วันที่ ศุกร์ มิถุนายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

แม่ฮ่องสอน อ่อนละมุน 3: ตลาดเช้า โจ๊ก รถโดยสาร จนถึง "บ้านรวมไทย"




เช้าแรก ณ ที่พำนักเล็กๆ แต่ทว่าร่มรื่นที่เชิงดอยแห่งเมืองสามหมอก ฉันตื่นขึ้นมา เพราะเสียงปลุกของบัคจัง อากาศกำลังน่านอน และเวลาก็ราวๆ ตีห้านิดๆ อยากนอนต่อใจจะขาด แต่ภารกิจของนักเดินทาง ยังรออยู่ เอาน่า…เพื่อความภาคภูมิใจในเอกราช และความเสียสละของบรรพบุรุษไทย…เราต้องตื่นเพื่อไป "ตลาดเช้า" (เหตุผลเกี่ยวกันมั้ยเนี่ย)

ตะล้อกต๊อกแต๊กมาตามทาง จากที่พักถึงตลาด เดินเล่นเย็นๆ ใจ พอให้อาการง่วงถูกจองจำ เราะแวะเข้าไปเซเว่น เนื่องจากสาวนักข่าวต้องการจะซื้อหวี มองไวๆ เห็นเพชรทาย นายตำรวจหนุ่ม ได้เครื่องดื่มอุ่นๆ หอมกรุ่นๆ มาหนึ่งแก้ว…เมื่อเรียบร้อยแล้วก็เดินต่อ!

ไม่นานเท่าไหร่ เท้าคู่ใจก็พาเรามาหยุดอยู่ที่ตลาดเช้าที่คึกคักและมีสีสันอย่าบอกใคร (ม.ร.ว. ถนัดศรี เคยว่าไว้ ว่า ไปเมืองไหน แล้วได้ไปเดินตลาดเช้า จะเห็นวิถีบางอย่างที่แท้ๆ และงดงามเป็นเอกลักษณ์ที่สุด) ธีเปรยว่าอยากตักบาตร เพราะรู้สึกห่างหายไปนาน ฉันในฐานะคนใกล้วัด (ฟังดูชราๆ ยังไงพิกล) รีบอาสาขอเป็นพรีเซ็นเตอร์ ทำการพรีเซ็นท์การตักบาตรตามสมัยนิยมทันที ซื้ออาหารใส่บาตรกันคนละชุด ถอดรองเท้า นั่งไหว้แล้วก็บรรจงนำของใส่ลงในบาตร เสร็จสรรพพระท่านก็ให้ศีลให้พร รู้สึกบุญซึมซาบอาบหัวใจ จริงๆ ก่อนที่เราจะตักบาตรก็มีคนอื่นๆ ตักอยู่ก่อนแล้ว รวมถึงชาวต่างชาติคู่หนึ่ง ที่ตักบาตรไป ถ่ายรูปไป ได้บรรยากาศไปอีกแบบ


อิ่มโจ๊ก...อิ่มใจ


ตามข้อมูลที่ศึกษามา เกจิทั้งหลายให้การว่า ถ้ามาแม่ฮ่องสอนแล้วไม่ได้กินโจ๊กเสวยตอนรุ่งอรุณ ดั่งว่ามาไม่ถึง เราหรือก็นักกินผู้ยิ่งใหญ่ (มากับสโลแกน "เรื่องกินเรื่องใหญ่ เรื่องตายเรื่องกลาง เรื่องติดตะรางเรื่องเล็ก" ) มีหรือจะกลับบางกอกไปโดยมิได้ลิ้มรสโจ๊ก ร้านอยู่ในตลาดสด ลูกค้าแน่นขนัด ดูปร๊าดเดียวก็รู้ว่า มีทั้งขาจร ขาประจำ (แต่พวกเราเป็นขาโจ๋ เพราะไปถึงก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบสั่งโจ๊กใส่ไข่มากระแทกปากทันที) บัคจังบอกว่าอยากกินปาท่องโก๋ เพราะโจ๊กกับปาท่องโก๋สำหรับบัคจัง คืออะไรที่เข้ากั๊นเข้ากันเป็นที่สุด…ฤาจะเป็นด้วยกุศลจากตักบาตรเมื่อตะกี๊ ไม่กี่นาทีที่บัคจังเปรยกับดินฟ้าอากาศ ฟ้าก็ส่งคุณลุงคุณป้าคู่หนึ่งเข้ามา  นั่งโต๊ะเดียวกับเรา (เพราะร้านแน่นมาก ที่นั่งก็ต้องแบ่งๆ กันไป) อะไรไม่สำคัญเท่ากับ อีกประเดี๋ยวเดียวก็มีคนวิ่งเอาถุงปาท่องโก๋ตามมาให้คุณลุงคุณป้า…และฉันก็ไม่แน่ใจว่าบัคจังออกอาการอะไรจนสายตาผู้ใหญ่จับได้หรือเปล่า เพราะพอสั่งโจ๊กเสร็จ คุณป้าก็เชิญชวนเราร่วมวงไพบูลย์ กินปาท่องโก๋ร่วมสาบาน…ทันที

