วันที่ จันทร์ สิงหาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ตำนานชาวจีนต้มเหล้า ที่บ้านบัว


         

                                     

                          ภาพโดยปางช้าง ทยาหทัย

 

ณ ริมฝั่งหนองน้ำใหญ่ อันเป็นที่ตั้งของสถานีประปาหมู่บ้าน หวนกลับไปเมื่อราวร้อยปีก่อนโน้นยังคงมีเรื่องเล่าที่เล่าต่อ ๆ กันมาว่า ณ บริเวณแห่งนั้น --  ในยุคสมัยนั้น ทุก ๆ วันจะปรากฏภาพของชายเชื้อจีนร่างสูงใหญ่กำยำ ที่กำลังสาละวนอยู่กับการต้มกลั่นเหล้าบนเนินดินกว้าง ซึ่งรายล้อมไปด้วยไผ่กอใหญ่ที่ขึ้นเบียดเสียดจนดูรกครึ้ม

ว่ากันว่า รสเหล้าอันกลมกล่อมและดีกรีอันร้อนแรงถึงใจ  จากฝีมือการปรุง หมัก และการต้มกลั่นอย่างบรรจง -- ปราณีต  ถึงกับทำให้โรงต้มเหล้าเล็ก ๆ แห่งนั้น มีผู้คนแวะเวียนเข้ามาลองลิ้มชิมรสเหล้าของชาวจีนผู้นี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ทั้งที่เป็นชาวบ้านร้านถิ่นเรื่อยไปจนถึงเจ้าใหญ่นายโตที่มักจะขี่ม้าเข้ามาตรวจตราหมู่บ้านอยู่เป็นประจำ

เนิ่นนานผ่านมานับจากอดีตจวบจนถึงวันนี้ เรื่องราวของชาวจีนต้มเหล้าที่ว่า ก็ดูเหมือนจะค่อย ๆ เลือนลบไปตามกาลเวลา ไม่มีใครรู้ว่าชาวจีนคนนั้นเป็นใคร ? มาจากไหน ?

จนกระทั่ง ชาวบ้านบัว ได้มีโอกาสสนทนากับ คุณตาฉาย ปลื้มรัมย์ ปัจจุบันอายุ ๘๑ ปี ผู้อาวุโสซึ่งเป็นหลานชายแท้ ๆ ของชาวจีนในเรื่องเล่า และนั่นเองที่ทำให้เรื่องราวของชาวจีนผู้นั้น ได้ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาบอกเล่ากันอีกครั้งหนึ่ง

ต่อไปนี้เป็นเรื่องเล่าจากคุณตาฉาย ที่ได้มาบอกเล่าถึงเรื่องราวเส้นทางชีวิตของผู้เป็นตา

 ซึ่งครั้งหนึ่งเคยฝากฝีมือในการต้มกลั่นเหล้ากระทั่งได้รสเหล้าอันกลมกล่อมร้อนแรง จนเป็นที่ร่ำลือกันในยุคอดีต

 ชาวบ้านบัว ขอใช้โอกาสนี้ขอบพระคุณในความกรุณาของคุณตาฉาย และหวังว่ามิตรสหายคงได้รับความรื่นรมย์บ้างตามสมควร สวัสดีครับ 

            

 

                  ไหเคลือบ ๔ หูสำหรับรองหยดเหล้าของจีนจีบ

             

“เรื่องนี้ตาฟังมาจากพ่อแม่อีกทีหนึ่ง เพราะตอนที่เราเกิดนั้น ตากับยายแกตายไปนานแล้ว ฟังจากที่พ่อแม่เล่ามาก็คือ ตาแกมีชื่อว่า จีนจี” ส่วนยายชื่อ ยายมอญ

“จีนจีบอพยพมาจากเมืองจีนพร้อมกับญาติพี่น้อง แต่จะมาจากเมืองไหน ? ตอนไหน ? อันนี้เราก็ไม่รู้นะ รู้แต่ว่าช่วงแรกพวกเขาพากันตั้งหลักทำมาหากินอยู่ที่กรุงเทพฯ ต่อมาจึงได้ขยับขยายมาอยู่ที่เมืองโคราช

 ที่เมืองโคราชนี่เห็นบอกว่าทำมาค้าขายกันจนมีฐานะดีพอสมควร พูดง่าย ๆ ก็คือ สร้างเนื้อสร้างตัวได้ดีกว่าเดิมจากที่เคยมีแค่เสื่อผืนหมอนใบ

“ทีนี้อยู่มาวันหนึ่งจีนจีบแกนึกอะไรขึ้นมาก็ไม่รู้ เกิดอยากหนีออกจากบ้าน ตอนนั้นก็แอบไปขโมยเงินทางบ้านเอามาก้อนหนึ่ง เสร็จแล้วก็ตัดสินใจเดินทางมากับกองเกวียนของพ่อค้าที่กำลังมุ่งหน้ามายังเมืองบุรีรัมย์ สมัยนั้นเรียกว่า เมืองแป๊ะ แกก็รอนแรมเรื่อยมากับเขา ค่ำไหนก็นอนนั่น

 

                   เหรียญอีแปะของจีนสมบัติอีกชิ้นของจีนจีบ

“จนมาถึงเมืองประโคนชัย สมัยนั้นเขาเรียก เมืองตลุง ที่เมืองตลุงนี่จะเป็นจุดพักของพวกพ่อค้า เขาจะพักเกวียนเพื่อขายของอยู่สองสามวัน จากนั้นจึงจะออกเดินทางต่อ แต่ยังไม่ทันจะได้ออกจากเมืองตะลุงฝ่ายญาติพี่น้องทางโคราชก็พากันตามมาทัน พอเจอตัวเขาก็เอาสตางค์คืนไปหมด เสร็จแล้วก็บอกให้เดินทางกลับบ้านพร้อมกัน

