วันที่ อาทิตย์ สิงหาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

“หนุ่มสุพรรณฯ”หลงกรุง ตามหาวรรณกรรมไทย ยุค 14 ตุลาคม 2516


           สืบเนื่องจากมี “จดหมายจากสุพรรณบุรี”  ลงตีพิมพ์ในคอลัมน์ “สิงห์สนามหลวงสนทนา”ที่กำลังวางแผงใน “เนชั่นสุดสัปดาห์”ฉบับล่าสุด  โดย“เจ้าของจดหมายฉบับเดียวกันนั้น”ได้แบ่งปันให้ผู้เขียนช่วยตามหาวรรณกรรมไทยที่ “หนุ่มสุพรรณ”นั้นเคยหลงไหลและชื่นชอบ

 “หนุ่มสุพรรณฯ”(หรือใช้ขื่อไนนั้นว่า “ชาวบ้านร้านถิ่น”)กำลังบอกพวกเราว่า ใน พ.ศ.๒๕๕๓ นี้ ทำไมจึงหางานเขียนแนว “สัจจะสังคมนิยม”(Socialist Realism)ไม่พบเจอ เป็นเพราะเหตุใด  

ผมขอคุยข้อตกลงกับ “หนุ่มสุพรรณฯ” กันก่อน ในตอนท้ายผมจะเสนอทางออกที่สร้างสรรค์เพื่อวงการวรรณกรรมจะได้ดีขึ้นโดยเริ่มจากบล็อกเกอร์อย่างเราๆ ท่านๆ ที่สามารถทำได้

วรรณกรรมแนว “สัจจะสังคมนิยม”(Socialist Realism)นั้น เราต้องเข้าใจตรงกันก่อนว่าคือ งานเขียนที่สะท้อนถึงความเป็นจริงของสังคม หรือวรรณคดีที่ได้นำเสนอความเป็นจริงแห่งชีวิตของผู้คน เมื่อคำจำกัดความเป็นอย่างนี้ ถ้าเช่นนั้นงานเขียนจำนวนมากมายก็เป็น “สัจจะสังคมนิยม”ได้  แต่เมื่อมีคำว่า“สัจจะสังคมนิยม”(Socialist Realism)เคยถือกำเนิดในช่วงที่มีการเคลื่อนไหวภายใต้แรงกดดันของสังคมสูง จึงทำให้ดูเหมือนว่า วรรณกรรมนั้นต้องให้นิยามเป็นวรรณกรรมที่ต่อต้านรัฐบาลที่ปกครองด้วยระบอบอื่นใด ที่มิใช่ระบอบของตน เนื่องจากคำๆ นี้ไม่เคยปรากฏในเมืองไทยอย่างเป็นขบวนการมาก่อน

แม้ตอนที่ผมเรียนอยู่ชั้นมัธยมฯ เมื่อจับคำสองคำนี้มาชนกัน ก็ทำให้เข้าใจว่าเป็นระบอบการปกครองแบบสังคมนิยม ซึ่งอาจจะเป็นแบบเลนิน หรือเหมา  เจ๋อ ตุง ก็ตาม ดังนั้น งานเขียนต่างๆ ที่ออกเผยแพร่ในช่วงเวลานั้นก็คือ งานที่ต่อต้านระบอบการปกครองที่มิใช่ของตน นั่นคือ เรียกร้องให้การปกครองนั้นคลายความกดดันออกไปสู่ระบอบสังคมนิยม

ดังที่มาร์กซ์ได้เคยให้นิยามของคำว่าว่า “วรรณกรรมที่ดีควรสามารถจับเอาพลังของความขัดแย้งต่างๆ ที่มีอยู่ในสังคมนั้นๆ ได้อย่างกว้างและลึก ให้ประชาชนผู้อ่านได้ตระหนักถึงสภาพที่เป็นอยู่ในสังคม” แต่เราก็เข้าใจต่อเองได้ว่า งานเขียนนั้นต้องตีแผ่ความเลวร้ายของการปกครองที่ไม่ใช่การปกครองที่ตนเองประสงค์  หรืองานเขียนนั้นเป็นกระบอกเสียงให้แก่แนวคิดของสังคมนิยม

ดังนั้นเมื่อ“หนุ่มสุพรรณฯ”มาเดินตามหางานเขียนที่ว่าเป็นแนว “สัจจะสังคมนิยม”(Socialist Realism) จึงน่าจะเริ่มได้เห็นเค้าลางสิ่งที่กำลังตามหานั้น เมื่อเราได้ให้นิยามกันชัดเจนมากขึ้น

