วันที่ พุธ กันยายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

1 กันยา พารำลึก


รำลึก พี่สืบ 19 ปี ที่ผ่านมา

DPP_0018

เมื่อวันในปฏิทินถึงวันที่ 1 กันยายน เมื่อไหร่ ก็อดคิดเล่น ๆ ไม่ได้ว่า วันนี้หากเราเดินถามเด็กหนุ่มสาว ที่ผ่านไปมา ถึงเรื่องราวของชายคนหนึ่ง ที่ชื่อ “ สืบ นาคะเสถียร ” ว่าพวกเขาเหล่านั้นจะรู้จักชายคนนี้หรือเปล่า อาจไม่ต้องรู้จักดีนัก ขอแค่บอกเราได้ว่า ผู้ชายคนนี้ คือใคร เท่านั้นก็อาจเพียงพอ

 เพียงแค่คิด อดก็รู้สึกไม่ได้ว่า คงจะน่าใจหาย ถ้าเขาหรือเธอเหล่านั้น มองตอบกลับมาด้วยสายตาว่างเปล่า และตามมาด้วยคำถามย้อนกลับว่า “ ไม่รู้สิครับ (ค่ะ) แล้วเขาเป็นใครล่ะครับ (ค่ะ) ”

 19 ปี คงเป็นอายุโดยประมาณของเด็ก หนุ่มสาว ที่พบเจอในวันนี้

19 ปี หากมองในแง่ของอายุ เราอาจคิดว่าไม่ได้มากมายอะไร

แต่หาก 19 ปี เป็นระยะเวลาที่เราได้สูญเสียบุคคลคนหนึ่งไป และชายผู้นี้เอง ที่เคยได้รับการโหวต ในกลุ่มของสามัญชน ที่คนทั่วไปในสังคมเสียดาย และอาลัยจากการจากไปของเขา มากเป็นอันดับสองของประเทศ (รองจากอันดับ 1 คือ หลวงปู่แหวน) จากการสำรวจประชามติเพื่อสะท้อนภาพรวมของสังคม การเมือง และวัฒนธรรมไทย ก่อนปี 2000 โดย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากความคิดที่ว่า ไม่นาน อาจกลายเป็นนานเกินไป ก็เป็นได้...

 19 ปีนับตั้งแต่ปีที่พี่สืบ นาคะเสถียร เสียชีวิตลงเมื่อ 2533 ชื่อเสียง และผลงานของ “สืบ” เป็นที่รู้จัก และเป็นที่ยอมรับ ทั้งในระดับประเทศและในระดับนานาชาติ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตัวตนของสืบ, การทำงาน รวมถึงผลงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง มีปรากฎอยู่ในสื่อที่หลากหลาย ทั้งหนังสือ เอกสารทางวิชาการ นิทรรศการ โดยเฉพาะทางเว็บไซด์ หลาย ๆ คนจึงรู้จัก สืบ , พี่สืบ หรือ ลุงสืบ (สำหรับเด็กรุ่นใหม่ ๆ) ผ่านสื่อต่าง ๆ  หรือหากว่าใครที่ยังไม่รู้จัก ก็สามารถทำความรู้จักกับผู้ชายคนนี้ จากช่องทางเหล่านี้ได้เช่นกัน

ข่าวกิจกรรมเดินรณรงค์ ไม่ซื้อ ไม่ล่า ไม่ค้า ไม่บริโภคสัตว์ป่า ของนักเรียน นักศึกษา อาสาสมัคร เยาวชน ประชาชน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และกลุ่มองค์กรต่าง ๆ เมื่องานรำลึก 19 ปี สืบ นาคะเสถียร วันครบรอบการเสียชีวิตของพี่สืบ นาคะเสถียร เมื่อ 1 กันยายน 2533 ทำให้อดดีใจด้วยไม่ได้ที่สังคมโดยรวมพยายามช่วย ๆ กัน ที่จะไม่ให้การล่าสัตว์ป่า ซื้อขายสัตว์ป่า กินเนื้อสัตว์ป่า เป็นเรื่องปกติธรรมดา และยอมรับกันได้อีกต่อไป หรืออาจเพราะข่าวการเปิบพิสดารส้มค่าง แหนมค่าง ร้าค่าง แหนมค่าง แหนมหมี เมื่อ 4 มิถุนายน ก่อนหน้าวันสิ่งแวดล้อมโลกวันเดียว ที่แถลงข่าวโดย นายเกษมสันต์ จิณณวาโส อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (อส.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ระบุว่า เมนูพิสดาร “ส้มค่าง-แหนมค่าง” ยังระบาดหนักในพื้นที่อุทัยธานี-นครสวรรค์ มีขายเกลื่อนตามตลาดเช้า กิโลกรัมละ 200 - 300 บาท

