วันที่ พุธ สิงหาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ประวัติวิคเตอร์ บู๊ต 2 เวอร์ชั่น


ตอนวิคเตอร์ บู๊ต โดนจับใหม่ๆ ผมเคยเขียนประวัติของเขาเอาไว้ ก็แปลมาจากวิกิพีเดียล้วนๆแหละครับ ส่วนมาก ก็ชี้ไปในทางที่ว่าเขาเป็นพ่อค้าอาวุธตัวยงของโลก

แต่หลังศาลชั้นต้นไทย ตัดสินไม่ส่งตัวเขาให้สหรัฐ ก็มานั่งอ่านประวัติของเขาใหม่ในวิกิพีเดียเจ้าเดิม ซึ่ีงก็พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปมากมาย ประกอบกับบู๊ตเองก็เปิดเว็บไซต์พูดถึงเรื่องราวต่างๆในมุมมองของเขาเอง ทำให้เราได้ฟังข้อแก้ตัวของเขาบางส่วน ผมก็เลยลองแปลใหม่ เรียบเรียงใหม่ ก็เลยเอาทั้งสองเวอร์ชั่นมารวบรวมไว้ที่นี่

เชิญทัศนาครับ


เวอร์ชั่นแรก เขียนเมื่อ มีนาคม 2551

วิคเตอร์ บู๊ต อดีตเคจีบียศพันตรีชาวรัสเซีย ที่ถูกจับคาโรงแรมหรูกลางกรุงพร้อมสมุน หลังใช้ไทยเป็นฐานเจรจากลุ่มกบฎทั่วโลก เป็นนักค้าอาวุธระดับโลก ที่มีผลงานด้านการค้าอาวุธระดับโลกตะลึง รายงานเมื่อเร็วๆนี้บอกว่า เขาเข้าไปดำเนินการค้าอาวุธในอิรักแล้วด้วย โดยใช้บริษัทบริการด้านการบิน และอื่นๆของเขาบังหน้า

ในปี 2006 ครั้งที่ปืนอาก้า 2 แสนกระบอกที่จัดส่งจากบอสเนีย ไปยังอิรัก เกิดหายไปอย่างไร้ร่องรอย หนึ่งในเครื่องบินขนส่งของบู๊ต ก็ทำหน้าที่ขนส่งปืนเหล่านี้ด้วย

ประวัติของเขาร้ายกาจมาก จนบางคนบอกว่าเขาเป็นนักค้าอาวุธผิดกฏหมายที่มีพลังมากที่สุด ถึงขั้นมีคนนำชีวิตของเขาไปเขียนหนังสือ และฮอลลีวู๊ดเคยทำเป็นหนังให้นิโคลาจ เคจ แสดงนำมาแล้วอย่างเรื่อง ลอร์ด ออฟ วอร์ 

วิคเตอร์ บู๊ต มีชื่อเต็มว่า วิคเตอร์ อะนาโตเลวิช บู๊ต ตามหลักฐานบอกว่าเป็นชาวรัสเซียโดยกำเนิด เกิดเมื่อ 13 มกราคม 1967 ที่เมืองดูชานเบ ปัจจุบันอยู่ในทาจิกิสถาน แต่เจ้าตัวบอกว่าเขาเกิดใกล้เมืองอัชกาบัต ปัจจุบันอยู่ในเติร์กเมนิสถาน ขณะที่แอฟริกาใต้ระบุว่าเขาเป็นคนเชื้อสายยูเครน

หลังเข้ารับการฝึกทหาร เขาถูกส่งไปประจำการณ์ที่ฐานทัพอากาศรัสเซียที่เมืองวิเที๊ยบส์ค ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่นำร่อง ต่อมาหน้าที่ของเขาขยายไปเป็นการฝึกคอมมานโดของกองทัพอากาศ

เขาจบการศึกษาจากสถาบันการทหารมอสโกปี 1991ในสาขาวิชาภาษาต่างประเทศ และเชี่ยวชาญใน 6 ภาษา ซึ่งก็รวมถึงภาษาฝรั่งเศส โปรตุเกศ อังกฤษ และ อุซเบค

