วันที่ เสาร์ กันยายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ปัญหารคนไร้สัญชาติ ถูกถอดสัญชาติ


จากคดีแม่อายถึงปัญหาคนไร้สัญชาติ

คดีแม่อายถึงปัญหาคนไร้สัญชาติ สมพล โชคดีศรีสวัสดิ์ สำนักข่าวประชาธรรม เพียงนัดแรกที่ศาลปกครองสูงสุด เปิดพิจารณาการอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองเชียงใหม่ของกรมการปกครองกรณีการถอนสัญชาติของชาวแม่อาย ก็ทำเอาชาวแม่อายผู้เสียหายโดยตรงเกิดอาการช็อกไปตามกัน เพราะตุลาการผู้แถลงคดี แสดงความเห็นโดยสรุปว่าการประกาศเพิกถอนรายชื่อชาวแม่อายทั้ง 1,243 คน เป็นการดำเนินการตามระเบียบและกฎหมายการทะเบียนราษฎร ไม่เข้าข้อบัญญัติมาตรา 30 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ที่ต้องให้ชาวบ้านผู้เสียสิทธิแสดงหลักฐาน พยานโต้แย้ง และการที่ผู้ถูกฟ้องคือกรมการปกครอง นายอำเภอ ให้ชาวบ้านที่ถูกถอนรายชื่อออกให้นำเอกสารตรวจพิสูจน์ทางพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ ไม่ถือว่าเป็นการสร้างภาระให้แก่ผู้ถูกถอนรายชื่อ เพราะเป็นหน้าที่ของนายอำเภอที่ต้องแสวงหาความจริง การประกาศของอำเภอแม่อายที่ถอนสัญชาติชาวแม่อายนั้นถือเป็นการดำเนินการตามระเบียบของสำนักทะเบียนกลางกร มการปกครอง ขณะที่ผู้ดำรงตำแหน่งเดิมไม่มีหลักฐานว่าชาวบ้านมีสัญชาติไทยหรือไม่ ผลกระทบถึงคนไร้รัฐ ไม่มีสัญชาติ แม้ว่าตุลาการเจ้าของสำนวนคดีจะกล่าวว่า ความเห็นของตุลาการผู้แถลงคดีไม่มีผลผูกพันต่อองค์คณะตุลาการผู้พิพากษาคดีนี้ แต่เป็นที่น่าหวั่นใจอย่างยิ่งว่าหากผลการพิจารณาเป็นไปตามความเห็นของตุลาการผู้แถลงคดีแล้ว คดีนี้จะส่งผลถึงคนไทยไร้รัฐจำนวนมากที่ยื่นคำร้องขอพิสูจน์ความเป็นสัญชาติไทย เพราะพลันที่พ้นจากห้องพิจารณาคดี นายกฤษฎา บุญราช ผู้ตรวจราชการกรมการปกครอง อดีตนายอำเภอแม่อาย ผู้พิจารณาให้เพิ่มรายชื่อชาวแม่อายที่ตกหล่นทั้ง 1,243 คนเข้าสู่ทะเบียนราษฎร์ ก่อนที่ถูกประกาศเพิกถอนในเวลาต่อมาถึงกับกล่าวว่า “อย่างนี้ต่อไปจะหานายอำเภอที่ไหนกล้าเซ็นต์รับรองให้ชาวบ้าน” คำกล่าวนี้เกี่ยวพันไปถึงปัญหาคนไทยไร้รัฐ หมายถึงคนที่เกิดในราชอาณาจักรไทย หรือเป็นบุตรของคนที่เกิดในราชอาณาจักรไทย ควรได้รับสัญชาติไทย แต่รัฐไทยไม่ยอมนับเป็นคนไทย จนกว่าจะได้ผ่านกระบวนการพิสูจน์สถานะบุคคล ส่วนใหญ่ของคนไทยไร้รัฐ ไม่ได้รับสัญชาติ คือคนที่อาศัยตามตะเข็บชายแดน ส่วนใหญ่เป็นคนที่มีเชื้อชาติ และวัฒนธรรมแตกต่างไปจากคนไทยทั่วไป ดังเช่น ชาวเขาเผ่าต่างๆ ปัจจุบันการดำเนินการคืนสัญชาติแก่คนไทยไร้รัฐมี 2 ลักษณะคือ การลงรายการสถานะบุคคลเป็นสัญชาติไทยในแบบทะเบียนบ้าน(ทร.13) ทั้งนี้ทร.13 เป็นทะเบียนบ้านชั่วคราวสำหรับบุคคลที่มีสถานะเป็นคนเข้าเมืองทั้งถูกและไม่ถูกต้องตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้ าเมือง อีกทั้งทร.13เป็นฐานข้อมูลทางทะเบียนของกรมการปกครอง และเป็นพื้นฐานแห่งสิทธิในการขอสัญชาติไทย