การปกครองของเมืองไทยในช่วงใดที่มีการเคลื่อนไหวเพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองไปสู่ระบอบสังคมนิยม

ช่วงสมัย “ตุลาคม ๒๕๑๖”ได้มีความเฟื่องฟูขึ้นมาระดับหนึ่ง โดยกลุ่มปัญญาชนขณะนั้นอยู่ในบริบทของวิชาการ ได้แก่ นักเรียน นักศึกษา ครูบาอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ที่สนใจงานขีดเขียน ในขณะที่ชาวไร่ชาวนานั้นไม่อาจหาญขีดเขียนวรรณกรรมให้ออกมาสอดรับกับกลุ่มปัญญาชน เพราะเสรีภาพและความกดดันในต่างจังหวัดกับเมืองหลวงแตกต่างกันมาก ในบางจังหวัดมีผู้ว่าราชการจังหวัดใช้วิธีของศาลเตี้ย คือ “ยิงทิ้ง”ประชาชนที่มีแนวคิดต่อต้านรัฐบาลในส่วนกลาง จนต้องหลบหนีเข้าร่วมขบวนการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยไปเคลื่อนไหวตามตะเข็บชายแดน เพื่อความปลอดภัยของตนเอง ซึ่งเลียนแบบวิธี“รัฐตำรวจ”ที่มี พล...เผ่า  ศรียานนท์ สมัยที่เป็นอธิบดีกรมตำรวจเคยยิ้งทิ้งผู้ที่มีแนวคิดต่อต้านรัฐบาลอย่างเหี้ยมโหดมาก่อน

การนี้จึงทำให้เห็นว่า การเคลื่อนไหวเพื่อไปสู่การเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองไปสู่ระบอบสังคมนิยมนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างมีพลัง จึงทำให้ผลผลิตด้านศิลปะและวรรณกรรม มีความเบาบาง ขาดการยอมรับจากผู้นำการเปลี่ยนแปลง

ประมาณปี ๒๕๐๐ เราย้อนกลับไปค้นหางานนักเขียน/งานเขียนที่เคยผ่านตา-ไม่ผ่านสายตาก็น่าจะมี กุหลาบ  สายประดิษฐ์ หรือ ศรีบูรพา(นักบุญจากชานตัน,ขอแรงหน่อยเถอะ) อุดม อุดาการ (บนผืนแผ่นดินไทย) อัศนี พลจันทร หรือนายผี(อีศาน) อิศรา อมันตกุล (เขาตะโกนหานายกรัฐมนตรี) เสนีย์ เสาวพงศ์ (ความรักของวัลยา) สุภา สิริมานนท์ (แคปิตะลิสม์) ประคิณ ชุมสาย ณ อยุธยา หรือ อุชเชนี(ขอบฟ้าขลิบทอง) อุดม สีสุวรรณหรือบรรจง บรรเจิดศิลป์(ชีวิตกับความใฝ่ฝัน) ศรีรัตน์ สถาปนวัฒน์ (แผ่นดินนี้ของใคร)  เปลื้อง  วรรณศรี  และทวีป วรดิลก

ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเริ่มการผลิบานของ“วรรณกรรมเพื่อชีวิต” แต่เงื่อนไขด้านการเรียกร้องการปกครองไปสุ่ระบอบสังคมนิยมก็มีการเคลื่อนไหวยังไม่เข้มข้น  แต่ก็ถือว่า ยุคนี้เป็นยุคแรกที่ได้จุดประกายความคิดสร้างจิตสำนึกแก่นักประพันธ์ในรุ่นต่อๆ มาไม่น้อย เพราะหากไม่มีคนยุคก่อน แล้วจะมีคนยุคใหม่อย่างพวกเราได้อย่างไรกัน

ในช่วงนั้น มีเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ไทยที่เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ คือ การรุกไล่และแพร่ขยายของระบอบสังคมนิยมเริ่มเข้ามาประชิดภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติคอมมิวนิสต์ เซ็นเซอร์สื่อสิ่งพิมพ์ คุกคามเสรีภาพสื่อ จับกุมนักเขียน นักหนังสือพิมพ์ นักเคลื่อนไหว

