วันที่ อังคาร สิงหาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

พลังน้ำพุจากลูกอมเมนทอสกับโค้กไดเอ็ท....


เมื่อวันก่อนเห็นข่าวเรื่องนี้ในทีวีมันก็แปลกดีน่ะ...ถ้าเราลองเอาลูกอมเมนทอส รสมินท์ หรือรสผลไม้ก็ได้ใส่ลงไปในขวดไดเอ็ทโค้ก(ก็น่าจะเป็นโค้กZERO หรือโค้กไลท์ของบ้านเรากะมั้ง) จะพบว่าเพียงไม่กี่วินาทีน้ำในขวดโค้กจะทำปฏิกิริยาเกิดเป็นฟองฟอดทะลักขึ้นปากขวดราวกับน้ำพุ สูงหลายสิบเมตรได้อย่างน่าประหลาดใจ ...

ภาพจากอินเตอร์เน็ต

....และเมื่อวันที่ 22 สค. 2553 ที่ผ่านมา..เม็กซิโกได้ทำการทุบสิถิติทำน้ำพุลังเมนทอสและน้ำอัดลมมากสุดในโลก 

เม็กซิโก สร้างสถิติโลกใหม่ ทำน้ำพุที่เกิดจากปฏิกิริยาของลูกอมเมนทอสและน้ำอัดลม พร้อมกันเป็นจำนวนมากที่สุดในโลก โดยงานนี้จัดขึ้นที่เมืองเม็กซิโก ซิตี้ เมืองหลวงของเม็กซิโกเมื่อวานนี้ ผู้เข้าร่วมที่มีทุกเพศ ทุกวัย จะได้รับแจกเสื้อกันฝน ก่อนที่จะเข้าไปยืนประจำที่ รอสัญญาณเพื่อที่จะหย่อนเมนทอสหลายเม็ดลงไปในขวด-น้ำอัดลมขนาด 2 ลิตรพร้อมๆ กัน

สถิติโลกครั้งใหม่ที่บันทึกโดย กินเนส เวิล์ด เรคคอร์ด ทำให้เกิดน้ำพุพลังลูกอมเมนทอสและน้ำอัดลม 2,433 ขวด ที่พุ่งขึ้นไปในอากาศด้วยความสูงไม่ต่ำกว่า 2 เมตร ทำลายสถิติโลกเดิม ซึ่งจีนได้ทำเอาไว้เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยในครั้งนั้น ชาวจีนสร้างน้ำพุจากเมนทอสและน้ำอัดลมไว้ 2,175 ขวด ..
น้ำพุที่เกิดจากปฏิกิริยาของเมนทอสและน้ำอัดลมได้รับความสนใจจากคนทั่วโลก ในเวบไซต์ ยูทูบ มีอยู่หลายพันคลิป แต่ยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่า ปฏิกิริยาทางเคมีชนิดไหนที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์นี้

ภาพ http://www.chonburiclub.com/forum/index.php?topic=7567.0

นักวิทยาศาสตร์ช่วยกันไขปริศนาจนพบคำตอบแล้วว่าทำไมน้ำถึงพุ่งออกมาได้....ปรากฏการณ์น้ำพุไดเอ็ท โค้ก จากพลังเมนทอสได้รับความสนใจจากคนทั่วโลก ถึงขนาดทำเป็นวิดีโอคลิปโหลดขึ้นเว็บไซต์ยูทูบ นับพันไฟล์ แต่ยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่า ปฏิกิริยาทางเคมีชนิดไหนที่อยู่เบื้องหลังการทดลองวิทยาศาสตร์ที่เปรอะเปื้อนดังกล่าว

ทองก้า คอฟฟรีย์ นักฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยแอบพาลาเชียน สเตท จากสหรัฐ บอกว่า เขาเสนอให้นักศึกษาหาคำตอบว่า ทำไมเอาเมนทอสใส่ไดเอ็ท โค้ก แล้วน้ำจากขวดโค้กถึงพุ่งเป็นน้ำพุไปได้ และบางครั้งสูงถึง 10 เมตรที่ผ่านมา เคยมีคนตั้งทฤษฎีอธิบายเหตุการณ์มากมาย และนักเขียนเว็บบล็อกบางคนคาดว่าเป็นผลมาจากปฏิกิริยากรด-เบส เนื่องจากโค้กมีสภาพเป็นกรด
 

