วันที่ อังคาร สิงหาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

หนังสือเล่มแรก : Bookstart ผู้มีเด็กวัย ๐-๖ ปีไว้ในครอบครองควรอ่าน


    ในครั้งแรกที่รู้ว่าตัวเองจะต้องเข้ารับการอบรมในครั้งนี้ ฉันขัดเคืองในใจเป็นอย่างมาก ฉันไม่ชอบเข้ากรุงเทพฯ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองเคยเรียนที่นี่เมื่อนานมาแล้ว แต่ด้วยความเป็นคนบ้านนอก จึงไม่คุ้นเคยและไม่สะดวกสำหรับตัวเองเอาเสียเลย การอบรมครั้งนี้เพื่อให้เตรียมความพร้อมในการทำงาน เป็นวิทยากรโครงการ “หนังสือเล่มแรก” ความจริงฉันไม่ใช่คนเก่งกาจเรื่องการเป็นวิทยากรหนักหนา แต่ว่ามันเป็นหน้าที่ที่จะต้องทำ นั่งรถจากบ้านมา ๘ – ๙ ชั่วโมงกว่าจะถึงที่พักของสถาบันเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ ถนนแจ้งวัฒนะ

 

     ฉันชอบที่พักของที่นี่ห้องหับสะอาดสะอ้านจัดการคล้าย ๆ โรงแรมทั่วไป แต่มีที่นอน ๓ คน ต่อ ๑ ห้อง ไม่มีทีวี เนื่องจากเป็นสถานที่อบรม ของทุกอย่างจึงจัดหาให้เท่าที่จำเป็น ซึ่งฉันก็ว่าดี เพราะเรามาอบรมแค่ ๒ คืน ๓ วัน มีห้องแอร์เย็น ๆ ให้นอน มีอาหารเช้า กลางวันให้รับประทาน เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว พอใจอะไรง่าย ๆ ชีวิตจะเป็นสุข นี่เป็นข้อคิดประจำใจของฉัน ซึ่งได้จาก fw ที่พี่ ๆ น้อง ๆ ส่งมาให้ ฉันจำได้แค่ว่า มองหาความสุขจากสิ่งต่าง ๆ  ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ง่าย ๆ ไม่ต้องซับซ้อนอะไร

 

      ตื่นเช้ามีอาหารเช้าเลี้ยง ฉันเดินไปผิดทาง  เห็นป้ายโรงอาหารก็เดินตามไป เช้านี้เป็นข้าวมันไก่กรอบรับมาคนละ ๑ จาน เอ.....ข้าวมันกรุบ ๆ เหมือนไม่สุกเลย ฉันยอมเสียมารยาทและความพอเพียงที่ได้รับเมื่อคืน จะเดินออกไปหาข้าวข้างนอกกิน เดินออกมาเจอเพื่อลองถามดูว่ากินข้าวที่ไหน เพื่อนชี้ไปอีกฝั่งหนึ่งของอาคารห้องที่ฉันเข้าไปนั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋อนั้นเป็นของนักศึกษาได้แต่หัวเราะหึ หึ ไอ้เรานี่....จริง ๆ เล้ย ไปนั่งกินของเค้า.....ถึงว่า มีแต่คนมอง.....ยังคุยกับคนที่มาด้วยกันว่า “ทำไมมีแต่เด็ก ๆ นะ สงสัยพี่จะแก่ที่สุดในการอบรมครั้งนี้ซะแล้ว” พอมาถึงโรงอาหารใหญ่.....อืมมมมมมีเพื่อน.....มีเพื่อน ฉันเข้าห้องอาหารเวลาเจ็ดโมงเช้า เห็นคุณลุงท่านนี้กวาดใบไม้อย่างขมักเขม้น อดชื่นชมไม่ได้

 

แล้วก็ถึงเวลาอบรม.......พิธีเปิดโดยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บ.ซีพีออล์จำกัด(มหาชน) คุณสุรพันธ์  ปุสสเด็จ ผู้ใหญ่ใจดีซึ่งท่านน่ารักและเป็นกันเองมาก

 

 เริ่มกันด้วยเรื่องสมรรถนะของเด็กปฐมวัย ฉันก็เพิ่งรู้ว่าตัวเองโง่เพียงไหน ฉันไม่เคยสอนลูกเรื่องต่าง ๆ ที่ วิทยากรบรรยายมาเลย เช่น.....ดอกไม้....ดอกนี้ชื่ออะไร สัตว์ตัวนี้ชื่ออะไร ต้นไม้ต้นนี้ชื่ออะไร และฉันก็ละเลยอะไรไปหลาย ๆ อย่าง เช่น การอ่านหนังสือให้ลูกฟัง การเล่านิทานก่อนนอน ที่เมื่อลูกร่ำร้องอยากฟัง