วรรณกรรมช่วงนี้เริ่มมีชื่อเสียง เช่น“ศรีบูรพา” (แปล แม่ ของ แม็กซิม กอร์กี้ จากคุกบางขวาง แลไปข้างหน้า,อาชญากรผู้ปล่อยนกพิราบ) เสนีย์ เสาวพงศ์ (ปีศาจ,ล่องใต้) ศรีรัตน์  สถาปนวัฒน์(เมืองทาส,โศกนาฏกรรมของสัตว์เมือง) สด  กูรมะโรหิต(ระย้า,เลือดสีแดง,เลือดสีน้ำเงิน) อิศรา อมันตกุล(ธรณีประลัย)สุวัฒน์ วรดิลก(หลั่งเลือดลงโลมดิน) เดชะ บัญชาชัย(แปล ประวัติจริงของอาคิว) รุ่งแสง (แปล ลุ่มแม่น้ำวอลก้า,รวมเรื่องสั้น แม็กซิม กอร์กี้)  สุภา สิริมานนท์(คอรัปชั่นในวงการหนังสือพิมพ์) นวชน(แปล หลู่ซิน) คำสิงห์ ศรีนอก หรือลาว คำหอม(ฟ้าบ่กั้น) อัศนี พลจันทร หรือนายผี(เราชนะแล้ว แม่จ๋า) อุชเชนี(ขอบฟ้าขลิบทอง) 

โดยมี จิตร  ภูมิศักดิ์ ในนามปากกาต่างๆ (ศิลปะเพื่อศิลปะ,ศิลปะเพื่อชีวิต) เป็นต้นแบบและผู้นำแนวคิดต่อมาในยุค ๒๕๑๖ (นายสุพจน์  ด่านตระกูล ก็เคยร่วมขบวนการนักเขียนในช่วงเวลานี้ด้วย)

ใน “ยุคมืดทางปัญญา”ยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เพราะรัฐบาลออกประกาศหนังสือต้องห้ามหลายเล่ม เช่น ศรีบูรพา (แม่) จิตร ภูมิศักดิ์(โฉมหน้าศักดินาไทย)  พัฒนา รัมยะสุต(การวิเคราะห์ลักษณะทางชนชั้นในประเทศไทย) มณี ศูทรวรรณ(โฉมหน้าจักรพรรดินิยม) แล้วก็ตีกระหนาบนักคิดนักเขียนจนกระเจิดกระเจิงแตกกระสานส่านเซ็นเข้าป่าเข้าพง แต่ยังต้องยกย่องให้เกียรติแก่ จิตร  ภูมิศักดิ์ เพียงคนเดียวที่ยังยืดหยัดเขียนวรรณกรรมอย่างต่อเนื่อ  ขณะที่ถูกขังในคุกลาดยาว เช่น  พจนานุกรมไทย-มูเซอ, ความเป็นมาของคำ สยาม ไทย ลาวและขอม,ลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ,แสงดาวแห่งศรัทธา, มาร์ชชาวนาไทย, รำวงวันเมย์เดย์, ศักดิ์ศรีของแรงงาน  งานแปลเรื่อง “แม่” (แม็กซิม  กอร์กี้)

เมื่อจอมพลถนอม  กิตติขจร เข้ามาสืบทอดอำนาจเผด็จการ บรรยากาศความตึงเครียดทางการเมืองได้ผ่อนคลายลงบ้าง  “เหล่านกเสรี”เริ่มสำรวจตัวเองและโบยบิน นักเขียนเพื่อชีวิตลี้ภัยไปยังต่างแดนหรือเข้าป่าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ก็กลับเข้ามา  ทำให้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยต่างๆ เริ่มมีสีสัน เกิดเป็นชุมนุมวรรณศิลป์มากมาย เช่น  ชมรมพระจันทร์เสี้ยว  กลุ่มหนุ่มเหน้าสาวสวย กลุ่มเทคนิคโคราช มีนิตยสาร สังคมศาสตร์ปริทัศน์, สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ฉบับนิสิตนักศึกษา, ชัยพฤกษ์ฉบับนักศึกษาประชาชน, ประชาธิปไตย เป็นต้น ที่นำงานเขียนยุคก่อนๆ นั้นมาตีพิมพ์อีกครั้ง