เมื่อปี 2549 รายการมิธบัสเตอร์ของสถานีดิสคัฟเวอรี่ แชนแนล อธิบายว่า กระบวนการทางเคมีที่อยู่เบื้องหลังปฏิกิริยาน้ำพุไดเอ็ก โค้ก คือ กัมอะราบิก (สารใช้เติมในอาหารให้มีสภาพคงตัว) และเจลาตินในเมนทอส ทำปฏิกิริยากับกาเฟอีน โพแทสเซียม เบนโซเอต และแอสพาร์ทาม (น้ำตาลเทียม) ในโค้ก แต่ยังไม่มีใครศึกษาเรื่องนี้เชิงวิทยาศาสตร์กันอย่างจริงจัง เพื่อให้ได้ข้อมูลชัดเจนขึ้น คอฟฟีย์และทีมนักศึกษาได้ทดสอบปฏิกิริยาเปรียบเทียบระหว่างไดเอ็ท โค้ก กับเมนทอสรสผลไม้ รสมินท์ และสารปรุงแต่งอื่น เช่น มินท์ น้ำยาล้างจาน เกลือป่น และทราย ทีมวิจัยยังได้ทดสอบเปรียบเทียบกับน้ำอัดลมอื่น เช่น น้ำอัดลมไร้กาเฟอีน และไร้น้ำตาล รวมถึงพวกน้ำโซดา และน้ำโทนิกที่ใช้ผสมเครื่องดื่ม
ทีมวิจัยทดลองโดยตั้งขวดทำมุมเอียง 10 องศา และบันทึกภาพน้ำพุขณะพุ่งออกจากขวด บันทึกปริมาณน้ำที่ทะลักออก และอิทธิพลของผิวลูกอมเมนทอสต่อการทำปฏิกิริยา
 

ผลทดลองพบว่า ไม่ว่าจะเป็นเมนทอสรสผลไม้หรือรสมินท์ ก็ทำให้เกิดปฏิกิริยาน้ำพุไดเอ็ท โค้ก ได้เหมือนกัน และสามารถพุ่งขึ้นสูงสุด 7 เมตร เมื่อทดลองใช้กับไดเอ็ท โค้ก สูตรปลอดกาเฟอีนก็ได้ผลเหมือนกัน แสดงว่า กาเฟอีนไม่ได้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา โดยเฉพาะปริมาณกาเฟอีนที่ใช้ผสมในเครื่องดื่มไดเอ็ท โค้ก ที่ไม่มากนัก
 

เมื่อวัดค่าความเป็นกรด-ด่างของโค้กก่อนทดลองและหลังทดลองพบว่า ค่าความเป็นกรด-ด่างคงที่ (pH≈4) หมายความว่า ทฤษฎีที่บอกว่าเป็นปฏิกิริยาจากกรด-เบส คงนำมาใช้อธิบายไม่ได้

ทว่า ทีมวิจัยพบว่า น้ำพุไดเอ็ท โค้ก พุ่งสูงต่ำแค่ไหนขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างรวมกันที่มีอิทธิพลต่อการเพิ่มปริมาณฟองคาร์บอนไดออกไซด์ นอกจากนี้ ผิวเคลือบเมนทอสที่หยาบยังช่วยให้เกิดฟองมากขึ้น เนื่องจากไปก่อกวนการจับขั้วระหว่างโมเลกุลของน้ำที่ทำให้ฟองเพิ่มปริมาณมากขึ้น
 