หรือบุคคลต่างด้าวตามกฎหมายต่อไป กลุ่มนี้ส่วนใหญ่คือ ชาวเขาเผ่าต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย อีกลักษณะหนึ่งคือ การเพิ่มชื่อกลับเข้าสู่ทะเบียนบ้าน(ทร.14) โดยมากเป็นการเพิ่มชื่อบุตรของบิดาหรือมารดาที่ได้รับการลงรายการสัญชาติไทยและมีชื่ออยู่ใน ทร.14 แล้ว โดยบุตรเป็นคนไทย มีสัญชาติไทยตามบิดาหรือมารดา โดยไม่ต้องรอการลงรายการสถานะบุคคล การดำเนินการในสองลักษณะดังกล่าวอยู่ในอำนาจหน้าที่ของนายอำเภอประจำท้องที่ ในการสอบประวัติ หลักฐาน เอกสารราชการ และพยานชุมชนต่างๆ ร่วมกับดุลยพินิจของนายอำเภอเพื่อพิสูจน์ว่าบุคคลนั้นควรได้รับการลงรายการสถานะเป็นสัญชาติไทย หรือเพิ่มชื่อกลับเข้าสู่ทะเบียนบ้าน(ทร.14) ระเบิดเวลา คำกล่าวของนายกฤษฎา บุญราช ปรากฎผลในทางปฏิบัติแล้ว คือนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ประกาศถอนรายชื่อชาวบ้านแม่อายทั้ง 1,243 คน นายอำเภอแต่ละแห่งต่างระงับการพิจารณาคำร้องของประชาชนในการขอเพิ่มรายชื่อกลับเข้าสู่ทะเบียนราษฎร์ หรือลงรายการสถานะบุคคลว่าเป็นผู้มีสัญชาติไทย เว้นแต่เป็นกรณีที่สื่อมวลชนให้ความสนใจ เหตุที่กลไกด้านการพิสูจน์ลงรายการสถานะสัญชาติหยุดการทำงานคือนายอำเภอเกรงการถูกร้องเรียนเหมือนกรณีอ. แม่อาย ซึ่งมีผลต่อการเติบโตทางหน้าที่การงานเหมือนที่อดีตนายอำเภอแม่อาย ต้องเป็นผู้ตรวจราชการแทนที่ควรจะได้เป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัด สถานการณ์นี้ผู้ที่รับเคราะห์คือ คนไทยไร้รัฐที่ร้องขอคืนสัญชาติไทยจากรัฐ ข้อที่น่ากังวลอีกเรื่องคือ การประกาศเพิกถอนรายชื่อออกจากทะเบียนบ้านถือเป็นการประกาศโดยชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งการให้นำหลักฐานการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอมาแสดง ไม่ถือว่าเป็นการสร้างภาระให้แก่ราษฎร แต่เป็นหน้าที่ของนายอำเภอที่จะต้องแสวงหาความจริง ขณะที่ในทางปฏิบัติผู้ที่จะมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน(ทร.14)จะต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย การถูกถอนรายชื่อออกจากทะเบียนบ้าน(ทร.14)จึงมีผลให้สัญชาติไทยถูกถอนออกไปด้วย ดังที่ชาวแม่อายที่ถูกถอนสัญชาติต่างก็ถูกกระทำเยี่ยงคนไร้สัญชาติ เช่นการถูกให้ออกจากราชการ การถูกเรียกเก็บเงินกู้คืนจาก ธกส. การถูกจำกัดการเดินทาง การสูญเสียสัญชาติจึงเท่ากับการสูญเสียสิทธิต่างที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ หากศาลปกครองสูงสุดพิจารณาคดีของชาวบ้านแม่อายให้กลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นย่อมส่งผลกระเทือนต่อระบบกา รดำเนินการพิสูจน์สถานะบุคคล อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องด้วยคำตัดสินของศาลถือเป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการต่อไป การร้องเรียนแบบเดียวกับกรณีอ.