ทีนี่ก็จะมาสู่ช่วงที่ “หนุ่มสุพรรณ”มีความประทับใจโดยนักศึกษาส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องสั้นและกวีนิพนธ์ที่เด่นๆ มี วิสา  คัญทัพ(เราจะฝ่าข้ามไป) วิทยากร เชียงกูล(ฉันจึงมาหาความหมาย) สุชาติ สวัสดิ์ศรี(ความเงียบ) นิคม รายวา(คนบนต้นไม้) ธัญญา  ผลอนันต์(ถนนไปสู่ก้อนเมฆ) ศรีศักดิ์  นพรัตน์(เบิ่งฟ้าแนมดิน) เนาวรัตน์  พงษ์ไพบูลย์(เพลงขลุ่ยกลับมาหากอไผ่,เพลงเปลญวน,ทางเดินแห่งหอยทาก) สุวรรณี  สุคนธา(เขาชื่อกานต์) และ สีฟ้า หรือ ม..ศรีฟ้า  มหาวรรณ(ความรักสีเพลิง)

ที่“หนุ่มสุพรรณ”ไปถามคุณสิงห์สนามหลวงนั่น ถามถูกตัวแล้ว ในตอนนั้นผมยังเป็นเด็กที่ยืนอมนี้วมองผู้ใหญ่เขาทำอะไร

เพราะงานเขียนเหล่านี้ล้วนมีอิทธิพลต่อความคิดของปัญยาชนในรุ่นๆ นั้นเป็นอย่างสูง เพราะได้ก่อให้เกิดการปฏิวัติและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมต่อมา ก่อนที่สิ่งเหล่านั้นจะตกเป็นมรดกตกทอดมาถึงรุ่นพวกเรา 

พวกเรากลับเรียกงานวรรณกรรมช่วงนี้จนถึงย้อนหลังไปว่า “วรรณกรรมเพื่อชีวิต” เพราะว่าบ้านเราไม่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่ได้ดำเนินไปสู่ความสำเร็จตามรูปแบบการปกครองแบบสังคมนิยม หรือ ระบอบคอมมิวนิสต์

สมมุติว่านะครับ ปัญญาชนเหล่านั้นเดินเข้าป่าตอนนั้นแล้วออกมาพร้อมกับการต่อสู้ที่ประสบความสำเร็จ เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน แล้ว“หนุ่มสุพรรณ”จะยังเรียกวรรณกรรมเหล่านั้นว่าอย่างไร

จะยังเรียกว่า“วรรณกรรมเพื่อชีวิต”เหมือนที่เราเรียกในทุกวันนี้หรืออย่างไร ก็ไม่ใช่อยู่ดี เพราะว่าวรรณกรรมเหล่านั้นมันเป็นกลไกขับเคลื่อนจนเกิดการเปลี่ยนแปลง

ลองย้อนไปดูตัวอย่างความสัมพันธ์ระหว่างแม็กซิม กอร์กี้กับ เลนิน  สหายร่วมอุดมการณ์ในช่วงการปฏิวัติสังคมนิยมของรัสเซีย ที่ได้เคยเข้ามาดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของแม็กซิม กอร์กี้ สหายรักช่วงที่ระหกระเหินอยู่ในยุโรปว่า  “เราจำเป็นต้องให้การระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะคุณเพิ่งเขียนเรื่อง  แม่ อันเป็นสิ่งที่มีประโยชน์เหลือเกินสำหรับคนงานรัสเซียในช่วงการเรียกร้องให้เขาสู้รบต่อต้านระบอบอัตตาธิปไตย” และ "that Maxim Gorky's is an enormous artistic talent which has been, and will be, of great benefit to the world proletarian movement." ซึ่งต่อมาถูกเรียกว่าเป็นแนว “อัตถสังคมนิยม” (Socialist Realism) 

ซึ่งแท้จริงเราอาจต้องเรียกอย่างตรงไปตรงมาว่าเป็นแนว “สัจจสังคมนิยม” ตามที่ “หนุมสุพรรณ”ปรารถนานั่นแหละถึงจะถูก เพราะพวกนักทฤษฎีมาร์กซิสต์ชอบเรียกมันและว่า “วรรณกรรมที่เป็นปัจจัยหนึ่งในการกระตุ้นจิตสำนึกของประชาชนในสังคมที่ตกอยู่ในกรอบของการปฏิวัติสังคมนิยม”

ยังมีคำที่ใกล้เคียงกันอีกที่ยังเกิดความสับสน คือคำว่า “อัตถิภาวนิยม” (Existentialism) ซึ่งเกิดมาในช่วงหลังที่สืบต่อๆ กันมาอีกอย่างแพร่หลายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ซึ่งมีแนวคิดการปฏิเสธสารัตถะของทุกสิ่งรอบตัวและความเป็นตัวตนของตนเอง เหลือไว้เพียงความเปล่าเปลือยหรือไร้แก่นสารอย่างสิ้นเชิงของมนุษย์ ไม่ยึดถือความยิ่งใหญ่อลังการของมนุษย์สรรสร้างอีกแล้ว (หรือไม่ต้องหลอกตัวเองต่อไป) เช่น งานของ อัลแบร์ต กามูส์ (Albert Gamus) ชอง ปอล ชาร์ต(Jean Paul Sartre) ซึ่งเป็นต้นแบบของงานเขียนของนักเขียนไทยในช่วง พ.ศ. ๒๕๑๐ – ๒๕๒๐

