วันที่ เสาร์ สิงหาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ผมเขียนบล็อกของผมอย่างไร? (The Confession of BG : nn1234)


“วันที่สร้าง : 2008-09-28 เป็นข้อความบอกถึงวันเริ่มต้นเขียนบล็อก นับเป็นระยะเวลา 1 ปี 10 เดือน... กับ 2 รางวัลที่ได้รับ รางวัลชนะเลิศ ในสาขา Citizen Reporter และ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 3 Best of the Best  ในการแข่งขัน Thailand Blog Award 2010 ครั้งแรกของประเทศไทย

ผมเริ่มต้นจับ “เม้าส์เข้าสู่บล็อก” อย่างไม่ได้ตั้งใจนัก ขณะค้นหาข้อมูลบางอย่าง แล้วก็ได้รู้จักการมีพื้นที่ให้เจ้าของบล็อกได้เขียนเรื่องราวของตนเอง และสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้

ผมใช้เวลาอยู่หลายวัน เพื่อศึกษาเรียนรู้ว่า “คนที่นี่ เขากำลังทำอะไรกันอยู่” จนน่าจะรู้จักพวกเขามากขึ้นในระดับหนึ่ง

ผมโพสต์บ้าง แสดงความคิดเห็นบ้าง แต่มีบ่อยครั้งที่คำคอมเม้นท์ของผมมักจะยาวกว่าเรื่องราวของเจ้าของบล็อก  ซึ่งผมก็มักจะทำตัวเช่นนั้นเรื่อยมา (หาก จขบ.ท่านใดเห็นว่า ผมเม้นท์ยาวก็ขออภัยด้วยที่กวนใจ)

.................................................................

ในการเขียนบทความหรือเอนทรี่ของผม สิ่งที่ผมระมัดระวังตัวและคำนึงถึงมากที่สุด ก็คือ การไม่พยายามให้ตนเองตกไปอยู่ใน ทฤษฎีสมคบคิด (Conspiracy Theory) เนื่องจากในโลกสังคมออนไลน์นั้น นอกจากจะทำให้การทำงานและการสื่อสารมีความสะดวก รวดเร็วแล้ว แต่อีกด้านหนึ่งยังมีการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมและตกเป็นเหยื่อร่วมกันข้อมูลที่บิดเบือนได้ง่ายและแพร่สะพัดได้รวดเร็วเช่นกัน เช่น  ฟอร์เวิร์ดเมล หรือเว็บไซต์บางแห่ง  ในขณะเดียวกันที่บ้านเรามีคนหลายจำพวกที่พยายามใช้ทฤษฎีสมคบคิดเพื่อประโยชน์ของกลุ่มตน และบ้านเมืองก็ยังไม่มีหน่วยงานใดที่เข้ามาดูแลกลั่นกรองเรื่องนี้โดยตรง

   (ภาพตัวแทนรับรางวัล)

ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของบล็อกเกอร์ทุกคนที่จะต้องไม่ตกเป็นเครื่องมือ หรือเป็นผู้บิดเบือนข้อมูลเสียเอง เพราะข้อความในอินเทอร์เน็ตนั้นจะยังอยู่ได้ตราบนานเท่าที่มนุษย์ต้องการ และนับวันสังคมจะต้องพึ่งพาสื่อออนไลน์มากขึ้น โอกาสที่จะเกิดปัญหาก็ยิ่งมากขึ้นเป็นเงาติดตามตัว

การเขียนของผมไม่มีผู้ใดเป็นต้นแบบ  เหมือนว่าผมไม่ยึดครูบาอาจารย์ ไม่ยึดตำราก็ไม่ใช่ เพียงแต่ผมมี “ตำราของผมเอง” นั่นหมายถึงว่า ผมมีวิธีการทำงานที่เป็นตัวของตัวเอง