ต่อมาถูกส่งไปเป็นล่ามกองทัพที่อังโกล่า และในปีเดียวกัน ฐานทัพในรัสเซียที่เขาประจำการณ์อยู่ ก็ถูกปิดเพราะล่มสลายของสหภาพโซเวียต ทำให้เขาและนายทหารอื่นๆ ที่ได้รับการฝึกมาอย่างดี กลายเป็นคนไม่มีอะไรให้ทำ บู๊ตก็เลยตั้งบริษัท Transavia Export Cargo ที่ให้บริการด้านเครื่องบินขนส่งกับทหารเบลเยี่ยมที่โซมาเลียในปี1993 แหล่งข่าวในรัสเซียบอกว่า ในการลงทุนครั้งนี้นั้น เขาใช้วิธีการเช่าเครื่องบินจากหน่วย จีอาร์ยู หรือหน่วยข่าวกรองของกองทัพรัสเซียมา 3 ลำ เนื่องจากความสัมพันธ์จากการที่เขาอาจเป็นสายลับในหน่วยนี้มาก่อน

สำหรับลูกค้าอื่นๆของเขาในช่วงแรกๆ ก็มีรัฐบาลอัฟกานิสถานรวมอยู่ด้วย ว่ากันว่าเขาทำเงินได้ถึง 50 ล้านดอลล่าร์จากการนำเครื่องบินออกให้บริการกับกลุ่มต่างๆในอัฟกานิสถาน

ปี 1995 เขาตั้งบริษัท Trans Aviation Network Group ที่เบลเยี่ยม เพื่อจัดส่งอาวุธให้รัฐบาลอัฟกานิสถาน แต่ความสัมพันธ์มาจบลงเมื่อกลุ่มตาลีบันโค่นล้มรัฐบาลอัฟกานิสถานลงได้ รัฐบาลต้องถอยร่นไปอยู่ทางเหนือ และกลายเป็นกลุ่มพันธมิตรภาคเหนือ กลางปี 1995 กลุ่มตาลีบันสกัดการส่งอาวุธของเขาได้ แต่ในอีกไม่กี่เดือนต่อมา ลูกน้องของเขาที่ถูกจับก็ได้รับการปล่อยตัว และไม่นานหลังจากนั้น ตาลีบันก็กลายเป็นลูกค้าใหม่ของเขา

ช่วงนั้นบูต ใช้ชีวิตหรูหราที่เบลเยี่ยม แต่หลังสื่อมวลชนรายงานเรื่องธุรกิจลับของเขาเบลเยี่ยมก็เริ่มสอบสวน เขาเลยต้องย้ายไปสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และตั้งบริษัทชื่อว่าสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เพื่อเป็นฐานในการทำธุรกิจของเขา ปี 1995 เขาตั้งบริษัท Air Cess ที่ประเทศอิเควตอเรียล กินี แต่จดทะเบียนที่ไลบีเรีย และบริษัทนี้ก็คือเส้นทางหลักในการลำเลียงอาวุธไปยังจุดที่มีการสู้รบทั่วแอฟริกา เขาขายอาวุธให้กับทุกกลุ่มที่มีเงินจ่าย ประเมินว่า บู๊ตส่งปืนกล เครื่องยิงระเบิด และอื่นๆหลายแสนกระบอกไปยังอังโกล่า , คาเมอรูน , สาธารณรัฐแอฟริกากลาง , สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก , สาธารณรัฐคองโก , เคนยา , เอเควตอเรียล กินี , ไลบีเรีย , ลิเบีย , รวันดา ,เซียร์ร่า ลีโอน , แอฟริกาใต้ , ซูดาน , สวาซิแลนด์ และอูกานดา