ฉันจะบ่ายเบี่ยง แม่เหนื่อยจัง ขอเล่าเรื่องเดียวนะ หรือวันนี้แม่เหนื่อยไว้พรุ่งนี้แม่จะเล่าให้ฟัง เมื่อวันพรุ่งนี้มาถึงก็แกล้งทำเป็นลืม แล้วพาลูกนอน......ยังดีที่ได้ร้องเพลงกล่อมลูกบ้าง แต่เวลาเล่านิทานให้ลูกฟังฉันยัง มีการทำเสียงเล็กเสียงน้อยอยู่บ้าง แต่กระพร่องกระแพร่งเหลือเกิน ฉันยังได้รู้เรื่องต่าง ๆ อีกมากมายเช่น เด็กเดี๋ยวนี้วิ่งแบบม้าควบไม่ได้แล้ว ฉันก็นึกได้ .......เออ.....จริงด้วย ตอนเด็ก ๆ ฉันได้เล่นวิ่งควบแบบม้า พร้อมกับทำมือเป็นเท้าม้า วิ่งแล้วร้อง....ตุเลง ตุเลง ตุเลง ตุเล้ง ตุเลง ตุเลง ตุ๊เหล่ง ทำนองนี้ซ้ำไปซ้ำมา และร้อง ฮี๊ รับกันเป็นทอด ๆ .....ตอน...ฮี๊....เราต้องเงยหน้าขึ้นร้อง ฮี๊ ดัง ๆ พร้อมกับยกมือขยับขึ้นมาซอยสลับซ้ายขวา บนหน้าเราด้วย นึกถึงตอนนี้.....มันสนุกดีจัง แต่ลูกฉันก็ไม่ได้เล่น แถมการละเล่นอะไรอีกหลาย ๆ อย่างก็หายไป เช่นงูกินหาง มอญซ่อนผ้า กระต่ายขาเดียว แล้วบ้านฉันมีการเล่น เอ๊ดสะไพ (ซ่อนหา) ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่า คำว่า “เอ๊ดสะไพ” มีที่มาจากไหน แต่หากเราเป็นคนหา.....เวลาเจอใครเราต้องพูดคำนี้  แล้วต่อด้วยชื่อของคนที่เราหาเจอ ซึ่งการละเล่นเหล่านี้เป็นการเสริมทักษะ และสมรรถนะหลาย ๆ อย่างของเด็ก เดี๋ยวนี้ลูกสาวชั้น ป.๕ ขอฉัน กลับถึงบ้านวางกระเป๋าตุ้บวิ่งไปนั่งหน้าคอม.....ออนเอ็ม.....เฟชบุ๊ค.....เก็บผักจนตาแทบจะหลุด....กว่าจะแซะออกจากเก้าอี้ให้มาขยับเนื้อขยับตัวบ้างนั้นยากเย็นแสนเข็ญ การอบรมครั้งนี้ชี้ให้ฉันเห็นถึง ความสำคัญของการอ่านหนังสือให้เด็กฟัง

      โดยโครงการหนังสือเล่มแรก Bookstart  เริ่มดำเนินการในประเทศไทย ซึ่งได้แนวคิดมาจากโครงการต้นแบบของประเทศอังกฤษ Bookstark UK ซึ่งเริ่มต้นโครงการเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๕ และโครงการตัวอย่างในประเทศญี่ปุ่น Bookstart Japan ซึ่งเริ่มต้นโครงการตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๓ โดยให้ความสำคัญในการสร้างกระบวนการเรียนรู้   การมุ่งเน้นให้พ่อ แม่ และผู้เลี้ยงดูเด็ก เห็นความสำคัญของการอ่านหนังสือให้ลูกฟัง รวมทั้งการอ่านหนังสือให้เด็กฟังตั้งแต่วัยเยาว์  โดยมีเป้าหมายที่จะให้พ่อแม่ลูก  มีความสุขร่วมกันในการอ่านหนังสือ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างพื้นฐานการอ่าน และสานสัมพันธ์ครอบครัว ตลอดจนส่งเสริมการเรียนรู้  ตลอดชีวิตด้วยนิสัยรักการอ่าน

โครงการ Bookstart ในประเทศไทยเริ่มจากศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์เกษม  วัฒนชัย องคมนตรี ประธานมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็กได้ตั้งชื่อเป็นภาษาไทยว่า “โครงการหนังสือเล่มแรก Bookstart” เริ่มต้นในประเทศไทยโดยมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็กในปี พ.ศ. ๒๕๔๖ ซึ่งเป็นปีที่รัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการประกาศให้เป็นปีแห่งการอ่าน

ปัจจุบัน โครงการหนังสือเล่มแรก Bookstart Thailand มี คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เป็นประธานมูลนิธิ โดยมีอาจารย์เรืองศักดิ์  ปิ่นประทีป

(อ.เรืองศักดิ์ หรือ อ.ตุ๊บปอง....นักเขียนหนังสือเด็กขั้นเทพ.....หนังสือที่เขียน ใช้ภาษาเป็นจังหวะกระจุ๊กกระจิ๊ก เป็นถ้อยคำที่มีท่วงทำนอง เด็ก ๆ จะชอบมาก) เป็นกรรมการผู้จัดการ การอบรมพูดถึงเรื่องการนำหนังสือสู่เด็ก และนำเด็กสู่หนังสือด้วยวิธีการง่าย ๆ คือ“อุ้มลูกนั่งตักแล้วสื่อรักด้วยหนังสืออ่านไปโอบกอดไป”  เสียงอันอ่อนโยนและสัมผัสที่อบอุ่นของพ่อแม่ที่ทำไปพร้อม ๆ กับการเปิดหนังสือแล้วอ่านทีละหน้า ๆ ภาพแต่ละภาพ คำแต่ละคำที่เด็กได้ฟังทำให้ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาพิเศษและจะอยู่ในความทรงจำของเด็กตั้งแต่เล็กจนโตอย่างเหนียวแน่นไม่เสื่อมคลายโดยโครงการจะจัดชุดทดลองให้เรานำกลับมาทดลองใช้หนึ่งชุด

