วันที่ ศุกร์ มิถุนายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

แม่ฮ่องสอน อ่อนละมุน 1: ลาความวุ่นวาย ทักทายง่าย-งาม


"ขอบคุณที่โลกหมุน และคุณยังมีฝัน
เราจึงมาพบกัน ให้ความฝันได้เจือใจ
ขอบคุณที่โลกกว้าง มีที่ว่างให้เท้าไป
มีถนนให้เดินไกล ให้หัวใจได้โบยบิน"

...เคยมั้ย? ที่คุณได้มี "โอกาส" ไปสัมผัสพบเจอกับสถานที่ และเรื่องราวดีๆ แล้วรู้สึกเต็มสุขอย่างที่สุด จนความสุขนั้นแผ่ซ่านกลายเป็นอาการที่อยากจะส่งต่อ หรือแบ่งปันไปให้คนอื่นๆ บ้าง เคยหรือเปล่า?…ที่คุณรู้สึกปลื้มอกปลื้มใจ กับโอกาส (ที่อาจจะเล็กขี้ประติ๋วสำหรับใครๆ) แต่สำหรับคุณมันมีค่าและความหมายเป็นที่สุด ตามมาติดๆ ก็คือคำขอบคุณบุคคล สถานที่ และอะไรต่อมิอะไร ที่ทำให้คุณได้รับ “โอกาส” นั้นๆ …นั่นหละ ฉันยกเอาบทกวีชิ้นนี้ขึ้นมา เพียงเพราะอยากจะบอกว่า "ขอบคุณ" จริงๆ สำหรับทุกๆ สิ่งที่ "แม่ฮ่องสอน" ได้มอบให้เรา…นักท่องเที่ยวตัวเล็กๆ กับที่สุดของสุดยอดความตรึงใจที่ "ปางอุ๋ง" หรือ "หมู่บ้านรวมไทย"...พื้นที่แอ่งกระทะที่เป็นเหมือนสวรรค์บนดิน ซ่อนตัวอยู่อย่างง่าย-งาม ในเมืองสามหมอก !

เมืองหมอกสามฤดู หรือ แม่ฮ่องสอน อาจไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวที่โดดเด่นเป็นดินแดนในฝันของใครมากมายนัก และด้วยความยากในแง่ของระยะทาง-เวลาในการเข้าถึง เมืองนี้ จึงยังคงมีความงดงามแบบที่ไม่ช้ำชอกกับมือนักท่องเที่ยวมากนัก (สำหรับปาย อาจเป็นกรณียกเว้นบ้าง) ส่งผลให้เสน่ห์ความงามที่เป็นธรรมชาติที่สุด, เรียบง่ายที่สุด และ บริสุทธิ์ที่สุด จะยังคงมีให้เห็นอยู่ ระยะเวลาการศึกษาค้นคว้าข้อมูลล่วงหน้าราวๆ หนึ่งเดือน และ ระยะเวลาที่ไปฝังฝากชีวิตไว้ที่เมืองแห่งนี้หนึ่งอาทิตย์…กลับมาทบทวนแล้วกระซิบกับชีวิต ว่า "คุ้มสุดคุ้ม"

บอกลาความวุ่นวาย…ทักทายความง่าย-งาม

กว่าจะถึงแม่ฮ่องสอน หลังจากตกลงปลงใจว่าจะ "หนีร้อน ไปพึ่งเย็น" กันที่จังหวัดที่เราไม่เคยรู้ข้อมูลอะไรเลย นอกจากว่า เป็นจังหวัดทางภาคเหนือ, เดินทางไปยาก, มีโค้งเยอะ และ ฉายา เมืองสามหมอก…เท่านี้เอง ที่เรารู้ …เท่านี้จริงๆ…เราต่างช่วยกันทำตัวเป็นนักค้น นักสงสัย เจอคำว่าแม่ฮ่องสอนที่ไหน ต้องกระหายหิว ไปถามไถ่ไล่เจาะข้อมูลกันอุตลุด