วันหนึ่งผมอ่านหนังสือเกียวกับจิตรกรวาดภาพศิลปะ ทำให้เกิดความคิดที่ตกผลึกว่า การเขียนบล็อกก็เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง เพราะมันเป็นศิลปะการสื่อสารด้วยความคิดของเจ้าของบล็อก โดยใช้ศาสตร์หรือข้อเท็จจริงที่มีอยู่ในมือเราขณะนั้น สื่อสารออกไปสู่สังคมออนไลน์ และพื้นที่บล็อกก็ทำให้ผู้เขียนต้องเอาใจใส่ทั้งเรื่องและภาพ จึงจะทำให้การสื่อความของเราประสบความสำเร็จขึ้นมาได้ 

*……..บล็อกของผมจึงมีข้อความแปะไว้ว่า “การเขียนบล็อกเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง”

แม้ผลการตอบรับจากงานเขียนในบางเอนทรี่ไม่ประสบความสำเร็จในเรื่อง “จำนวนผู้ชม”ก็ตาม แต่ผมก็เข้าใจได้ว่า งานเขียนบทความออนไลน์นั้นมีอยู่ 2 แบบ คือ แบบประชานิยม (popular Feature) กับ แบบวิชาการ (Academic Feature) ซึ่งเราก็พอจะทราบกันดีว่า สังคมของพวกเราชอบแบบไหนมากกว่ากัน แม้แต่ “สังคมข้างนอก”เองก็ไม่ต่างจากพวกเรา  นักเขียนบล็อกในบ้านเราจึงมีทั้งสองแบบ แต่ผมเลือกใช้วิธีผสมผสานทั้งสองแบบ

ผมอยู่คิดเสมอว่าการเขียนบล็อกนั้น เหมือนการวาดภาพ มีเฟรมที่ขึงผ้าใบให้พร้อมสรรพ แล้วผมก็จะร่างโครงร่างนั้นเป็นเส้นบอกทิศทางของเรื่องราวทั้งหมดขึ้นไว้ในใจ  อาจเป็น keywords หลายๆ คำที่จดลงบนกระดาษบ้าง ก่อนจะนำมาร้อยเรียงกันขึ้นเป็นบทความ  หรืออาจเป็น “ประโยคใจความสำคัญๆ” ที่ได้จากแหล่งข่าวบ้าง  

เหล่านั้นคือ เส้นร่างๆ ที่จะให้น้ำหนักแก่ภาพ หรือ เป็นทิศทางของเรื่องที่เราอยากให้มีขึ้นมาในภาพของเราต่อไป

หากเป็นเรื่องที่เราสนใจ แต่มีข้อมูลเพียงเล็กน้อย เราก็สามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ เช่น จากหนังสือในห้องสมุดส่วนตัว หรือจากอินเทอร์เน็ต

หากถามว่า ข้อมูลมากขนาดไหนล่ะจึงจะเพียงพอที่จะเขียนได้ คำตอบก็คือ มันก็คงจะเหมือนหลอดสีจำนวนมากมายหลายสี แต่เราไม่จำเป็นต้องใช้ทุกๆ สี ไม่เช่นนั้นภาพของเราก็จะเลอะเทอะ กลายเป็นเรื่องไม่มีทิศทาง

แต่ทั้งนี้ก็ต้องไม่ทิ้งองค์ประกอบของบทความ(เอนทรี่)ที่ว่าจะต้องมี  Title, Introduction, Body, และ Summary เพราะมิฉะนั้นมันก็ไม่ใช่งานที่จะเกิดประโยชน์ทั้งต่อตัวเราและสังคมออนไลน์เท่าใดนัก

บ่อยครั้งที่บทความ(หรือเอนทรี่)ซึ่งผมรู้สึกว่า เขียนได้ดี (แต่ บก.อาจจะไม่เห็นด้วยกับผม) จึงไม่ได้ขึ้นเรื่องแนะนำ* ความรู้สึกที่ว่า “ดี”ของเอนทรี่นั้นก็คือ