รักษาท่าทีสุภาพอยู่พักนึง ฉันก็สังเกตว่าบัคจังเอื้อมมือไปหยิบปาท่องโก๋มาแกล้มโจ๊กท่าทางสบายอุราเป็นที่ยิ่ง คงจะเห็นว่า ขัดผู้ใหญ่เป็นสิ่งไม่ดีก็เป็นได้ เด็กอะไร...นิสัยดี อ่อนโยนและเชื่อฟังผู้ใหญ่เป็นที่หนึ่ง!



บทสนทนาของคนแปลกหน้าเริ่มขึ้น คุณลุงคุณป้าเล่าให้เราฟังว่า คนขายโจ๊กเนี่ย ไม่ธรรมดานะ เป็นคนที่พอร่ำพอรวยแล้วก็ตอบแทนท้องถิ่น ช่วยเหลืองานกุศลต่างๆ มากมาย อย่างวันที่เราไปกินนั้น เขาก็กำลังจะไปสร้างโรงเรียนให้เด็กยากไร้กัน ฟังแล้วอิ่มทั้งโจ๊ก อิ่มทั้งใจจริงๆ…

ว่าด้วย ชื่อ "โจ๊กเสวย" คุณลุงคุณป้าก็เล่าให้ฟังว่า เป็นชื่อที่สมเด็จพระราชินีทรงพระราชทานให้ และพระบรมวงศานุวงศ์ทั้งหลายก็ทรงโปรดฯ มาเสวยโจ๊กที่นี่กันเป็นนิจสิน เรียกว่า ถ้าหากเจ้านายเสด็จมาแถวนี้ ก็จะมีถวายโจ๊กเสวยกันหละ (ข้อมูลนี้ เท็จ-จริงอย่างไร ยกให้เป็นเครดิตของคุณลุงคุณป้าปาท่องโก๋นะเจ้าคะ)…อย่างไรก็ตาม ฟังแล้วเราก็รู้สึกเป็นปลื้มแทน นึกถึงกลอนสุนทรภู่ "อันความรู้รู้กระจ่างแต่อย่างเดียว แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดโจ๊กเสวย"...

กินโจ๊กเสวย (แอบเปรียบเปรยกับโจ๊กสามย่าน แต่ไม่บอกละกัน ให้ไปเลือกชิมเอง ชอบเอง ตามอัธยาศัยนะคะ) แล้วเราก็เดินเล่นต่อ เห็นตลาดมีพืชผักหน้าตาแปลกๆ ขายอยู่หลายอย่าง ตอนนั้นก็ทำท่าสนใจ ถามไถ่ชื่อมาหลายอย่าง…ตอนนี้กลับมาอยู่บางกอก ลืมชื่อหมดแล้ว ทำไมอยู่เมือง แล้วความจำสั้นขนาดนี้ อนิจจา... ที่แน่ๆ กระเพราะเราไม่เหงาหลับแน่นอน เพราะเลี้ยงกันต่อด้วยซี่โครงหมูตะไคร้ ที่กลิ่นแสนจะเย้ายวนใจ และรสชาติก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ปิดฉากอาหารเช้าด้วยขนมครกหวานหอม ทั้งหมดของความอร่อยนี้ ซื้อหาได้ในราคาและคุณค่าที่ร้านฟาสต์ฟู้ดในเมือง...ให้ไม่ได้

ชมชีวิตสดๆ ในตลาดสดๆ ตอนเช้าๆ แล้วก็แว้บเข้าไปชมความงามของวัดหัวเวียงซักหน่อย วัดนี้โดดเด่นตรงที่เป็นที่ประดิษฐานของพระเจ้าพาราละแข่ง พระพุทธรูปทรงเครื่องที่จำลององค์จริงจาก เมือง มัณฑะเลย์ ของพม่า สร้างเป็นท่อนเก้าท่อน ล่องตามน้ำปายมาแล้วจึงประกอบทีหลัง จำได้ว่า ฟ้าวันนั้น สีสันสวยเหลือใจ (อยู่กันไปนานๆ ฉันเลยเริ่มหัดเป็นคนสังเกตสีของฟ้าตามธีไปด้วย คล้ายๆ ที่ตอนเด็กๆ เรานั่งเรียนหนังสือกับเพื่อนคนไหน ก็มีแนวโน้มจะลายมือคล้ายกัน)

บัคจังกระจองอแง บอกว่า ดูวัดยังไม่จุใจ ก็แม่ฮ่องสอนน่ะ วัดสวยๆ เยอะจะตาย สุดท้าย เราก็เลยเดินเตร่มาที่วัดก้ำก่อต่อ ระหว่างทาง บัคจังถ่ายรูปป้ายอำเภอแม่สะเรียง (ในสถานที่ของอำเภอเมือง) ไว้รูปนึง สวยดี ฝีมือไม่เบาจริงๆ...



