วันที่ เสาร์ สิงหาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

คำแนะนำทางการเงินตกยุค


“ตั้งใจเรียน หางานดีดีทำ เก็บออมเงิน หลีกเลี่ยงการเป็นหนี้ ลงทุนระยะยาวแบบกระจายความเสี่ยงในกองทุนรวม”

คำกล่าวข้างต้นดูเหมือนจะเป็นคำกล่าวที่สอนกันมานมนาน บางส่วนเป็นคำสอนของพ่อแม่ บางส่วนเป็นคำสอนของผู้ที่เรียกตัวเองว่า “ผู้เชี่ยวชาญทางการเงิน”

จะว่าไปแล้วคำสอนข้างต้นก็คงไม่ใช่คำสอนที่ผิดไปทั้งหมด เพียงแต่บางส่วนมันเป็นคำสอนทางการเงินในยุคเก่า เหมาะสมกับยุคอุตสาหกรรม ไม่ใช่ยุคข้อมูลข่าวสารอย่างเช่นในปัจจุบัน และก็มีบางส่วนที่เป็นคำแนะนำที่ไม่ถูกต้อง และใช้ไม่ได้เลย

ตั้งใจเรียน หางานดีดีทำ:

เชื่อว่าคำสอนนี้เราทุกคนคงเคยถูกสอนสมัยที่เป็นเด็กกันทุกคน จนถึงวันหนึ่งที่เรียนหนังสือจบ แล้วได้ทำงาน เราจึงได้รู้ว่างานดีดี และมั่นคงไม่มีอยู่จริง เพราะตราบใดก็ตามที่คุณเป็นลูกจ้าง โอกาสในการเลือกและควบคุมอนาคตทางการเงินของคุณเองคงเป็นเรื่องไม่ง่ายนัก

ยิ่งในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำสองสามปีที่ผ่านมา หลายคนยิ่งเข้าใจลึกซึ้งมากขึ้นว่า “งาน” ที่มั่นคงนั้นคงไม่มีอีกแล้ว ต่างจากในอดีตที่มีแนวคิดเรื่องการจ้างงานตลอดชีพ แต่ปัจจุบันไม่เพียงแต่จะไม่ตลอดชีพ เพราะแค่จ้างเป็นลูกจ้างประจำยังไม่ค่อยทำกันเลย

ข้อมูลล่าสุดในอเมริกาเปิดเผยว่า บริษัทชั้นนำส่วนใหญ่กำลังมุ่งเน้นการจ้างงานแบบชั่วคราวถึงสัดส่วน 90% ในบางบริษัท ทั้งนี้เพื่อลดต้นทุน อันจะเป็นการลดความเสี่ยงให้กับบริษัทด้วย

เก็บออมเงิน: 

จะว่าไปแล้วการออมถือเป็นสิ่งที่ดี แต่การเก็บออมเพียงอย่างเดียวโดยไม่รู้จักลงทุนนั้น ถือเป็นเรื่องที่ใช้ไม่ได้ เพราะปัจจุบันเงินออมของพวกเรากำลังถูกเงินเฟ้อกระหน่ำอย่างหนัก ตัวเลขทางการเงินที่เคยเชื่อกันว่าอัตราเงินเฟ้อโดยเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 2.5-3% เป็นเรื่องไม่จริง เพราะผมไม่เคยเห็นร้านก๋วยเตี๋ยวร้านไหนขึ้นราคาก๋วยเตี๋ยวจาก 20 บาท เป็น 20.60 บาทซักที ขึ้นกันทีหนึ่งก็ 25 บาทกันไปเลย คิดดูแล้วกันครับว่าเงินเฟ้อเท่าไหร่กันแน่

อีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้เงินออมของเราด้อยค่าลงก็คือ เรื่องของปริมาณเงินในระบบ และอัตราผลตอบแทนที่ชดเชยกันไม่ได้ ซึ่งในกรณีนี้เราจะคุยกันในครั้งต่อๆไปครับ

หลีกเลี่ยงการเป็นหนี้:

สำหรับคนทั่วไปเราถูกสอนกันเสมอว่า “หนี้” เป็นสิ่งที่เลวร้าย เพราะมันทำให้ชีวิตตกอยู่ในกับดักทางการเงิน ลองใครเป็นหนี้แล้ว ก็ยากที่จะตั้งหลักในชีวิตได้ แต่ก็แปลกที่คนส่วนใหญ่ก็มักสอนว่าให้มีบ้านเป็นของตัวเอง ซึ่งด้วยสภาวะทางรายได้แล้ว คงมีไม่มากที่สามารถเก็บออมเงินเพื่อซื้อบ้านด้วยเงินสดได้ สุดท้ายเราก็ต้องเป็นหนี้ซื้อบ้านด้วยกันทุกคนอยู่ดี และจะว่าไปแล้วเจ้าหนี้สินเพื่อการอยู่อาศัยนี้ นับเป็นหนี้ก้อนใหญ่ที่สุดในชีวิตคนเราเลยด้วย

อันที่จริงแล้ว “หนี้” ไม่ใช่สิ่งเลวร้าย แต่มันเป็นเหมือนดาบสองคมที่มีทั้งแง่ดีและไม่ดี ขึ้นอยู่กับคนที่จะใช้มัน ในโลกทางการเงินยุคใหม่ คนเราจะต้องรู้จักวิธีการใช้หนี้ เพื่อสร้างความมั่งคั่ง (พลังทวี) ให้กับตัวเอง แทนที่จะใช้หนี้เพื่อทำให้ตัวเองจนลง ทั้งนี้อาจลองศึกษาจากนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จทางการเงินดูก็ได้ ลองดูวิธีการใช้หนี้ของคนเหล่านี้ดู แล้วคุณจะรู้ว่าหนี้เป็นเครื่องมือทางการเงินที่เป็นประโยชน์อย่างมาก หากเรา “ควบคุม” มันได้