ความมีเอกภาพหรือให้มีสาระๆ เดียว(Unity) แม้ว่าจะมีรายละเอียดปลีกย่อยมากมายแต่ก็ต้องมีสัมพันธภาพหรือการเชื่อมโยง(Connectivity)ถึงกันได้ตลอดเรื่องหรือเกือบครบทุกประเด็น

ต้องมีความแม่นยำและถูกต้อง(Accuracy) เช่น ข้อมูลตัวเลข  ข้อมูลสนับสนุน ให้มีส่วนของความคิดเห็นที่มีข้อมูลสนับสนุนให้เห็นว่า ความคิดเห็นของเรานั้นมีความน่าเชื่อถือ ไม่เลื่อนลอย และยึดเรื่องเหล่านี้อย่างคงเส้นคงวา

ต้องทำให้กระจ่างด้วยการใช้ภาษาของเรา(Clarity) ไม่เยิ่นเย้อ  ทำให้สั้นกระทัดรัด ทดลองตัดทิ้งแล้วทิ้งอีก เพื่อดูว่าสาระสำคัญนั้นยังอยู่หรือไม่ บางทีผมตัดออกเป็นหน้าๆ หรือหลายย่อหน้าในความเฝือของความคิดเรา บางทีลองเขียนใหม่ทั้งย่อหน้า บางทีความคิดเดิมๆ ยังจำอยู่ในสมอง ก็ต้องเดินออกจากโต๊ะไปชั่วคราว

แต่มีบ้างในบางครั้งที่ผมเลียนแบบจิตรกรวาดภาพ คือ การทำให้ภาพนั้นเบลอๆ ด้วยวัตถุประสงค์บางประการ แต่ก็ไม่ลืมเรื่องความสมเหตุสมผลของมัน

มีการอ้างอิงได้ในแหล่งที่มาของเนื้อหา(Reference) หรือ จาก"แหล่งข่าว"   เพราะผมเชื่อว่า ในโลกนี้มีคนคิดได้ก่อนผมเสมอๆ ในเกือบทุกเรื่อง

ภาษาที่ใช้ต้องให้ถูกต้อง เพื่อความแม่นยำในการสื่อความ เพราะจากผู้อ่านจะอ่านและศรัทธาต่อเอนทรี่ของเราอีกอย่างหนึ่งก็คือ การใช้ภาษาอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะคำง่ายๆ หรือใช้กันบ่อยๆ แม้อาจมีการตกหล่นอยู่บ้าง ก็ไม่ใช่ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ

เรามิใช่ปราชญ์ระดับจอหงวนที่จะรู้คำศัพท์ทั้งราชสำนัก หรือเป็นราชบัณฑิตที่จะรู้คำศัพท์หมดทั้งเล่มพจนานุกรม แต่เราก็ควรรู้จักเลือกใช้คำอย่างเหมาะสม ด้วยภาษาในระดับความรู้ของเราเอง

ทุกๆ เอนทรี่ผมคิดว่า จะทำอย่างไรให้เรื่องราวน่าอ่าน จะมีลีลาการนำเสนออย่างไรได้บ้าง ทั้งที่ดูจากงานเขียนคนอื่นๆ และที่ทดลองของตนเอง

ความน่าสนใจที่ผมค้นพบนั้นมีหลายอย่าง เช่น การตั้งชื่อเรื่องให้น่าสนใจ การใส่ภาพให้น่าสนใจหรือจะใช้เรียกแขก (สองเรื่องนี้ บล็อกเกอร์ทุกท่านทราบกันดี) หรืออย่างการเป็นเหตุเป็นผลของเรื่องราว การสอดร้อยเรื่องราวให้มีความสละสลวย ความไหลลื่นของเรื่อง การสร้างทิศทางหรือตั้งธงของเรื่องเอาไว้ที่ปลายทาง