ที่วัดก้ำก่อ ซึ่งในภาษาไต แปลว่าดอกบุนนาคนั้น เราได้เห็นอะไรสวยๆ ไม่น้อย วัดนี้ นัยว่า มีตำราภาษาและประวัติศาสตร์ไทยใหญ่กับเจ้าอโนธรามังช่อด้วย เดินข้ามถนนไป ก็ไปถึงวัดพระนอน ที่อยู่ติดทางขึ้นพระธาตุดอยกองมู ระหว่างทาง มีสาวญี่ปุ่นหน้าใสมาถามทางเรา ว่าจะขึ้นพระธาตุดอยกองมูไปทางไหน เราเลยทำหน้าที่เป็นคนไทยใจดี พอไปชี้ถึงจุดเกิดเหตุ เธอทำท่าขอบอกขอบใจ (ฉันพยายามพูดญี่ปุ่นด้วย แต่ความรู้หดหายไปหมด สุดท้ายก็ต้องใช้ภาษาอังกฤษ) เพชรทายชมยกใหญ่ว่าเธอกล้าดี ที่เดินทางเที่ยวคนเดียว ถ้าเป็นคนไทยคงไม่เห็นง่ายๆ สาวนักข่าวเออออเห็นด้วย

ที่วัดพระนอนซึ่งประวัติเล่าว่าพระนางเมียะ ภริยาของเจ้าพระยาสิงหนาทราชาเป็นผู้สร้าง มีสิงโตปั้นขนาดใหญ่สองตัว สวยงามทีเดียว ในวัดยังมีพระนอนองค์ขนาดสิบสองเมตรอยู่ด้วย (จะว่าไปแล้ว ชื่อ "วัดพระนอน" เนี่ย มีให้เห็นเยอะจริงๆ ในประเทศไทย ฉันจำได้ว่า ที่อยุธยาก็มี, สุพรรณก็มี)



สุภาพบุรุษ รั้วของชาติ หมู่ไพรัช ของหมู่บ้านไทยใหญ่

ราวเก้าโมงเช้า เราเดินกลับที่พัก พบสิ่งมหัศจรรย์....

หมู่ไพรัช...สุภาพบุรุษทหารมานั่งคอยเราที่หน้าบ้านของแม่ฮ่องสอนฮิลล์ กำลังคุยออกรสกับคุณลุงอุทิศ เจ้าของสถานที่ เขาเอามอเตอร์ไซค์มารับเราไปท่ารถในตลาด ...โอ้โห น้ำใจทหารไทย พวกเรางุนงงและตื้นตันเป็นที่สุด เรื่องของเรื่อง คือตอนที่เราอยู่กรุงเทพฯ ได้โทรมาที่ปางอุ๋งก่อน บอกว่าจะมาพักราววันที่เจ็ดถึงแปด หมู่ไพรัชเป็นคนรับสาย เขาถามเราว่าจะมาพักที่ไหนก่อน เราบอกสถานที่ไป เขาบอกเบอร์มือถือมาให้เรา แล้วจู่ๆ เขาก็มาดูแลเรา มารับเรา เพื่อให้เราเดินทางได้คล่องขึ้น...พวกเราขอบคุณและซาบซึ้งเป็นที่สุด

ธีแวะไปเอาผ้าที่ส่งซักไว้เมื่อวันก่อน เห็นเปรยให้ฟังว่าคนที่ร้านซักรีดอัธยาศัยดีมากๆ จะว่าไปแล้ว มาที่นี่ เราเจอคนน่ารักๆ ใจดีๆ มากมายจริงๆ... แต่เดี๋ยวก่อน หลังจากนี้จะมีคนน่ารักๆ ปรากฏตัวขึ้นมากมาย...เป็นคนที่เรารู้สึกอยากเก็บประทับไวกับใจจริงๆ