ในข่าวเผยต้นตอมาจากป่าห้วยขาแข้ง แฉส้มหมี หมีร้าก็มี ซึ่งที่มาของข่าวก็จากกรณีที่ชุดลาดตระเวนของ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ได้จับกุมผู้กระทำผิดพ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ที่ลักลอบเข้าไปล่าสัตว์ป่าในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง โดยยึดของกลางเป็นค่าง 2 ตัว พร้อมเนื้อค่างและกระดูกสับละเอียดรวมจำนวน 21 กิโลกรัม เมื่อวันที่ 25 พ.ค.ที่ผ่านมา ทั้งนี้จากการสอบสวนพบว่าเนื้อค่างดังกล่าว กำลังจะถูกนำไปแปรรูปเพื่อทำเป็นส้มค่าง และร้าค่างสำหรับการบริโภคเป็นอาหารที่นิยมรับประทานในกลุ่มชาวบ้านที่อพยพ มาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้ามาตั้งรกรากทำมาหากินในพื้นที่ใกล้เคียงกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วย ขาแข้งด้านตะวันออกและด้านตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ อ.ลานสัก อ.ห้วยคต และ อ.บ้าน ไร่ จ.อุทัยธานี อ.แม่วงก์ กิ่ง อ.แม่เปิน และกิ่ง อ.ชุมตาบง จ.นครสวรรค์ โดยพื้นที่ดังกล่าวนับว่าเป็นพื้นที่ล่อแหลมต่อการคุกคามสัตว์ป่าเนื่องจาก เป็นพื้นที่ป่าอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าหลายชนิดโดยเฉพาะค่างแว่นถิ่นเหนือที่อาศัยอยู่ จำนวนมากที่สุดในประเทศไทย

เท่าที่คลุกคลี ติดตามการทำงานของเจ้าหน้าที่ห้วยขาแข้ง จะมีการส่งชุดลาดตระเวน เข้าลาดตระเวนกดดันอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้มีการล่าสัตว์และกระทำผิดกฎหมายอื่น โดยการใช้เทคนิคการลาดตระเวนแผนใหม่ ที่มีเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ไม่ว่าจะเป็น การใช้อุปกรณ์ GPS มีการทำระบบฐานข้อมูลการลาดตระเวน ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังและต่อเนื่องทั้งการฝึกอบรม เสบียงเสื้อผ้า อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับชุดลาดตระเวน จาก สมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (WCS) ประเทศไทย

ทำให้แนวโน้มการล่าสัตว์ป่าลดลง และการกระทำผิดส่วนใหญ่จะพบมากบริเวณชายขอบป่าของพื้นที่ห้วยขาแข้งก็ตาม แต่จากสถิติพบว่า ตั้งแต่เดือน ต.ค.2551 – พ.ค.2552 มีจำนวนคดีด้านสัตว์ป่า 236 คดี และสามารถช่วยเหลือสัตว์ที่มีชีวิตอยู่ได้ 4,026 ตัว ส่วนใหญ่เป็นนก และลิ่น หรือตัวนิ่ม ซึ่งตัวลิ่นที่จับได้จะถูกลำเลียงส่งผ่านไปประเทศที่ 3 เพื่อนำไปบริโภคตามความเชื่อ ซึ่งในส่วนของการล่า ก็ยังมีทั้งกระทิง วัวแดง เก้ง กวาง หมี หมูป่า ค่างแว่น ตะกวด ฯลฯ ก็นับว่ายังมากอยู่ดีทั้งที่เรื่องเหล่านี้ไม่น่าจะมีอีกแล้วในปี พ.ศ. นี้ แต่ก็นั่นแหละนะ ข้อมูลจากการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ที่บอกว่าออกลาดตระเวนทุกครั้งก็เจอร่อง รอยการเข้ามาลักลอบล่าสัตว์ และการกระทำผิดทุกครั้ง จับได้บ้าง ไม่ได้บ้าง  คนใหม่บ้าง คนเดิมบ้าง แต่ก็มักจะพบซากสัตว์ที่ถูกล่าอยู่เสมอ นี่ยังไม่นับที่ไม่สามารถตรวจพบอีกเท่าไหร่ ข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์ ก็คงยืนยันได้ว่า 19 ปีที่ผ่านไป หลายสิ่งยังไม่ได้เปลี่ยนไป แม้โลกจะเปลี่ยนแปลง

