วันที่ พฤหัสบดี กันยายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

นาฬิกาทรายและเวลาใจของเรา (๒)


เธอคือเยาวมิตร                                                                                                       

ดวงแก้ว  กัลยาณ์
………………………………………………………………………………………………………

นาฬิกาทรายและเวลาใจของเรา (๒)

แดดเช้าของเดือนเมษายนฉายแสงอ่อนโยนอาบไล้ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ 
ทุกครั้งที่มาเยือนบ้านน้องอาร์ม สิ่งหนึ่งที่ฉันชอบทำเสมอคือ การนั่งมอง
ทุ่งหญ้าหน้าบ้าน  พระอาทิตย์ยามเช้าที่นี่สวย  และส่งพลังแก่ฉันเสมอ

ชมพูพันธุ์ทิพย์วัยแรกรุ่นผลิดอกอ่อนนุ่มน่าทะนุถนอม  ต้นไม้นี้คงเติบใหญ่
ในช่วงที่ฉันห่างหายจากบ้านหลังนี้ไป  เพราะหลังจากที่น้องอาร์มสอบได้ทุน
พสวท. (โครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยี) เข้าเรียนต่อที่คณะวิทยาศาสตร์ เอกวิชาคณิตศาสตร์ 
มอ.หาดใหญ่แล้ว  ฉันเองก็เดินทางขึ้นเหนือล่องใต้บ่อย ๆ รวมถึงการไปเป็น
อาสาสมัครสึนามิลงพื้นที่แถบ จ.ภูเก็ต พังงา และระนอง ในช่วงที่เป็นอาสา
สมัครนั้น  ฉันแทบไม่ได้พบ ‘เด็ก ๆ ของฉัน’ เลย  ยกเว้นก็แต่ลูกหมี--เราพบ
กันแวบหนึ่งที่วัดย่านยาว จ.พังงา  เพราะเธอก็ไปเป็นอาสาสมัครเช่นกัน

หลังจบโครงการสึนามิ ฉันกลับไปอยู่บ้านที่หาดใหญ่ วันเวลาของฉันล่วงผ่านไป
พร้อมกับการรินไหลของถ้อยคำ ในช่วงนั้น ฉันมุ่งมั่นต่อการเขียนนวนิยายมาก
แต่ก็ไม่ลืมแบ่งเวลาให้แก่เด็ก ๆ  ดังนั้นในยามว่าง ฉันจะนั่งรถสองแถวไปที่
มอ.หาดใหญ่เสมอ  ในรั้วมหาวิทยาลัยแห่งนี้มี ‘เด็กค่าย’ เรียนหนังสืออยู่หลายคน
รวมทั้งน้องอาร์มและลูกหมีด้วย

ณ ที่แห่งนี้ แม้การเรียนจะหนักหน่วง  แต่น้องอาร์มยังคงจัดสรรเวลาไปทำกิจกรรม
ที่รักเสมอ  ทำให้น้องอาร์มได้เรียนรู้ที่จะค้นหาความสุขจากภายใน ได้พบรุ่นพี่จาก
หลากหลายคณะที่มีใจแสวงหาในสิ่งเดียวกัน  พบครูบาอาจารย์ที่ช่วยเปิดโลกทัศน์
ให้จิตวิญญาณได้สัมผัสความจริงและสิ่งดีงาม  ที่นี่ได้หล่อหลอมให้น้องอาร์มเติบโต
ทั้งทางความคิด  สติปัญญา  และจิตใจ

นอกจากหนังสือของท่านติช นัท ฮันห์ แล้ว  น้องอาร์มยังศึกษางานของท่านพุทธทาสภิกขุ 
กฤษณมูรติ  วิศิษฐ์ วังวิญญู  รวมถึงโยสไตน์  กอร์เดอร์  ผู้เขียน ‘โลกของโซฟี’ อีกด้วย

ในช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัย  ฉันแทบไม่ต้องแนะนำหนังสือใด ๆ ให้น้องอาร์มอ่านเลย 
บางคราในยามที่เดินอยู่ในร้านหนังสือและพบหนังสือที่เหมาะกับเขา  เช่น ‘ผู้ชายที่หลงรัก
ตัวเลข’ ของพอล  ฮอฟฟ์แมน  หรือ ‘เดินสู่อิสรภาพ’ ของ อ.ประมวล เพ็งจันทร์  ฉันก็คิด
จะซื้อหนังสือเหล่านี้ให้  แต่ครั้นโทร.ไปถามว่ามีหรือยัง ก็มักได้รับคำตอบว่ามีแล้ว
อ่านจบแล้วเสมอ ในทางกลับกัน ตัวฉันเองก็ได้รับหนังสือดี ๆ เป็นของขวัญจากน้องอาร์ม
บ่อย ๆ