Impression หรือความประทับใจที่ว่านั้นน่าจะสะท้อนใน “ความเป็นบุคลิกภาพของบล็อกเกอร์แต่ละคน”  ที่เรียนรู้และเลียนแบบกันได้ หากแต่ทำบ่อยๆ ไม่ได้ เพราะผู้อ่านจับทางเราได้

แต่ความยากทั้งหมดทั้งปวงของผมก็คือ การสร้างอารมณ์ในการเขียน หรือ Feeling บางทีก็นั่งแช่กับข้อมูลนั้นอยู่นานเป็นหลายๆ ชั่วโมง ส่วนใหญ่ใช้เวลา 1 – 3 ชั่วโมงขึ้นอยู่กับความยากง่ายของงานเขียนเรื่องนั้นๆ แต่บางเอนทรี่ก็ใช้เวลาครึ่งค่อนวัน ไม่มีเรื่องใดน้อยกว่าชั่วโมง บางเรื่องเขียนทิ้งค้างคืนเอาไว้มาอ่านทวนในตอนเช้าๆ

ก่อนโพสต์ขึ้นให้ผู้อื่นได้อ่านนั้น ผมทั้งเขียน ทั้งแก้ไป นับๆ แล้วขั้นต่ำอย่างน้อยๆ ก็ 2 – 3 ครั้ง ลองอ่านออกเสียงซ้ำๆ หรือบางทีก็ท่องคำพูดนั้นจนขึ้นใจ ไม่นับที่ทั้งเข้าไปอ่านหลังจากที่ได้โพสต์ไปแล้วก็หลายรอบอีก จนอิ่มใจถึงจะไปคอมเม้นท์

ผมเคยตั้งใจไว้ว่าจะพยายามเขียนวันละ 1 เอนทรี่ ทุกๆ วัน เพื่อฝึกวินัยตนเอง แต่ก็ขึนอยู่กับภาระกิจประจำวัน

และผมก็เตรียม“น้ำสต๊อค”ที่พร้อมจะปรุงไว้อีกมากมาย

ผมทำมัน “เป็นเรื่องเป็นราว”กับบทความหรือเอนทรี่ผมเช่นนี้เสมอๆ ไม่ว่าเรื่องที่เขียนนั้นจะเป็นบทวิเคราะห์การเมือง สารคดี สาระบันเทิง และ การวิจารณ์งานวรรณกรรม หรือเรื่องประเภทที่ “คุณขอมา”ก็ตาม

(ดูจริงจังมากใช่ไหมครับ? แต่ชีวิตผมไม่ได้มีแต่เรื่องซีเรียสอย่างที่กล่าวมาทั้งหมดนะครับ แต่เวลาทำงานก็คืองาน เล่นก็คือเล่น นี่คือแนวคิดหรือผลผลิตของคนในยุค Generation Y ครับ)

ผมตระหนักว่า แม้โลกเราจะเปลี่ยนไปรวดเร็วเพียงใดก็ตาม ความมีคุณค่าของงานเขียนจะต้องอาศัยสิ่งที่ว่าทั้งหมดนั้นตลอดเวลา...

ปีหน้า ผมอยากมีนักเขียนบล็อกเกอร์หน้าตาใหม่ๆ ที่ทำงานได้ดีกว่าที่ผมเล่ามานี้ครับ.....

..............................................................................

และ ฝากคำขอบคุณไปยังผู้ที่อยู่เบื้องหลังบล็อก nn1234 ทุกๆ ท่าน (ทราบว่า บางท่านไม่อยากแสดงตัวนัก แต่ท่านยังอยู่ในใจผมเสมอ) 

* ปล. เอนทรี่ของผมประมาณร้อยละ 80 มักจะถูกเลือกขึ้นเป็น “เรื่องแนะนำ จากกอง บก. OK Nation เสมอ

- ขอบคุณ ภาพจากบล็อกเกอร์ ChMinivet

โดย NN1234

 

กลับไปที่ www.oknation.net