p0103050652p1

image119-1

จากภาพถ่ายการจับกุมพรานที่เข้ามาลักลอบล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์ สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง พร้อมอาวุธและของกลางจำนวนมากที่เต็มไปด้วยซากเก้ง กวาง ค่างแว่นถิ่นเหนือ ส้มค่าง เนื้อรมควัน ตีนหมีและซากสัตว์ป่าอื่น ๆ เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม 2553 ที่ได้เห็นจากเจ้าหน้าที่ ทำให้ผมย้อนคิดไปถึงภาพถ่ายการจับพรานล่าสัตว์ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วย ขาแข้ง พร้อมอาวุธปืนและของกลางจำนวนมากที่เต็มไปด้วยซากเก้ง กวาง ค่างแว่นถิ่นเหนือ ส้มค่าง เนื้อรมควันและซากสัตว์ป่าอื่น ๆ รวมทั้งตีนหมี เมื่อปลายเดือนสิงหาคม 2533 ก่อนหน้าวันที่ 1 กันยายน 2533 วันที่ “สืบ นาคะเสถียร” ตัดสินใจสละชีวิตตัวเองเพื่อให้คนในสังคมไทย หันมาสนใจในชีวิตสัตว์ป่าและป่าห้วยขาแข้ง ภาพที่สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้พบเห็นและอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า สัตว์ป่าเหล่านี้ เป็นเจ้าของชีวิตและโลกใบนี้น้อยกว่าผู้ใด

19 ปีแล้ว ที่ภาพการไล่ล่าสัตว์ป่า ในผืนป่าที่ได้รับการยกย่องและยอมรับให้เป็นมรดกทางธรรมชาติแห่งแรกของ ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังคงวนเวียนซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า ไม่รู้จบ ตลอดเวลา 19 ปีที่ผ่านมา รวมถึงก่อนหน้านั้น จะด้วยเพื่อยังชีพ หรือ เป็นรายได้พิเศษ เป็นเมนูเด็ดในโอกาสพิเศษ หรือจะด้วยเหตุผลใด ๆ  สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ล้วนเป็นการกระทำที่สังคม ควรจะต้องแสดงออกอย่างจริงจังได้แล้วกระมัง ว่าไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดาสามัญ หรือบาปกรรมยังไม่ได้ติดปีก ไงก็ยังไม่เห็นกันทันตา ชีวิตสัตว์ก็ใช่ชีวิตคนซะที่ไหน โทษทัณฑ์ทางกฎหมายก็เลยยังไม่สามารถทำให้เข็ดหลาบ ยำเกรงกันได้ แล้วอะไรจะเป็นสิ่งที่จะทำให้ชีวิตของสัตว์ป่า ยังมีคุณค่า มีความหมาย ได้รับการเคารพ เฉกเช่นเดียวกับชีวิตอื่น ๆ อย่าให้สิ่งเหล่านี้ บั่นทอนความมั่นคงและความยั่งยืนของป่าห้วยขาแข้ง ลดทอนความน่าเชื่อถือของกฎหมาย ลดทอนเชื่อมั่นของเด็ก ๆ เยาวชนและผู้คนโดยทั่วไป ที่ตั้งมั่น ที่จะร่วมกันดูแล ปกป้อง อนุรักษ์ผืนป่า สัตว์ป่า ตามความเชื่อ ความศรัทธาต่อจิตวิญญาณและอุดมการณ์อนุรักษ์ของคุณสืบ นาคะเสถียรเลย

1 กันยายน 2553 เลยได้แต่น้อมจิตคารวะรำลึกพี่คุณสืบ นาคะเสถียร และภาวนาว่า การล่าสัตว์ป่า การกินเนื้อสัตว์ป่า การค้าสัตว์ป่า น่าจะไม่มีแล้ว หรือไม่ก็น้อยเต็มที หรือน่าจะหมดไปในวันนี้ วันพรุ่ง..ในป่าทุกที่ ชีวิตสัตว์ป่าจะยังคงเสรี มีชีวิต ทำหน้าที่ในระบบนิเวศป่าต่อไป โดยเฉพาะอุทัยธานี เมืองมรดกโลกทางธรรมชาติ ห้วยขาแข้ง ปีนี้คงเป็นปีที่ 20 สำหรับพี่สืบ ทีหลับไหลและยังไร้คนเหลียวแลกับสิ่งที่เฝ้าเพียรทำมาตลอดชีวิต จะมีอีกสักกี่คนเล่าที่จะรำลึกถึงพี่ ไม่ต้องขาดหวังจากหน่วยงานไหนที่จะคอยช่วยเหลือหรือยื่นมือเข้ามาช่วย นอกจากพวกเราทุกคนที่อาศัยแผ่นดินอันเป็นมรดกโลกที่พี่สืบต่อสู้มาจนได้เป็นทุกวันนี้  หลับให้สบายเถอะครับพี่ อย่างน้อยก็ยังมี ชาวโอเคเนชั่นชมรมพันตาทุกคน ยังรำลึกถึงพี่ และสำนึกบุญคุณของพี่ที่ทำต่อประเทศชาติ

โดย INDE

 

กลับไปที่ www.oknation.net