ทั้งเว็บไซต์, หนังสือ, และการสอบถามจากคนนั้นคนนี้ (รวมทั้งเจ้าหน้าที่ ททท.) เราก็เริ่มไปจองตั๋วรถทัวร์ ด้วยความที่อยากไปเผชิญ1,864 โค้งแบบถึงรสถึงชาติ ราคาตั๋วห้าร้อยกว่าๆ (จองล่วงหน้าราวๆ เดือนนึง คนขายตั๋วทำท่างงงัน ประมาณว่า ไม่เคยมีใครจองนานขนาดนี้) จากนั้นก็หาซื้ออุปกรณ์ต่างๆ เยี่ยงนักเดินทางอาชีพ เป้ที่ดูเล็กไป ก็ไปหาใบใหญ่มาเพิ่ม สารพัดจัดหา ราวกับว่า จะไปอยู่ป่าดงดิบ เตรียมอุปกรณ์เสร็จสรรพ ก็จัดแจงโทรจองที่พัก (ก็ข้อมูลที่พักน่ะ อยู่ในพุงเราหมดแล้ว) จากนั้นก็นับวันรอ ทำไงได้ล่ะ ก็กรุงเทพฯ น่ะร้อนสุดร้อน เราก็อยากไปพักผ่อนที่อากาศเย็นๆ น่ะสิ มิหนำซ้ำ พวกเราก็เป็นคนทำงานในแวดวงสื่อ –เทคโนโลยี และจำเจอยู่กับชีวิตเมืองแบบที่แสนจะสับสน มีหรือจะไม่โหยหาอะไรที่ Back to the Origin อย่างธรรมชาติสะอาดเอี่ยม!

เย็นวันเดินทาง ชีวิตชุลมุนกันนิดหน่อย แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม หลังจากขึ้นรถทัวร์แล้ว ราวๆ สิบกว่าชั่วโมง เราก็มาถึงแผ่นดินเมืองสามหมอกจนได้ ประทับใจที่จอดรถทานอาหารที่สลกบาตร นครสวรรค์มาก มีข้าวต้มกุ๊ยหอมกรุ่นและกับข้าวฟรีๆ ให้เรากิน ซึ่งตอนแรกเราก็ไม่รู้เกือบหน้าแตกจ่ายเงินเขาไป นอกจากนี้ เรายังได้เจอบรรยากาศการฉายหนังกลางแปลงด้วย รู้สึกจะเป็นเรื่อง The Scorpion King เรียกว่า ได้เก็บตกอะไรน่ารักๆ ระหว่างทางเหมือนกัน อย่างไรก็ตาม การเดินทางของเราค่อนข้างยาวนานกว่าปกติ เนื่องจากรถต้องเปลี่ยนยางกระทันหัน แถวๆ ร้านที่อำเภอฮอด ลุ้นกันแทบขาดใจ (ยังกับในหนัง บนรถทัวร์ที่เรานั่งไป มีคนทุกเพศทุกวัย เด็ก, วัยรุ่น, หนุ่มสาว, คนแก่ หลากอาชีพอีกต่างหาก พระก็มี ทหารก็มี เรานั่งอยู่ระหว่างทหารกับพระ ดูปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวงดีแท้ๆ)

เป้าหมายของเราคืออำเภอเมือง แต่รถก็แวะจอดให้ยืดเส้นยืดสายกันที่อำเภอแม่สะเรียงด้วย พอเหยียบแผ่นดินแม่ฮ่องสอน ก็พบว่า มีดอกบัวตองสีเหลืองสดกระจายขึ้นอยู่ทั่วไป นี่ถ้าเห็นเป็นทุ่ง ความสวยงามจะละลานตาถึงเพียงไหน