หมู่ไพรัชมีบ้านอยู่ในเมือง แวะมาดูเรา มารับเราไปส่งท่ารถแล้วก็กลับไปทำภารกิจต่อ ที่ท่ารถสองแถวสีเหลือง เราได้พบชาวบ้านอีกสองสามคน และกระเป๋ารถเป็นสาวใหญ่หน้าตาสวยสะ เธอเป็นชาวไทยใหญ่แท้ๆ ที่พบรักกับนายดาบทหารบนดอย แน่นอนที่สุด สารถีที่ขับรถให้เราก็เป็นทหาร (ไม่แน่ใจว่าปัจจุบันยังเป็นอยู่หรือไม่) เรารู้สึกว่านี่เป็นการเดินทางแบบติดดิน แบบรากหญ้า แบบสัมผัสชีวิตที่จริงแสนจริง...อย่างที่สุด

ไม่นานนัก รถก็ออกเดินทาง ระยะทางจากตัวเมืองแม่ฮ่องสอนถึงหมู่บ้านรวมไทย หรือปางอุ๋งนั้น ราวๆ สี่สิบกิโลเมตร แต่ด้วยภูมิประเทศที่มีสูงๆ ต่ำๆ ทำให้เราก็มีอาการมึนๆ อยู่เหมือนกัน ฟังสำเนียงการพูดจาของคนในรถไม่ค่อยจะเข้าใจ แต่รู้สึกได้ว่า พวกเขาทุกคน มีความสุขดี...และที่สำคัญ ทุกๆ ใบหน้าเหล่านั้น เราเห็นความ "ซื่อใส" แบบไร้มายาปรุงแต่งจริงๆ

รถวิ่งมาสักพัก ก็ต้องหยุด เนื่องจากมีเด็กตัวน้อย หัวกลมๆ วิ่งมาโบก สุดท้ายรถสองแถวก็เลยต้องแวะเข้าซอยเล็กๆ เพื่อไปรับครอบครัวที่มีเด็กกำลังป่วย เพื่อไปส่งที่สถานีอนามัย ซึ่งเป็นทางผ่านพอดี สำหรับเรา แม้จะทำให้การเดินทางล่าช้า แต่ก็ไม่ได้หงุดหงิดอะไร...เพราะสำหรับเราแล้ว "เสน่ห์ของการเดินทาง ไม่ได้อยู่ที่ ‘ปลายทาง’ เท่านั้น แต่สิ่งที่อยู่ ‘ระหว่างทาง’ เองก็มีคุณค่า และไม่น่ามองข้าม"



เรื่อยๆ มาตามทาง ด้วยฝีมือการขับที่ชำนาญพื้นที่ ฉันต้องพึ่งพิมเสนน้ำ และยาหม่องอยู่เหมือนกัน ชาวบ้านเริ่มทยอยลงไปทีละคนๆ จนสุดท้าย รถทั้งคันก็เหลือแต่คนขับ, กระเป๋ารถ และพวกเรา นักเดินทางหน้าใหม่อย่างเรา ลุ้นกันน่าดู  "หมู่บ้านรวมไทย หรือ ปางอุ๋ง" สถานที่ที่แม้แต่เจ้าหน้าที่ ททท. ก็ยังไม่ค่อยมีข้อมูล...จะเป็นอย่างไรกันนะ เราเดินทางมาไกลแสนไกล มาสู่อะไรที่เราก็ยังไม่รู้มากนัก...

ถึงแล้ว!

ไม่นานเท่าไหร่ เมื่อล้อรถจอดสนิท...ภาพที่เห็นตรงหน้า ทำให้ฉันบอกตัวเองได้ทันทีว่า ฉันสามารถอยู่ที่นี่ได้ สบายๆ ให้อยู่นานแค่ไหนก็ได้ ที่สำคัญ ไม่เสียแรงที่ดั้นด้นค้นหา คุ้มความเหนื่อยและเวลาที่ทุ่มเท...ชื่นใจ สุขใจ แล้วความสุขปลื้มปิติก็กำซาบอาบไปทั่วร่าง...ที่นี่แหละ ที่สุดของที่สุด...ที่เราต้องการ! “หมู่บ้านรวมไทย”

ปล. ในที่สุด เราก็พากันมาถึงหมู่บ้านรวมไทย (หรือภาษาไทยใหญ่เรียกปางอุ๋ง) ไฮไลท์ประจำทริปของนักเดินทางสมัครเล่นอย่างเรา ตอนต่อจากนี้เป็นต้นไป เราพร้อมถ่ายทอดชีวิตชีวาของผู้คนและเรื่องราวที่มีเสน่ห์เหลือหลาย ให้คุณๆ ได้ดื่มด่ำร่วมกัน...สงบเหลือเกิน ง่าย-งามเหลือเกิน...ไม่ว่าวันนี้วันไหน เราก็คงลืม "รวมไทย" หรือ "ปางอุ๋ง" ไม่ลง...

พบกัน "แม่ฮ่องสอน อ่อนละมุน 4" coming soon จ้า :D


โดย จันทร์เพ็ญ_จันทนา

 

กลับไปที่ www.oknation.net