"โดยทั่วไป โมเลกุลน้ำจะจับกับโมเลกุลน้ำที่อยู่ถัดไป และถ้าคุณเอาบางอย่างใส่ลงไปในน้ำอัดลมเป็นผลทำให้เครือข่ายโมเลกุลน้ำปั่นป่วน และทำให้เกิดฟองได้เป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าใส่ลูกอมผิวหยาบที่มีส่วนพื้นผิวสูงเมื่อเทียบกับปริมาตร ยิ่งทำให้เกิดฟองมากขึ้น" นักวิจัยกล่าว นอกจากนี้ แรงตึงผิวที่น้อยลงยังช่วยให้ฟองเกิดเร็วขึ้น เมื่อนำผลทดลองมาดูพบว่า น้ำที่มีสารแอสพาร์ทาม (สารให้ความหวานหรือน้ำตาลเทียม) ซึ่งออกรสหวานจัดมีแรงตึงผิวน้อยกว่าน้ำหวานทั่วไป จึงอธิบายได้ว่า ทำไมไดเอ็ท โค้ก ถึงเกิดฟองพรวดพราดเร็วว่าโค้กธรรมดา อีกปัจจัยหนึ่งคือ กัม อะราบิกที่เคลือบเมนทอส เป็นสารลดแรงตึงผิวที่ยิ่งทำให้แรงตึงผิวของไดเอ็ท โค้กลดลงยิ่งขึ้น เห็นได้ชัดว่า เมื่อทดลองใช้ลูกอมมินท์ที่ไม่มีสารลดแรงตึงผิวไม่ทำ ให้เกิดน้ำพุขนาดใหญ่ นอกจากนี้ เมนทอสมีมวลที่หนาแน่น และจมอย่างรวดเร็ว จึงยิ่งเร่งปริมาณฟองมากยิ่งขึ้นก่อนทะลักขึ้นปากขวด ต่างจากเมนทอสบดละเอียดเมื่อใส่ลงไปในไดเอ็ท โค้ก ทำให้เกิดฟองพุ่งขึ้นแค่ 30 เซนติเมตรเท่านั้น
 

ในน้ำอัดลมทุกชนิดจะมีกรดคาร์บอนิก(H2CO3)อยู่ ซึ่งเป็นกรดอ่อนแต่เป็นกรดที่ไม่เสถียร ต้องสลายตัวให้น้ำและคาร์บอนไดออกไซด์เสมอ โดยทั่วไปแล้วแก็สคาร์บอนไดออกไซด์เป็นโมเลกุลที่ไม่มีขั้ว(non-polar) จึงไม่สามารถที่จะละลายในน้ำที่มีขั้ว(polar)ได้ตามหลักสารที่มีสภาพขั้วเหมือนกันสามารถละลายในกันได้(Like dissolve like) ซึ่งเหตุที่คาร์บอนไดออกไซด์ละลายอยู่ในน้ำได้นั้นเนื่องจากแรงดัน(Pressure) ที่เติมเข้าไป ทำให้เกิดการเหนี่ยวนำให้คาร์บอนไดออกไซด์เกิดสภาพขั้วกับน้ำขึ้นได้ เราเรียกแรงที่ทำให้เกิดขั้วชนิดนี้ว่า “แรงขั้วคู่เหนี่ยวนำ (dipole-induced dipole force)” ซึ่งมีสภาพขั้วที่ไม่แข็งแรงมากนั้นสังเกตได้จากเมื่อเราเปิดขวดน้ำอัดลมจะมีฟองแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาเพราะเป็นการลดแรงดันนั่นเอง (อ้างอิง: มหาวิทยาลัย,ทบวง. เคมี 1. พิมพ์ครั้งที่ 11. นนทบุรี: บริษัทไทยร่มเกล้า จำกัด, 2541.หน้า 148.)