จึงน่าจะตอบคำถามของ “หนุ่มสุพรรณ”กันเสียทีว่า ทำไมจึงไม่เห็นงานเขียนเหล่านี้ใน พ.ศ.๒๕๕๓ ยุคที่มีนายกรัฐมนตรีชื่ออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หนุ่มนักเรียนนอกแห่งอีตัน คอลเลจ โรงเรียนอันดับหนึ่งของบรรดาชนชั้นสูงในยุโรปต่างส่งลูกหลานเข้าเรียนมาเป็นร้อยๆ ปีมาแล้ว

เมืองไทยไม่มีภาพเหล่านั้น เพราะการปฏวิติสังคมนิยมไม่เข้มแข็งมากและห้วงเวลาที่นานพอพอที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบอบสังคมนิยมได้ ผมคิดเช่นนี้

แต่น่าเสียดายที่งานวรรณกรรมในวันนี้เรามีนวนิยาย เรื่องสั้น ที่เต็มไปด้วย “เรื่องประโลมโลก” ที่มีบ่อกำเนิดจริงๆ มาจาก ดี.เอช.ลอว์เรนซ์ ...“ชู้รักเลดี้แชตเตอร์เลย์”(Lady Chatterley’s Lover) ผู้บุกเบิกนวนิยายแนว“อีโรติค” หรืออย่างเรื่อง “เอมมานูเอล”มาสู่นักเขียนอย่าง ทมยันตี กฤษณา อโศกสิน และนักเขียนรุ่นหลังๆ

จนกระทั่งเราถูกบีบเข้าสู่การพัฒนาประเทศแบบทุนนิยมเสรีประชาธิปไตยด้วยกระแสโลกภิวัฒน์ งานวรรณกรรมจึงเป็นงานที่เต็มไปด้วยเรื่องของทุนนิยมเสรี เช่น นวนิยายวัยรุ่น หนังสือปกอ่อน (ลงรูปดาราเปิดหวอ- ทำนมหก)ขายดีที่สุดที่วางอยู่เต็มแผงหนังสือ ซึ่งอยู่ได้ด้วยประโลมโลก ผู้คนจึงชื่นชอบ  งานวรรณกรรมจึงเป็นศิลปะที่มุ่งตอบสนองความต้องการของตลาดหรือความต้องการของผู้เสพ มากกว่าที่จะไปเคลื่อนไหวให้มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ซึ่งกำลังดึงให้ผู้คนในสังคมตกไปสู่ “ความมืดดำ”อีกครั้งด้วยการยึดเอาลัทธิบริโภคนิยมมากเกินไป

ยังไม่พบว่านิตยสารหัวใดที่ต่อต้านลัทธิบริโภคนิยมในทุนนิยมเสรีที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง และที่มีก็ไม่มีพลังพอที่จะต่อสู้กับลัทธิบริโภคนิยมนั้นได้ เช่น ปาจารยสาร ที่มีอยู่ในขณะนี้

แม้แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตอนที่เป็นนายกรัฐมนตรีก็มักเอางานเขียนเชิงธุรกิจเพื่อความร่ำรวย(How to Rich)มาอ่านออกอากาศและบังคับให้คนของตัวเองนำไปปฏิบัติในกระทรวงกรมกองต่างๆ ก็เป็นหนังสือในลัทธิทุนนิยมที่เป็นแนวทางเดียวกับที่ตนเองทำธุรกิจอยู่ทั้งสิ้น จึงมิใช่งานเขียนวรรณกรรมเพื่อการจรรโลงจริยธรรมคุณธรรมของมนุษย์อย่างแท้จริง

งานแจกรางวัลวรรณกรรมระดับต่างๆ ก็ไม่ได้เกิดการตอบสนองเรื่องที่ว่านั้น แต่ตอบสนองความต้องการของตลาดและธุรกิจการจัดพิมพ์เสียมากกว่า  แต่มองอีกมุมหนึ่งก็น่าเห็นใจคณะกรรมการพิจารณาตัดสินรางวัลวรรณกรรมที่แท้จริงจะหางานวรรณกรรมที่สร้างสรรค์หรือบุกเบิกให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีสู่สังคมได้น้อยลงๆ จนหาไม่ได้ คุณภาพของกวีก็ลดต่ำลง