ตอนเรียนปีสุดท้าย น้องอาร์มในฐานะพี่ใหญ่ในโครงการ พสวท.  จัดให้มีกิจกรรมเข้าค่าย
“การศึกษาและมิติจิตใจ”  เพื่อให้นักศึกษาในโครงการ พสวท. ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญของ
ประเทศทางด้านวิทยาศาสตร์ ได้มีความเข้าใจต่อชีวิตอย่างลุ่มลึก  ฉันได้รับเชิญให้
ไปร้องเพลงและบอกเล่าประสบการณ์ในการค้นหาตัวเอง  รวมถึงความมุ่งมั่นในการฝึกฝน
ที่จะเป็น ‘นักเขียน’ ตามที่หัวใจใฝ่ฝัน

ฉันมีความสุขมากที่ได้รับเชิญไปในค่ายที่ ‘เด็ก ๆ’ เป็นผู้สร้างสรรค์โครงการ  เพราะเวลา
ที่อยู่ในค่ายวรรณกรรมกับพวกเขา  ฉันก็แอบหวังว่าสักวันหนึ่งบางแววตาครุ่นคิด บางแววตา
สดใส หรือบางแววตามุ่งมั่นเหล่านี้ จะเปล่งประกายเจิดจ้าสร้างสรรค์ค่ายของตัวเองขึ้นมา 
และน้องอาร์มก็ทำให้ฉันไปนั่งยิ้มอย่างมีความสุขยามที่มองเขาทำกิจกรรมอยู่ในค่าย

และค่ายนี้เองที่ช่วยให้น้องนักศึกษาปี ๓ คนหนึ่ง กล้าเปิดเผยหัวใจตัวเองว่า แท้แล้วเขา
มิได้รักในวิชาคณิตศาสตร์ (แม้ว่าจะเรียนได้ดีก็ตาม)  ค่ายนี้ได้เปลี่ยนเส้นทางชีวิตให้แก่
หัวใจดวงหนึ่งที่ค้นพบ ‘ความเป็น’ ที่แท้จริงของตัวเอง วันที่น้องคนนี้เรียนจบปริญญาตรี 
ฉันก็ได้ไปแสดงความยินดีแก่เขา  ฉันมองเห็นดวงหน้าที่แจ่มใส  และสัมผัสได้ถึงพลัง
ในดวงตาคู่นั้น  เขาเคยบอกฉันว่าอยากทำงานช่วยเหลือคนยากคนจน  ปัจจุบันน้องคนนี้
กำลังเรียนต่อปริญญาโท  คณะรัฐศาสตร์  ม.ธรรมศาสตร์ 

ฉันกับน้องอาร์มคิดเหมือนกันว่า ในการทำค่ายหนึ่ง ๆ หากกิจกรรมต่าง ๆ ได้ช่วยให้ใคร
สักคนค้นพบตัวเอง  พบคำตอบที่นำมาซึ่งความสุขและก่อให้เกิดปัญญาในการดำเนินชีวิต 
แม้จะมีเพียงหนึ่งคนในร้อยคน--ก็เพียงพอแล้วสำหรับแรงกายแรงใจที่เราได้ทุ่มเทไป 
และความอิ่มใจนั้นจะหล่อเลี้ยงให้เรามีพลังที่จะทำสิ่งนี้ต่อไป

แดดสายสาดแสงจ้าลามไล้มาถึงระเบียง  ฉันเปิดประตูเดินเข้าบ้าน  เสียง ‘เด็กค่าย’
สนทนากันเจี๊ยวจ๊าว  ลูกหมียืนเอียงคออยู่หน้าชั้นหนังสือ ในมือมีหนังสือที่เลือกไว้แล้ว
เล่มหนึ่ง  เวลามาที่บ้านน้องอาร์ม  เราแทบทั้งกลุ่มจะต้องยืมหนังสือกลับไปอ่านกันทุกครั้ง
 
ช่วงสงกรานต์ปีนี้ เรานัดพบกันที่บ้านน้องอาร์ม  มีน้องค่ายบางคนที่ไม่ได้พบกัน ๖-๗ ปี
โชคดีที่ปีนี้ได้กลับมาพบกันอีกครั้ง  ฉันนั่งมองเด็ก ๆ ที่เติบโตทำงานทำการกันแล้ว
เป็นส่วนใหญ่  บางคนก็กำลังเรียนต่อปริญญาโท  ปริญญาเอก  ขณะที่ตัวฉันยังคงเป็น
นักเขียนจน ๆ ที่แก่ตัวลงทุกวัน  แต่ฉันก็ยังยิ้มได้และมีความสุขเสมอเมื่ออยู่ท่ามกลาง ‘
สวนดอกไม้’ ที่แสนงดงามนี้.
 


โดย ศูนย์สื่อสังคมภาคใต้

 

กลับไปที่ www.oknation.net