ในส่วนของลูกอมเมนทอส(mentos) จะมี กัมอะราบิก (Arabic gum) ซึ่งเป็นยางของต้น Acacia มีคุณสมบัติในการลดแรงตึงผิวของของเหลวได้ โดยนำมาเคลือบที่ผิวของเมนทอส เมื่อส่องดูสภาพผิวของลูกอมเมนทอสด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนจะพบว่ามีลักษณะหยาบและมีรูพรุน ซึ่งเป็นลักษณะที่เหมาะแก่การทำปฏิกิริยาเนื่องจากเป็นการเพิ่มพื้นที่ผิวในการทำปฏิกิริยา
ในการทดลองนั้นเราจะนำลูกอมเมนทอใส่ลงไปในขวดน้ำอัดลมชนิดใดก็ได้ที่ไม่มีน้ำตาล เนื่องจากน้ำตาลเป็นตัวรบกวนการเกิดปฏิกิริยา เมื่อกัมอะราบิกที่เคลือบอยู่ที่ผิวของเมนทอสสัมผัสกับน้ำอัดลมจะเกิดการทำปฏิกิริยากันขึ้น อย่างรวดเร็ว เนื่องจากกัมอะราบิกจะไปรบกวนแรงยึดเหนี่ยวระหว่างน้ำกับคาร์บอนไดออกไซด์ ที่จับกันอยู่ในรูปของกรดคาร์บอนิก ทำให้แรงตึงผิวของของเหลว(น้ำอัดลม)ลดลง ทำให้คาร์บอนไดออกไซด์สามารถหลุดจากโมเลกุลของน้ำได้มากขึ้น ความดันภายในขวดจึงมากขึ้น ทำให้มันสามารถดันให้ของเหลวที่อยู่ภายในพุ่งออกมาข้างนอกได้ แต่ไม่ใช่การระเบิดแต่อย่างใด
 

ที่มา: http://www.thaiffplanet.com/forum/index.php?topic=509.0
 
http://www.212cafe.com/freeguestbook/viewcomment.php?gID=730701&user=mahawit 

คลิปนี้มีคนเข้าไปดูร่วม12ล้านคน...



 แม้ว่าสองอัจฉริยะ ที่พยายามสร้างสรรค์การทดลองแปลกๆ ด้วยการใช้แรงอัดจากปฏิกริยาที่เกิดขึ้นระหว่างโค้ก (coke) กับลูกอมเมนทอส (mentos) จะเคยแว้บไปรับจ๊อบทำงานศิลปะให้กับกระดาษโปสต์อิทของ 3M มาบ้าง แต่พวกเขาก็ไม่คิดจะทิ้งการทดลองที่ใช้น้ำดำกับลูกอมสีขาว วันนี้พวกเขากลับมาอีกครั้ง
 

ในการทดลองครั้งที่ 321 คู่หูจาก EepyBird ทุ่มทุนมหาศาลปั้นโปรเจกต์ที่มีชื่อว่า Rocket Car หรือรถจรวด ซึ่งใช้แรงดันจาก Coke Zero กับลูกอมเมนทอส ในการผลักดันให้รถพุ่งออกไป สำหรับส่วนประกอบที่ใช้ในการทดลองครั้งนี้ก็จะมี Coke Zero ขนาด 2 ลิตรกับ mentos 6 เม็ดต่อขวด โดยใช้โค้กทั้งสิ้น 108 ขวด และเมนทอส 648 เม็ด หลังจากสร้างรถจรวดพลังโค้กซีโร่เมนทอสเสร็จแล้ว ปรากฎว่า รถจรวดสามารถพุ่งทะยานด้วยแรงดันเพียงอย่างเดียวได้จริงๆ โดยสามารถไปได้ไกลสุดเป็นระยะทาง 221 ฟุต (ประมาณ 66 เมตร) จะสนุกตื่นเต้นแค่ไหน ชมเอาจากคลิปข้างล่างก็แล้วกันนะ

ที่มา....http://www.arip.co.th/news.php?id=411384

ข้อมูลจาก: EepyBird

หมายเหตุ...จากผลการทดลองด้วยตนเอง..ด้วยการใช้ลูกอมเมนทอส3เม็ดใส่ลงในโค้กแบบธรรมดาทั่วไปปรากฎว่า..น้ำโค้กเกิดเป็นฟองความสูงเหนือขวดเล็กน้อย และไหลออกมาจนเกือบหมดขวด...ส่วนโค้กZEROยังไม่ได้ทดลองเลยค่ะเพราะแถวนี้ไม่มีขายคงต้องไปซื้อในห้าง....

โดย นกน้อยแห่งโพหัก

 

กลับไปที่ www.oknation.net