วันนี้เราเดินสำรวจกันบนแผงหนังสือก็หาไม่พบหนังสือที่เราว่ากันนั้น นับวันงานเขียนหรือตลาดหนังสือจะมุ่งไปในทางประเทืองปัญญาน้อยลงๆ โดยดีงคนรุ่นใหม่ลงไปในทางต่ำเรื่อยๆ  

แต่ก่อนเรายังพูดกันได้ว่า ให้ทุกคนหรือเด็กๆ อ่านหนังสืออะไรก็ได้ เกิดความรู้ทั้งสิ้น แต่ทุกวันนี้ไม่มีใครกล้าเสี่ยงพูดคำๆ เดียวกันนี้ ทั้งๆ ที่เวลาผ่านเลยไปแค่ไม่ถึงสามสิบปีดี

ผมมองว่าในวันนี้ เราควรจะเรียกร้องกัน หรือจัดตั้ง”กลุ่มวรรณกรรม”อะไรสักอย่างเพื่อให้มีการเขียนงานรูปแบบใหม่ๆ ออกมาสู่สังคมไทย การศึกษาค้นคว้าร่วมกัน มีหน่วยงานสนับสนุนกิจกรรมด้านศิลปะและวรรณกรรมอย่างเป็นจริงเป็นจัง มีเงินสนับสนุนโดยตรงแบบสำนักงานสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)ที่ได้งบประมาณประเทศมาสนับสนุนทั้งการค้นคว้าวิจัยและทำกิจกรรมด้านสุขภาพ นั่นคือ เรื่องหนึ่งที่ต้องการให้รัฐบาลเห็นความสำคัญด้านศิลปะและวรรณกรรม  เพื่อให้พวกเรามีมากกว่าที่กระทรวงวัฒนธรรมดำเนินการอยู่

ต่อมาคือ การศึกษาเรียนรู้วิชาภาษาไทยยังอ่อนด้อย บรรยากาศการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยในชั้นเรียนทุกระดับชั้นดูหดหู่ ครูภาษาไทยมีไว้เป็น “ยาสามัญประจำบ้าน” วันภาษาไทยเหงาหงอยเหมือนคนไทยไม่ได้ใช้ภาษาไทยในการสื่อสาร เราจึงควรปฏิรูปเรื่องการใช้ภาษไทยอย่างคนที่รู้บุญคุณของภาษาที่เราใช้กันอยู่

การให้ความสำคัญในระดับรัฐบาลไม่มียุคใดสมัยใดทำอะไรอย่างจริงจัง ทั้งๆ ที่คนไทยก็สื่อสารด้วยภาษาไทย แต่กลับพบว่า การใช้ภาษาไทยกำลังเข้าสู่กาลวิบัติโดยตัวผู้ที่ใช้ภาษาไทยนั้นเอง สมัยหนึ่งมีนายกรัฐมนตรีที่เก่งและชื่นชอบภาษาไทยก็ไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนแปลงเป็นรูปธรรม   

ถึงเวลาเสียนะครับ ที่พวกเราจะต้องลุกขึ้นมาทำอะไรกันสักอย่างสองอย่าง ด้วยการทำกิจกรรมดีๆ เช่น ส่งเสริมให้บล็อกเกอร์ใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง เพิ่มรางวัลสาขาวรรณกรรม ในการประกวดบล็อกเกอร์ครั้งต่อๆ ไป เราอาจได้งานดีๆ ขึ้นมา ดีไม่ดี..งานของเรามีคุณภาพไปถึงระดับรางวัลซีไรต์ ผู้คนมิอาจจะต้องค้อนตามามองเราหรอกหรือ.....

เรามาช่วยกันสานฝันกันใกล้ๆ ดังตัวอย่างข้างต้นนี้ดีกว่าไหม  ดีกว่าไปฝันลมๆ แล้งๆ กับ “บอลไทยไปบอลโลก” เพราะไม่ต้องไปแข่งขันกับใคร เราแข่งตัวเราเอง วัฒนธรรมภาษาของเราก็เจริญรุ่งเรืองต่อไปตราบนานเท่านาน

.............................................................................................

โดย NN1234

 

กลับไปที่ www.oknation.net