อาวุธส่วนมากที่เข้าไปยังแอฟริกาผ่านมาทางบัลแกเรีย ตั้งแต่กลางปี 1997 ถึงปลายปี 1998 มีรายงานว่าเขาส่งอาวุธมูลค่า 14 ล้านดอลล่าร์เข้าไปยังแอฟริกา ปี 2000 เขาส่งเฮลิคอปเตอร์ ปืนต่อสู้อากาศยาน และยานยนต์หุ้มเกราะไปยังไลบีเรีย นอกจากนั้น เขายังตั้งบริษัท Air Cess ที่ฟลอริด้าในปี 1997 ด้วย ก่อนที่จะถูกยุบไปในปี 2001

บูต ค้าขายกับทุกฝ่าย โดยไม่คำนึงถึงแนวคิดทางการเมือง ทำให้ในหลายๆกรณี เขาค้าขายกับทั้งสองฝั่งที่ทำสงครามกัน เขาค้าขายแม้กระทั่งกับกลุ่มที่ไม่น่าคบค้าอย่างตาลีบัน และชาร์ลส์ เทเลอร์ แห่ง ไลบีเรีย ยูเอ็น และสหรัฐ ก็เคยใช้บริการการบินของเขา

สำหรับฉายา นักทะลวงการคว่ำบาตร และพ่อค้าความตาย ถูกตั้งให้โดยอดีตรัฐมนตรีช่วยต่างประเทศอังกฤษเมื่อปี 2003

จากข้อมูลในหนังสือเรื่องพ่อค้าความตาย ที่ออกมาเมื่อปี 2007 ระบุว่าบู๊ตมีเครื่องบินขนส่งหลายลำที่ใช้ลำเลียงอาวุธ เครื่องบินขนส่งรัสเซียของเขาอาจจะมีการบำรุงรักษาไม่ดี แต่มันก็ถูกหุ้มด้วยตะกั่วทั้งลำ ทำให้ปืนส่วนมากยิงไม่ค่อยเข้า

บู๊ต เป็นที่ต้องการตัวของหลายประเทศ หลังจากที่เกิดกระบวนการหยุดยิงในแอฟริกาตะวันตก และจากการเปิดเผย ก็ชี้ให้เห็นว่าธุรกิจการค้าอาวุธในแอฟริกาของเขารุ่งเรือง จนกลายเป็นธุรกิจสำคัญ ภาพลักษณ์ของเขามาเลวร้ายสุดๆหลังเกิดเหตุ 11 กันยายน เพราะเขาส่งอาวุธให้ตาลีบัน ซึ่งเป็นพันธมิตรของกลุ่มอัลไกด้า เรื่องนี้ทำให้เขากลายเป็นบุคคลที่สหรัฐต้องการตัวมากที่สุด

แต่การค้าอาวุธมานานหลายปี ทำให้เขาสามารถสร้างเครือข่ายธุรกิจ และเส้นสายทางการเมือง เช่นเมื่อสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตกลงใจที่จะจับกุมเขา ก็ไม่สามารถทำได้โดยง่าย เพราะไม่รู้ว่า ส่วนไหนของธุรกิจที่ทำถูกกฏหมาย และส่วนไหนที่ผิดกฏหมาย การที่ตัวเขาและบริษัท ย้ายที่อยู่เป็นประจำ การนำเครื่องบินไปจดทะเบียนใหม่ ซึ่งบ่อยครั้งมักทำแบบผิดกฏหมาย ทำให้สหรัฐและตำรวจสากล ดำเนินการกับเขาได้ยาก นอกจากนั้น รัสเซียก็ไม่ได้สนใจเรื่องหมายจับเขาของทางตำรวจสากลอย่างจริงๆนัก แม้ว่าก่อนหน้านี้ เขาจะใช้ชีวิตอยู่ที่มอสโกอย่างเปิดเผยก็ตาม

