่า ขนลุกซู่ หัวใจคับพอง สารภาพได้ว่าน้ำตาแห่งความอาดูรหลั่งรินออกมาอย่างมิอาจฝืนจริงๆ

อยากสัมผัสกับความรู้สึกแบบนั้น ขอเชิญทุกท่านอ่านเองแล้วกันครับ...

ปล."คนแซ่ลิ้ม" ฝากบอกว่าโลโก้ที่ใช้ใน Blog หาใช่คำว่า "ลิ้ม" หากแต่คือคำว่า "เต๋อ" อันหมายถึง "ศึลธรรมหรือจิตใจที่มุ่งมั่น" เพราะเกรงว่าจะมีการเข้าใจผิด

ด้วยจิตคารวะ

สายสืบภาคประชาชน (06/06/2550)
ที่มา : http://www.oknation.net/blog/Anti-Corruption/2007/06/06/entry-1

(ภาพถ่ายนายมงคล นาวิกผล กับ ฯพณฯ เติ้ง เสี่ยวผิง)

..............

ต่อไปนี้คือปูมหลังชาติกำเนิดของ คนแซ่ลิ้ม

คุณก๋งแซ่ลิ้ม ชื่อ กิมหงวน ไม่ได้เลียนแบบกิมหงวนใน พล นิกร กิมหงวน เพราะคุณก๋งคือ original กิมหงวน

คุณย่าชื่อ ช้อย ลูกคุณนายแย้มแห่งสี่พระยาสามย่าน

คุณก๋งและคุณย่ามีลูกเขยชื่อ พระอุดม (พลตรีพระอุดมโยธาธิยุทธ์) อดีตอธิบดีกรมชลประทาน และอดีตอธิบดีรถไฟ ซึ่งเป็นผู้ย้ายสมบัติจากวังหลวงไปซ่อนในถ้ำที่จังหวัดเพชรบูรณ์ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยไม่มีสมบัติตกหล่นหรือหายแม้แต่ชิ้นเดียว เนื่องจากเกรงว่าจะถูกต่างชาติเอาไปเหมือนสมัยกรุงศรีอยุธยา

คุณป้าชุ่ม ทั้งเก่งและเด็ดเดี่ยวมีเมตตาซึ่งเป็นสมบัติของตระกูลนี้ ได้ให้ลูกๆ ที่รับราชการไม่ว่าทหาร ตำรวจหรือตำแหน่งอื่นๆ ให้สาบานว่าจะไม่ฉ้อราษฎร์และบังหลวง ตามน้ำก็ไม่ได้

คุณนายแย้มและย่าช้อยเป็นปัญญาชน ซึ่งยากที่ผู้หญิงสมัยนั้นจะเป็น (เรื่องพระอุดมหาดูได้จากห้องสมุดแห่งชาติ)
 
คุณก๋งก็เป็นหนึ่งในคนจีนที่ถูก เหียกวงเอี่ยม ทาบทามให้ต้านญี่ปุ่นก่อนจะเกิดสงครามโลก

เนื่องจาก เหียกวงเอี่ยม ผู้ก่อตั้งมูลนิธิปอเต็กตึ้งและโรงพยาบาลหัวเฉียว ได้เดินทางไปประเทศจีน ในขณะที่ญี่ปุ่นบุกแมนจูและรู้ว่าอีกไม่นานญี่ปุ่นต้องบุกเอเซียอาคเนย์

 

 (นายมงคล นาวิกผล กับ เจ้าสัวอุเทน เตชะไพบูลย์ ผู้ร่วมงานเก่าในมูลนิธิป่อเต็กตึ้ง)

เหียกวงเอี่ยม ได้ติดต่อกับผู้ที่ไม่ชอบการที่ญี่ปุ่นทำร้ายชาวจีนอย่างโหดเหี้ยม และเตรียมคนต้านหากญี่ปุ่นบุกมา

คุณก๋งมีอาชีพค้าขายและเดินเรือประกอบกับมีร้านค้าและโกดังหลายจุด ทำให้มีเงินสดมากรวมทั้งเงินในสกุลอื่นเช่นเยอรมัน จีน ญี่ปุ่น การส่งสินค้าทางเรือทำให้ทางบ้านมีข้าวของเครื่องใช้และอาหารแห้ง กระป๋อง รวมทั้งผลไม้จากต่างประเทศ จึงมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เช่น หลวงเสนอ ซึ่งมีเชื้อจีน มานั่งคุยและรับประทานอาหารโดยเฉพาะหูฉลาม และรังนก เป็นประจำ และมีเรื่องล้อเลียนสนุกสนานมากมาย

เพราะเมื่อข้าราชการที่อยู่ตึกฝั่งตรงข้ามออกมาทานอาหารกลางวัน ก็ต้องเห็นหลวงเสนอและจะก้มลงกราบท่านข้างถนนจริญกรุงเป็นประจำ

จนท้ายที่สุดจึงมีการทำสะพานเพื่อเดินออกไปทางข้างหลัง (ข้ามคลองผดุงกรุงเกษม) เย็นวันพฤหัสก็มีมโหรีจีน (วงเล็ก) มาเล่นที่บ้าน

หลังจากคุณพ่อเสียชีวิตได้ไม่นาน ผู้เขียนได้พบเงินเยอรมันนีห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์เป็นจำนวนมาก สิ่งที่น่าตื่นเต้นคือหนังสือพิมพ์ที่ห่อนั้นอายุกว่า 100 ปี เป็นภาษาอังกฤษ เขียนเรื่องช่องโหว่ในชั้นบรรยากาศและภัยร้อนซึ่งเราเริ่มฮิตอ่านปีสองปีนี้ พูดเหมือนเราพูดกันในสมัยนี้