แม่อาย ย่อมจะขยายผลไปสู่อำเภออื่นๆ เพราะทุกพื้นที่ล้วนมีข้อครหาเรื่องทุจริตการขอลงรายการสัญชาติไทย หรือเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน (ทร.14) การทำบัตรประชาชน และสามารถการประกาศเพิกถอนสัญชาติไทยแบบเหมารวมทุกคน โดยไม่ต้องเปิดโอกาสให้มีการแสดงพยาน หลักฐานโต้แย้ง คนไทยไร้รัฐที่มีฐานะยากจน อยู่ในถิ่นทุรกันดารเป็นทุนเดิม ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นในการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอ สำหรับบางรายที่ไม่มีพ่อ แม่ หรือบรรพบุรุษ เป็นบุคคลอ้างอิงเพื่อตรวจดีเอ็นเอ ย่อมเข้าไม่ถึงกระบวนการพิสูจน์สถานะบุคคล ส่วนนายอำเภอก็จะไม่ยอมพิจารณาคำร้องขอสัญชาติไทย ผลักดันให้เข้าสู่ช่องทาง 7 ทวิ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. 2535 คือให้มีสถานะเป็นบุคคลต่างด้าว แล้วไปยื่นคำร้องขอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพิจารณาให้สัญชาติไทย นั่นคือ ด้านหนึ่งนายอำเภอที่มีอำนาจหน้าที่ก็ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายต่อคนไทยตกหล่นการสำรวจ ขณะที่อีกด้านหนึ่งชาวบ้านก็ต้องอยู่อย่างหวาดหวั่นว่าจะถูกถอนสัญชาติไทยโดยไม่รู้ตัวเมื่อไหร่ก็ได้ และเข้าถึงกระบวนการพิสูจน์สถานะบุคคลยากลำบากมากยิ่งขึ้น ผลพวงที่ตามมาคือ การเร่งให้เกิดปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น เพราะยิ่งทำให้เจ้าหน้าที่รัฐตั้งมั่นอยู่บนนโนบายความมั่นคงของชาติเพื่อความปลอดภัยของตนเอง อย่างไม่คำนึงถึงสิทธิมนุษยชน วัฒนธรรมอันหลากหลายของชนเผ่าต่างๆ ที่อยู่ในประเทศไทย สร้างความเหยียดหยามในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ดังที่ขณะนี้ คนไทยไร้รัฐตกอยู่ในสภาพ อยู่ในป่าก็อยู่ไม่ได้แม้จะเพาะปลูกเพื่อยังชีพ ถือว่าผิดกฎหมายป่าไม้ ถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้ขับไล่ออกจากพื้นที่ ไปทำงานหาเงินในเมืองก็ไม่ได้เพราะไม่มีสัญชาติ เจ็บป่วยก็ไม่มีหลักประกันการเข้าถึงบริการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพ คนไทยไร้รัฐจำนวนไม่น้อยเป็นเหยื่อของการถูกฆ่าตัดตอนในช่วงนโยบายทำสงครามกับยาเสพติดโดยไม่มีการสอบสวน ถูกผลักดันให้เป็นแรงงานต่างด้าวราคาถูก หรือถ้าอยากได้สัญชาติต้องจ่ายในราคาสูง เป็นแรงผลักดันให้ต้องเข้าสู่ธุรกิจผิดกฎหมาย สภาพดังกล่าวเป็นเป็นแรงกดดันต่อคนไทยไร้รัฐที่รอวันระเบิด และเมื่อระเบิดก็เป็นไปได้ที่จะมีสภาพไม่ต่างกับปัญหาไฟใต้ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก่อนที่ศาลปกครองสูงสุดจะมีคำพิพากษาในคดีแม่อาย เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทุกฝ่ายจะหามาตรการพิสูจน์สถานะบุคคลที่เป็นคุณต่อนายอำเภอและผู้ยื่นคำร้อง และสร้างหลักประกันที่จะไม่ถูกถอนสัญชาติแบบที่เกิดขึ้นกับชาวแม่อาย 1,243 คน ที่สำคัญต้องร่วมกันภาวนาให้ องค์คณะตุลาการผู้พิจารณาคดี ตัดสินยืนตามศาลปกครองชั้นต้น.