ในปี 2002 เมื่อเบลเยี่ยมและตำรวจสากลออกหมายจับ เขาก็หนีไปรัสเซีย เพราะรัฐธรรมนูญรัสเซียให้การปกป้องเขา เพราะกำหนดไว้ว่าห้ามทางการส่งตัวคนรัสเซียให้กับทางการต่างประเทศ ขณะที่ยูเอ็น ก็คว่ำบาตรการเดินทางไปต่างประเทศของเขา และอายัติบัญชีเงินฝากในต่างประเทศ

เชื่อกันว่า บู๊ตมีหนังสือเดินทาง 5 เล่มเป็นอย่างน้อย และใช้ชื่อปลอมหลายชื่อ ในรัสเซีย เขาพักอยู่กับภรรยา และพ่อตา ซึ่งจากข้อมูลของสหรัฐบอกว่าพ่อตาของเขาเคย
มีตำแหน่งสูงในหน่วยเคจีบี ซึ่งบางทีก็อาจจะมีตำแหน่งสูงระดับรองผู้อำนวยการหน่วยก็ได้

เวอร์ชั่น 2 เขียนเมื่อหลายเดือนก่อน

ตามประวัติในเว็บไซต์ของเขา วิคเตอร์ อนาโตลิเยวิช บู๊ต เกิดเมื่อปี 2510 เกิดใกล้กับกรุงดูชานเบ เมืองหลวงสาธารณรัฐทาจิกิซสถาน ในสหภาพโซเวียต เขาเกิดในครอบครัวที่มีฐานะปานกลาง มีพ่อทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานด้านการบริหาร และแม่ทำงานด้านการบัญชี 

บูตเข้ารับการศึกษาที่ทาจิกิซสถาน และเมื่ออายุครบเกณฑ์ ก็เข้าเป็นพลทหาร และ
ถูกส่งตัวไปเรียนที่สถาบันภาษาต่างประเทศของกองทัพ เมื่อจบมา ก็ถูกส่งมาทำหน้าที่ล่าม เนื่องจากเขาสามารถพูดได้ถึง 6 ภาษา เขาถูกส่งไปประจำการณ์ทั้งในสหภาพโซเวียต และในต่างประเทศ  ซึ่งเขาก็ได้รู้จักกับแอฟริกาก็ในช่วงนี้

เมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลาย บู๊ตลาออกจากกองทัพ และเริ่มธุรกิจการบิน ด้วยความช่วยเหลือจากครอบครัวและภรรยา ทำให้เขาสามารถซื้อเครื่องบินลำเลียงแบบอันโตนอฟ 8 ได้ 4 ลำ 

เขาบอกว่าการเข้าไปทำธุรกิจในแอฟริกาเป็นเรื่องของความจำเป็นมากกว่าที่จะเป็นทางเลือก เพราะเขานำเงินทั้งหมดไปลงทุนซื้อเครื่องบินแล้ว ไม่มีเงินที่จะไปทำอะไรอย่างอื่นได้ ขณะที่อังโกล่า ก็เป็นประเทศแรก และประเทศเดียวที่ให้ใบรับรองกับเครื่องบินแบบ อันโตนอฟ 8 สำหรับการบินพลเรือน โดยก่อนหน้านั้น มันมีสถานะเป็นเครื่องบินทหาร

ด้วยต้นทุนทั้งเรื่องเครื่องบินและลูกเรือที่ต่ำ รวมทั้งศักยภาพในการทำงานของเครื่องบินที่สูง ทำให้บู๊ตมีข้อได้เปรียบเหนือคู่แข่งอย่างมาก จนไม่มีใครสามารถแข่งกับเขาได้ในแอฟริกา เรื่องนี้ทำให้คู่แข่งในฝั่งตะวันตกของเขากลายเป็นศัตรู และก็รวมพลังกันผลักดันเขาออกจากแอฟริกา และออกจากโลก เรื่องนี้ทำให้กรณีปัญหาเรื่องการลักลอบขนอาวุธกลายเป็นเรื่องที่ใหญ่ขึ้นและใหญ่ขึ้นเรื่อยๆมานานกว่า 10 ปี เหมือนกับลูกบอลหิมะที่ไหลเลื่อนลงมาจากเนินเขา