คุณก๋งไว้ผมทรงแมนจู ข้างหน้าล้านแล้วไว้เปียข้างหลัง ใส่แว่นตา ใส่เสื้อผ้าที่ทำจากฝ้ายชนิดดีเยี่ยม สีธรรมชาติ คนตาไม่ถึงจะไม่รู้ว่าฝ้ายเกรดเอแพงกว่าผ้าไหม แต่สีสรรก็ธรรมดา ไม่มัน ดูเหมือนของถูก

คุณก๋งซึ่ง ฝากเงินที่ธนาคารไทยพานิชย์ ข้างกรมเจ้าท่า เคยถูกแขกอาบังที่เพิ่งมาใหม่ (แขกยาม) ที่เฝ้าธนาคารบอกว่าให้ไปเดินที่อื่นที่นี่เป็นธนาคาร

คุณก๋งก็งงเลยเดินกลับ ผู้จัดการแบงค์ต้องรีบออกมาเรียกเพราะเป็นลูกค้าขาประจำ 

(ภาพถ่ายนายมงคล นาวิกผล กับ ฯพณฯ เติ้ง เสี่ยวผิง)

ในแง่หนึ่งช่วยพวกกู้ชาติ แต่เพราะเป็นพ่อค้าก็เผื่อเหลือเผื่อขาด จึงมีเงินเกือบทุกสกุล มีของเก่าจากต่างประเทศที่หายากมากมาย

ของเก่าโบราณไม่เป็นที่ชื่นชอบของพวกเราขณะที่เยาว์วัย ใครขอก็ให้ไปเยอะมาก จะเก็บก็ของใช้บางอย่างที่ชอบจริงๆ และเป็นสิ่งคาดเดาได้เลยว่าหลังจากคุณก๋ง คุณย่าเสียแล้ว ทุกคนก็ใช้สมบัติเก่าจนแทบไม่ค่อยเหลือในสมัยต่อๆ มาเพราะให้รับประทานเกียรติยศ แต่ก็ไม่ถึงกับลำบาก เพียงแต่จะฟุ่มเฟือยแบบคุณก๋งไม่ได้

จดหมายเก่าๆ ทั้งไทยจีนยังมีเก็บไว้บางฉบับอาจจะเอามาเปิดเผยเพราะจะทำให้เห็นวิถีชีวิตของคนในสมัยนั้นได้อย่างเด่นชัด

คุณก๋งได้บอก เหียกวงเอี่ยม ว่าลูกสะใภ้ที่บ้านซึ่งหมายถึงคุณแม่ ก็แซ่เหียเหมือนกัน ทางเหียกวงเอี่ยมจึงได้ชักชวนพี่ชายของแม่ ซึ่งจบอัสสัมชัญบางรักให้ไปทำงานด้วย

แต่เนื่องจากคุณย่าได้แนะนำให้พี่ชายแม่ไปทำงานกับคุณพระอุดม ซึ่งขณะนั้นอยู่ที่กรมรถไฟ จึงไม่ได้ออกจากรถไฟ

 

จนกระทั่ง เหียกวงเอี่ยม ถูกฆ่าตายหน้าโรงงิ้ว (โรงหนังเทียนกัวเทียน) ทางคุณลุงจึงได้ไปทำงานกับผู้ช่วยหรือหลานบุญธรรมของเหียกวงเอี่ยม ซึ่งก็คือ นายมงคล นาวิกผล และต่อมาเมื่อนายมงคลได้หนีไปเมืองจีนหลังจากที่จัดการให้ ท่านปรีดี พนมยงค์ หลบไปก่อน ซึ่งก็กลายเป็นเพื่อนบ้านกันที่เมืองจีน  (นายมงคลเป็นส่วนหนึ่งของเสรีไทยที่จัดหาเงินทองและอำนวยความสะดวกให้คนอื่นๆ)

(ภาพถ่ายนายมงคล นาวิกผล กับ ฯพณฯ เติ้ง เสี่ยวผิง)

เพราะความรักชาติจีนและไทยของคุณก๋ง และรักชาติไทยอย่างใหญ่หลวงของคุณย่าทำให้ทั้งตระกูลเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องต่างๆ มากมายโดยบังเอิญเสียส่วนใหญ่

คุณตาก็อินกับเรื่องญี่ปุ่น-จีน จึงพาลูกๆ ที่จบการศึกษาอย่างดีหลายคนกลับไปช่วยชาติที่เมืองจีน เหลือแต่คุณลุงคนโตที่ทำงานแทนนายมงคลทั้งที่บริษัทและงานการเมือง ครอบครัวคุณแม่ค้าขายธรรมดาแต่ลูกชายทุกคนได้เรียนโรงเรียนดีๆ บางคนก็ไปต่างประเทศ อัธยาศัยจิตใจดีและเชื่อคนง่ายเมื่อมีการปลุกระดมก็ถึงกับทิ้งไทยไปช่วยรบในสมัยซุนยัดเซ็นเพื่อกู้ชาติจีนจากต่างชาติ ไม่คำนึงถึงส่วนตัวซึ่งก็เป็นมรดกตกมาถึงลูกหลาน

 

(นายมงคล นาวิกผล กับ เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ เจ้าพ่อซีพี)

(นายมงคล นาวิกผล กับ เจ้าสัวเกียรติ วัธนะเวคิน)

โดนแธกกกกกนิดเดียวกลายเป็นคนละเรื่อง และยาวจากกรุงเทพฯ ถึงกวางเจา ขอเล่าต่อตอนต่อไป

คนแซ่ลิ้ม (28 มิถุนายน 2550)

 

 

โดย คนแซ่ลิ้ม

 

กลับไปที่ www.oknation.net