 

      และผลจากการติดตามพฤติกรรมของเด็ก ๆ ที่ร่วมโครงการ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๗ จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๕๒ พบว่าเด็กในโครงการที่พ่อ แม่ ผู้ปกครอง อ่านหนังสือให้ฟังทุกวันตลอด ๖ ปี นั้น มีสมรรถนะในการพัฒนาตามวัยดีกว่าเด็กทั่วไปทุกด้าน

กระบวนการในการใช้หนังสือกับเด็ก

๑. จัดมุมหนึ่งในบ้านที่เป็นมุมสบาย ๆ ให้เป็นมุมหนังสือ เพื่อวางหรือแขวนถุงหนังสือให้เป็นที่เป็นทาง ลูกจะได้เรียนรู้ว่าเมื่อใดที่ต้องการหนังสือจะมาหยิบ และนำไปเก็บในมุมที่จัดไว้

๒.จัดบรรยากาศในบ้านให้เอื้อต่อการอ่านหนังสือร่วมกันของพ่อ แม่ ลูก เช่น ปิดโทรทัศน์แล้วเปิดหนังสือ

. สร้างช่วงเวลาที่ชื่นชอบของครอบครัว ให้เป็นเวลาที่พ่อแม่ได้อุ้มลูกนั่งตักแล้วสื่อรักด้วยหนังสือ ทุกวันหลังอาหาร ๓ มื้อ หรือก่อนนอน

๔. อ่านหนังสือให้ลูกฟังเป็นประจำ อ่านเมื่อไรก็ได้ อ่านที่ไหนก็ได้ อ่านได้ทุกเวลาในทุกสถานที่อย่างไม่จำกัด โดยใช้นิ้วชี้ตามคำที่อ่านให้ลูกสังเกตเห็นว่าการอ่านนั้นเริ่มต้นจากซ้ายไปจบที่ด้านขวา

. อ่านออกเสียงสูง ๆ ต่ำ ๆ ทำเสียงเล็กเสียงน้อยเพื่อกระตุ้นให้ลูกเกิดความสนใจ พร้อมชี้ชวนให้เด็กดูภาพ กอด สัมผัส หยอกเย้า และเคลื่อนไหวร่างกายไปด้วย

๖. ในกรณีที่อ่านหนังสือไม่ออก หรืออ่านหนังสือไม่คล่องให้ใช้ภาพในหนังสือเป็นประเด็นในการพูดคุย ชี้ชวน และสอนลูก

๗. พ่อแม่ ต้องใส่ใจและแสดงการตอบรับทุกครั้งที่ลูกแสดงความต้องการหนังสือ

๘. อ่านทุกวัน วันละ ๕ – ๑๕ นาที

          ฉันกลับมาจากการอบรมโดยมีความตั้งใจว่า จะเริ่มทำงานเรื่องนี้โดยทันที เมื่อนำเสนอแนวคิดต่อผู้บังคับบัญชา ได้รับไฟเขียวทันที ทำเลยเงินเรายังเหลืออยู่ ฉันเดินตัวลอยออกมา รีบสืบค้น รวบรวมข้อมูล ค้นหาเพลงกล่อมเด็กหรือเพลงร้องเล่น ก็ไปพบกับเพลงร้องเล่นที่คุณยายกาญจนา ปิ่นประทีป คุณแม่ของอ.เรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป ร้องไว้จึงโทรศัพท์ไปขออนุญาตคัดลอกลงแผ่นเพื่อใส่ในชุดหนังสือเล่มแรก (แล้วก็เอาลงในบล็อกนี้ด้วยค่ะ)ขอบพระคุณอาจารย์และคุณแม่มาก ๆ เลยค่ะ 

        

             แล้วฉันก็จัดทำคู่มือการดำเนินงานลงไปด้วย จัดซื้อหนังสือสำหรับเด็ก โดยคัดเลือกหนังสือจาก “หนังสือดีสำหรับเด็ก ๖ เดือน – ๖ ปี  โครงการหนังสือเล่มแรก Bookstart” ของ สนง.เลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ได้หนังสือ ๓ เล่ม และเย็บกระเป๋าผ้า สำหรับผู้ร่วมโครงการ ๑๐๐ ชุด ตอนกำลังดำเนินการ แล้วได้ผลอย่างไรฉันจะมาบอกเล่าอีกครั้งนะคะ

ภาพและเพลงจาก http://www.thaibby.in.th

 

โดย จิตราภรณ์

 

กลับไปที่ www.oknation.net