บู๊ตบอกว่าเรื่องทำนองนี้ เกิดขึ้นมาจากแหล่งเพียงแหล่งเดียว คือเจ้าหน้าที่สหประชาชาติรายหนึ่งที่ดูแลงานด้านการรับเหมา เจ้าหน้าที่คนนี้ กินเงินใต้โต๊ะจากบู๊ต จากการจัดการเรื่องสัมปทานให้กับบริษัทของบู๊ต แต่หลังจากบู๊ตไม่ยอมจ่ายเงินให้เขาอีกต่อไป เจ้าหน้าที่คนนี้ก็อยากจะแก้แค้น

บู๊ตบอกว่า เรื่องราวในทางไม่ดีเกี่ยวกับเขาทั้งหมด สามารถสืบสาวราวเรื่องไปจนถึงรายงานของจอห์น เพลแมน เขาบอกว่ารายงานของเพลแมนเขียนเรื่องของเขาเหมือนกับนิยาย แต่มันก็ทำให้ผู้เขียนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ และมีเงินมีทอง

แต่ประวัติอีกสายหนึ่งบอกว่า เขาเป็นอดีตสายลับเคจีบี ถูกพาดพิงว่าเป็น" พ่อค้าแห่งความตาย" (Merchant of Death) ในหนังสือประวัติชีวิตเขาเรื่อง Merchant of Death ที่เขียนโดย 2 นักข่าวชาวอเมริกัน โดยคนแรกที่เรียกเขาด้วยชื่อนี้คือ ปีเตอร์ เฮน เจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศอังกฤษ ที่ตราหน้าว่าเขาขายความตายในทวีปแอฟริกา ชีวิตของเขายังเป็นแรงบันดาลใจให้กับบทพ่อค้าอาวุธชั้นนำผู้เห็นแก่เงิน ที่รับบทโดยนิโคลัส เคจ ในหนังฮอลลีวู้ดเมื่อปี 2548 เรื่อง Lord of War อีกด้วย

Merchant of Death ที่เป็นเรื่องการสอบสวนบู๊ตของฝ่ายสหรัฐและอื่นๆระบุว่า บู๊ตเคยเป็นทหารอากาศยศนาวาอากาศตรีในกองทัพรัสเซีย ถือพาสปอร์ตหลายเล่ม ใช้ชื่อต่างๆรวม 6 ชื่อ เขายืนยันว่าไม่เคยทำงานกับหน่วยข่าวกรองใด แต่มีรายงานข่าวกรองว่าเขาเกี่ยวข้องกับหน่วยข่าวกรองทหารรัสเซียชื่อ GRU และรายงานของสหประชาชาติเมื่อปี 2543 ระบุว่า พ่อตาของเขาอาจเคยเป็นรองผู้อำนวยการเคจีบี  

หนังสือระบุว่าธุรกิจของเขาประกอบด้วยเครือข่ายบริษัทจำนวนมาก ซึ่งก่อตั้งขึ้นบนเถ้าถ่านของอดีตสหภาพโซเวียตในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 ว่ากันว่าธุรกิจของเขาเริ่มมาจากที่การล่มสลายของอดีตสหภาพโซเวียต ทำให้มีเครื่องบินจำนวนมาก ทั้งของกองทัพบกและกองทัพอากาศ ถูกทิ้งอยู่ตามสนามบินต่างๆ และท่ามกลางภาวะวุ่นวาย ทำให้ผู้คนสามารถซื้อหามันได้ง่าย รวมทั้งลูกเรือที่ถูกปลดจากกองทัพ  นอกจากนี้เขายังเข้าถึงคลังอาวุธจำนวนมากที่ถูกทิ้งไว้หลังสหภาพโซเวียตล่มสลายได้ด้วย  