ลงทุนระยะยาวแบบกระจายความเสี่ยงในกองทุนรวม:

ในบรรดาคำสอนทั้งหมดข้างต้น คำสอนหรือคำแนะนำนี้ถือเป็นคำแนะนำที่แย่ที่สุด เพราะมันไม่ใช่คำแนะนำที่ดีเลย โลกหมุนไปเรื่อยๆ คำว่าการลงทุนระยะยาวนั้นอาจไม่ใช่เรื่องที่ดีเสมอไป เพราะมันทำให้เงินของคุณหยุดอยู่กับที่ ถ้าหยุดอยู่ในที่ที่สร้างผลตอบแทนสูงขึ้นก็คงไม่เป็นไร แต่ถ้าหยุดอยู่ในด้านตรงกันข้ามก็คงแย่หน่อย ที่สำคัญคำว่า “ระยะยาว” ของแต่ละคนนั้นก็คงไม่เท่ากัน สำหรับคนที่ไม่รู้เรื่องทางการเงินเลย มักคิดว่าการลงทุนระยะยาวก็คือ ลงทุนแบบลืมกันไปเลย ได้กำไรก็ไม่รู้ว่ามาอย่างไร ขาดทุนก็เอาแต่ร้องโวยวาย บางคนหนักกว่านั้น เพราะไม่เคยดูเลย กว่าจะรู้ตัวเงินหายไปเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ สุดท้ายถูกตบเหตุผลด้วยประโยคทอง นั่นคือ “การลงทุนมีความเสี่ยง”

การกระจายความเสี่ยงเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ต้องพิจารณากันให้ดี อันที่จริงแล้วการกระจายความเสี่ยงนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ต้องมั่นใจด้วยว่า ท่านได้กระจายความเสี่ยงจากการลงทุนไปในทรัพย์สินประเภทต่างๆอย่างเหมาะสม อย่างในกรณีการกระจายความเสี่ยงโดยใช้กองทุนรวมนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยสมเหตุสมผลนัก เพราะมันเป็นเพียงการนำเงินของเราไปกระจายลงทุนในหุ้นหลายๆ sector ธนาคารบ้าง อสังหาริมทรัพย์บ้าง พลังงานบ้าง อย่างนี้อันที่จริงแล้วไม่ถือเป็นการกระจายความเสี่ยงนะครับ เพราะทั้งหมดมันเป็นทรัพย์สินในตลาดเดียวกัน นั่นคือ ตราสารทางการเงิน ซึ่งท่านคงไม่สามารถหลีกหนีความเสี่ยงจากตลาด หรือ market risk ได้ ดูผลลัพธ์จากซับไพร์มครั้งที่ผ่านมาก็ได้ สุดท้ายหุ้นตัวไหนก็ไม่สามารถหนีผลกระทบจากตลาดได้

ตรงนี้ต้องแยกก่อนนะครับ ผมไม่ได้บอกว่าตลาดหุ้นหรือกองทุนรวมทำเงินทำกำไรไม่ได้ แต่ผมบอกว่ามันไม่ใช่เครื่องมือกระจายความเสี่ยงอย่างที่โฆษณากันต่างหาก ปัญหาก็คือ คนที่ไม่รู้เรื่องทางการเงิน เอะอะอะไรก็กระจายการลงทุน กระจายการลงทุน โดยที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว อันที่จริงแล้วสำหรับการลงทุนนั้น เราต้องโฟกัสครับ แต่กระจายไปในทุกประเภททรัพย์สิน

ผมชอบคำของวอร์เร็น บัฟเฟตต์ที่กล่าวไว้ว่า “การกระจายความเสี่ยงคือการกระทำเพื่อปกปิดความไม่รู้ มันเป็นสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผลที่จะกระทำ สำหรับผู้ที่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่” ผมเชื่อในคำกล่าวนี้ เพราะทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ก็ยังโยนเงินให้ผู้จัดการกองทุน โดยที่ตัวเองยังไม่รู้เลยว่ามันเอาไปลงทุนในหุ้นอะไรบ้าง

ทั้งหมดนี้ คือ คำสอนหรือคำแนะนำทางการเงินที่ควรได้เวลาปรับปรุง และสอนกันเสียใหม่ ในมุมมองของโรเบิร์ต คิโยซากิ ผู้แต่งหนังสือพ่อรวยสอนลูก เขาเชื่อว่าคำแนะนำทางการเงินยุคใหม่ ต้องเปลี่ยนเป็น “ตั้งใจเรียน เป็นเจ้าของกิจการ ลงทุน ใช้หนี้ให้เป็น ลงทุนแบบโฟกัสในทรัพย์สินการเงินทุกประเภท” ส่วนรายละเอียดจะเป็นอย่างไรนั้น คุยกันฉบับหน้าครับ

------------------------------------------------------------------------------------------------------

สนใจสั่งซื้อหนังสือ Financial Literacy – เคล็ด (ไม่) ลับสู่ความมั่งคั่งทางการเงิน ติดต่อได้ที่ www.bizkons.com

โดย Davinci

 

กลับไปที่ www.oknation.net