“ทางฝ่ายจีนจีบเอง คงจะด้วยความดื้อรั้นหรืออะไรก็ไม่รู้ แกก็บอกกับญาติพี่น้องที่ตามมาว่า ยังไง ๆ ก็จะไมขอกลับไปบ้านที่โคราชอย่างเด็ดขาด แต่จะเดินทางไปตั้งหลักอยู่ทำมาหากินที่เมืองแป๊ะ

“ฝ่ายญาติพี่น้องเมื่อเห็นว่าจีนจีบยืนยันแบบนั้นก็จนใจ ได้แต่บอกว่าถ้าไปถึงเมืองแป๊ะแล้วก็ให้ไปหาญาติพี่น้องชื่อนั้น ชื่อนี้ อยู่ตรงนั้น ตรงนี้ แล้วก็ให้เงินติดตัวไว้กินไว้ใช้จำนวนหนึ่ง

“มาอยู่เมืองแป๊ะช่วงแรกจีนจีบแกอาศัยอยู่กับญาติ ๆ บ้านอยู่แถวเรือนจำหลังเก่า ก็ทำมาหากินเหมือนคนอื่นทั่วไป จนกระทั่งได้มาแต่งงานอยู่กินกับยายมอญ คนบ้านบุลำดวน จึงได้พากันอพยพขยับขยายครอบครัวออกมาอยู่ที่บ้านบัว

“มาอยู่ที่บ้านบัว สองคนผัวเมียก็พากันบุกเบิกป่าดง ปลูกพริก ปลูกผัก ปลูกข้าว ต้มเหล้า เรื่องต้มเหล้านี่เป็นที่เลื่องลือเลยนะ แม่ของตาเคยเล่าให้ฟังว่า ทั้งเจ้าใหญ่นายโต นักเลง โจรผู้ร้าย ต่างก็พากันติดใจรสเหล้าของจีนจีบจนแกต้มแทบไม่ทัน ซึ่งบริเวณที่แกใช้เป็นที่ตั้งโรงต้มเหล้านั้น เขาเรียกกันมาจนถึงสมัยนี้ว่า ตระโม๊กเจ็นเบิ๊ดสรา (เนินคนจีนต้มเหล้า) สมัยเป็นเด็กจำได้ว่าตรงนั้นจะเป็นเนินดินสูงกว้างด้วย มีไผ่กอใหญ่ขึ้นจนรกครึ้ม

   

            เหรียญ ๕ สตางค์ ๑๐ สตางค์ร้อยไว้ในเข็มกลัดพวงใหญ่

“ทุก ๆ วันจีนจีบแกก็จะต้มเหล้าขาย ก็พอได้เงินมาเลี้ยงลูกที่มีอยู่ทั้งหมด ๗ คน แม่ของตาเป็นคนที่ ๕ ชื่อยายเวียง

“ทีนี้อยู่มาวันหนึ่งเป็นยังไงอีกไม่รู้ จีนจีบแกเกิดคิดถึงญาติพี่น้องที่อยู่เมืองจีนขึ้นมา ก็เลยบอกกับยายมอญผู้เป็นเมียว่า จะเดินทางกลับไปเมืองจีนเพื่อเยี่ยมญาติพี่น้องที่นั่น ถึงใครจะบอกกล่าวยังไงแกก็ไม่ฟัง ไม่นานแกก็ออกเดินทางโดยเอาลูกสาวชื่อยายอึ่ง ที่ตอนนั้นกำลังอยู่ในวัยเด็กน่ารักขึ้นหลังไปด้วยกัน 

“สมัยนั้นก็คงจะใช้เวลานานพอสมควร จนพากันไปถึงท่าเรือโน่นแหละ ไอ้จะเป็นท่าไหนก็ไม่รู้เหมือนกันนะ รู้แต่ว่าในระหว่างรอเรือที่จะไปเมืองจีน ก็ปรากฏว่าได้เจอกับคนรู้จักคนหนึ่ง คน ๆ นั้นก็เข้ามาหาจีนจีบที่กำลังอุ้มลูกน้อยอยู่ เสร็จแล้วก็บอกว่า จะไปไหน ? รู้ไหมว่าลูกเมียทางบ้านกำลังลำบากลำบน ลูกเต้าป่วยไข้จะเป็นจะตายอยู่แล้วทำไมไม่รีบกลับบ้าน

“ฝ่ายจีนจีบได้ฟังดังนั้นก็ลังเลใจ แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจอุ้มลูกน้อยเดินทางกลับบ้าน พอถึงบ้านด้วยความปลอดภัยแล้ว จากนั้นก็ตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากินเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานเรื่อยมา ไม่ได้ออกเดินทางไปไหนอีกจนกระทั่งตายอยู่ที่บ้านบัวนี่แหละ ส่วนลูกหลานรุ่นต่อมาก็พากันทำมาหากินไป อย่างเรื่องต้มเหล้านี่ลูกหลานหลายคนเก่ง ฝีมือดี ทำเป็นทั้งเหล้าสาโท เหล้าป่า สมัยนั้นทำไว้พอได้ขายได้กินเล็ก ๆ น้อย ๆ ทางการยังไม่เข้มงวดกวดขันเหมือนตอนนี้ ขวดหนึ่งไม่กี่สตางค์หรอกตอนนั้น

“ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ก็คือที่มาที่ไปของเรื่องคนจีนต้มเหล้า เท่าที่พ่อแม่แกเคยเล่าให้ฟังตอนสมัยเด็ก ๆ

 

โดย ชาวบ้านบัว

 

กลับไปที่ www.oknation.net