หนังสือระบุว่า บู๊ตประเดิมอาชีพค้าอาวุธครั้งแรกในต้นทศวรรษที่ 1990 โดยขนอาวุธไปให้ตาลีบัน รวมมูลค่ามากกว่า 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ( 1,600 ล้านบาท) ช่วงนั้น เขาทำธุรกิจขนส่งทางเครื่องบินที่เมืองชาร์จาห์ ของสหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์ หรือ UAE 
 
แต่ในการให้สัมภาษณ์ ดักกลาส ฟาร่าห์ หนึ่งในผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ บอกว่า สิ่งที่บู๊ตทำส่วนมาก ไม่ใช่เรื่องที่ผิดกฏหมาย แม้จะเป็นสิ่งที่เลวทรามก็ตาม

มีรายงานว่าระหว่างที่เครื่องบินของเขาลำเลียงดอกไม้ ไก่แช่แข็ง กองกำลังรักษาสันติภาพยูเอ็น ทหารฝรั่งเศส หรือผู้นำประเทศในแอฟริกา ก็ไม่เคยมีหลักฐานว่าเครื่องบินของเขาทำการเคลื่อนย้ายอาวุธแต่อย่างใด
 
ว่ากันว่ากบฎ FARC เป็นลูกค้ารายใหม่สุดจากลูกค้าของเขาที่มีอยู่ทั่วโลก รวมทั้งตาลีบัน, อัล-ไกด้า,ผู้นำจอมเผด็จการชาร์ล เทเลอร์แห่งไลบีเรีย ,พันเอกโมอัมมาร์ กัดดาฟีของลิเบีย กับทั้งรัฐบาลแองโกล่า และกบฏ UNITA ที่ต่างซื้ออาวุธจากเขาไปฆ่ากันเอง..รายงานสหประชาชาติระบุว่าเขามีเครือข่ายเครื่องบินมากกว่า 50 ลำทั่วโลก และนักวิเคราะห์เชื่อว่า การค้าเพชรเถื่อนน่าจะเป็นแหล่งเงินทุนที่เขาใช้ในการค้าอาวุธ  

ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช ลงนามในคำสั่งเมื่อปี 2547 ห้ามพลเรือนสหรัฐฯทำธุรกิจกับเทเลอร์ แต่นิวสวีครายงานว่าไม่กี่เดือนหลังจากนั้นว่า เครื่องบินที่เกี่ยวข้องกับบู๊ต ได้รับว่าจ้างโดยบริษัท Kellogg Brown and Root ซึ่งตอนนั้นเป็นบริษัทในเครือของ Halliburton ซึ่งได้ทำสัญญาด้านส่งกำลังบำรุงให้กองทัพสหรัฐฯหลังสงครามอิรัก บริษัทนี้เคยมีผู้บริหารชื่อดิ๊ค เชนีย์ ผู้ปัจจุบันเป็นรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ  

รายงานเมื่อปี 2548 ขององค์การนิรโทษกรรมสากลที่อังกฤษ บอกว่าเขาเป็นนักค้าอาวุธรายใหญ่สุด ที่ละเมิดมาตราการคว่ำบาตรด้านอาวุธของสหประชาชาติในสารพัดชาติ  มีทั้งบัลแกเรีย,สโลวะเกีย,ยูเครน,เคอร์กิซสถาน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งแถบแอฟริกากลาง นอกจากขายอาวุธให้รัฐบาลคองโกตลอดช่วงทศวรรษที่ 1990 เขายังมีสัมพันธ์กับกลุ่มต่อต้านที่มีอูกันดากับรวันด้าสนับสนุน 

บทความใน BBC News ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า นายบู๊ตแคล้วคลาดมาโดยตลอด ทั้งที่เคยเป็นที่ต้องการตัวของเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลอดีตประธานาธิบดีบิล คลินตันของสหรัฐฯ, มีการออกหมายจับเขาในเบลเยี่ยม,สหประชาชาติระบุชื่อของเขาอยู่บ่อยๆว่ามีเอี่ยวกับการค้าอาวุธผิดกฏหมายต่างๆ 

โดย รุสสกี้

 

กลับไปที่ www.oknation.net