รถจอดนิ่งสนิทส่งเราที่อำเภอเมือง มองไปบนฟ้า แสงแดดจัดจ้าเหลือใจ อากาศร้อนกว่าที่คิด แบกเป้อย่างทุลักทุเล (แบกไปก็นึกถึงฝรั่ง backpacker ทั้งหลาย เห็นเค้าแบกเป้กันตัวปลิว ทีเรา แบกไปก็กลัวว่าน้ำหนักเป้จะทำให้ความสูงที่ไม่ค่อยสูงอยู่แล้ว ของเรา หดสั้นลงไปอีก) เดิน เดิน และ เดิน ในที่สุดเราก็ถึงแม่ฮ่องสอนฮิลล์ ที่พำนัก ที่โทรจองแล้วตั้งแต่อยู่กรุงเทพฯ ร่มรื่น กะทัดรัด ราคาประหยัด และอยู่ในทำเลที่พอเหมาะ อย่างยิ่งในการเดิน (ทาง) ไปไหนมาไหน โดยเฉพาะการที่อยู่ติดทางขึ้นพระธาตุดอยกองมู (ชื่อเดิม "วัดปลายดอย" ปูชนียสถานคู่เมือง) และอนุสาวรีย์พระสีหนาทราชา (ชื่อเดิม "ชานกะเล" ชาวไทยใหญ่ที่ได้รับสถาปนาเป็นเจ้าเมืองคนแรกแม่ฮ่องสอนคนแรก) ทำให้เรารู้สึกเป็นสิริมงคลและอุ่นใจอย่างประหลาด


พูดคุยกับเจ้าของที่พักพอหอมปากหอมคอ ลูบเนื้อลูบตัวพอคลายหายเหนื่อย เราก็ออกเดินสำรวจเมืองสามหมอก ซึ่งเป็นเมืองที่เล็กและดูสุขสงบจริงๆ ฝากท้องไว้กับร้านบะหมี่เกี๊ยวรสดีที่มีคนมาอุดหนุนไม่น้อย ผ่านเรือนไม้ทรงสูงหลังเล็ก ที่ชื่อ "กาดเจ้าฟ้า" สวยเด่นเป็นสง่า ซึ่งฉันตั้งใจว่า ก่อนกลับยังไงต้องชักรูปเอาไว้ดูซักหน่อยน่า... เดินเรื่อยต่อไป เข้าสู่ตลาด ซื้อกล้วยทอด ไข่นกกระทา แวะเซเว่น ซื้อน้ำซื้อท่า เดินแวะเวียนสำรวจตลาด จากนั้นก็เดินตัดลัดเลาะมาจนถึงบริเวณหนองจองคำ สวนสาธารณะที่มีหนองน้ำธรรมชาติสวยหยอกใคร เดินเล่นไปจนถึงวัดจองคำ วัดเก่าแก่ฝีมือช่างโบราณที่งดงามแปลกตาด้วยศิลปะไทยใหญ่ หลังคาวัดเป็นรูปปราสาท มีวิหารหลวงพ่อโต ซึ่งเป็นศิลปะที่พบเห็นได้ไม่ง่ายนัก ถ่ายรูปโน่นนี่ แล้วเดินข้ามมาฝั่งวัดจองกลาง ซึ่งอยู่ติดกัน ที่นี่มีภาพวาดบนแผ่นกระจกสวยๆ ตุ๊กตาไม้แกะสลักหลากรูปแบบ รวมทั้งภาพวาดและคำบรรยายภาษาพม่ามากมาย บริเวณลานวัดและลานหนองจองคำ มีชาวเขาสำเนียงไม่มีตัวสะกดมาขายของที่ระลึกมากมาย พวกเราได้ซองใส่โทรศัพท์มือถือกันคนละซอง คนขายท่าทางใจดีทีเดียว เรารู้สึกอิ่มใจ กับการกระจายรายได้ เล็กๆ น้อยๆ



สองเท้า ยามาก้าว ทำทำพวกเราเหนื่อยใช่เล่น การนั่งรถมานานเกือบยี่สิบชั่วโมง ทำเราเพลียอยู่เป็นทุนเดิม แต่ความคึกที่มีอยู่ทำให้เราตัดสินใจเดินสำรวจเมืองทันทีโดยที่ยังไม่ได้ผ่อนพัก มองหน้าสายตาเหนื่อยอ่อน กลับไปพักเอาแรงสักนิด…แล้วเราจะขึ้นไปพิชิตความสูง ไปปล่อยโคมน้อย…ที่พระธาตุดอยกองมูกันนะ ค่ำนี้!

..... จบตอนที่ 1 จ้า .....

คำ: จันทร์เพ็ญจ้า
ภาพ: บัคจังน้อย

โดย จันทร์เพ็ญ_จันทนา

 

กลับไปที่ www.oknation.net