ขอบคุณข้อมูลจาก

http://www.statelessperson.com/www/?q=node/362

จ้องถอน “น้องหม่อง” พ้นทะเบียนราษฎร

อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เปิดเผย ว่านายธัญศักดิ์ แสงศรีจันทร์ นายทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลตำบลสุเทพ ได้ทำหนังสือถึงนายยุ้น ทองดี ผู้มีสถานะแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า บิดาของ ด.ช.หม่อง ทองดี ผู้ชนะเลิศการแข่งขันร่อนเครื่องบินพับกระดาษระดับประเทศ และและชนะการแข่งขันที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี 2552

โดยแจ้งให้ทราบว่า ได้สั่งระงับความเคลื่อนไหวทางทะเบียนของเด็กชายหม่องฯ เลขประจำตัวประชาชน 0 5001 89000 94 1 เนื่องจากเป็นบุคคลที่มีรายการทางทะเบียนราษฎรมากกว่าหนึ่งรายการคือ รายการสถานะเป็นผู้ติดตามแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า และรายการสถานะเป็นเด็กนักเรียนตามยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคล

การสั่งระงับการเคลื่อนไหวทางทะเบียนราษฎรคือ การล็อกข้อมูลไม่ให้มีความแก้ไขเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลง และหากไม่โต้แย้ง นายทะเบียน ทางเทศบาลจะถอนชื่อน้องออกจากทะเบียนประวัติประเภท “นักเรียนไร้สัญชาติ” (ท.ร.38 ก) ซึ่งเป็นฐานข้อมูลหนึ่งในทะเบียนราษฎรของรัฐไทย และ ด.ช.หม่องก็จะมีสถานะเป็นคนในทะเบียนประวัติประเภทแรงงานต่างด้าว (ท.ร.38/1) ประการเดียว ซึ่งสถานะหลังนี้ไม่มีผลดีต่อ ด.ช.หม่องเลย

ผลที่เกิดขึ้นในทันที ด.ช.หม่องจะถูกถอนสิทธิในหลักประกันสุขภาพและความเสื่อมสิทธิต่างๆ ก็จะตามมา โดยเฉพาะเมื่อบิดาและมารดาต้องพิสูจน์สัญชาติพม่า และอาจมีปัญหา เพราะเป็นคนจากรัฐฉานที่เป็นพื้นที่สู้รบกับทหารพม่า การผลักดันออกไปสู่ความตายก็อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

ด.ช.หม่อง มีการบันทึกทางทะเบียน 2 รายการเพราะในครั้งแรกบันทึกใน ปีพ.ศ.2547  ในสถานะของผู้ติดตามแรงงานต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยก็มิได้มีการพัฒนาสิทธิใดๆ สำหรับเด็กในสถานะนี้จนถึงวันที่มีกรณี ด.ช.หม่องในปีที่แล้ว แต่การให้สิทธิอาศัยที่ได.ก็ยังไม่ได้ก่อให้เกิดสิทธิใดๆ แม้สิทธิที่จะไปพิสูจน์สัญชาติกับประเทศต้นทางกับพ่อแม่ยังไม่มี สถานะนี้จึงไม่เป็นคุณใดๆ เลย

แต่ใน พ.ศ2548  รัฐบาลในสมัยนั้นต้องการจะพัฒนาสิทธิเด็กในสถาบันการศึกษาที่ประสบปัญหาความไร้สัญชาติ  สถานะะ ด.ช.หม่องจึงถูกบันทึกใน ท.ร.38 เป็นการรับรองสถานะ “นักเรียนไร้สัญชาติ” เป็นการทำงานบนพื้นฐานของอนุสัญญาสิทธิเด็กฯ ดังนั้น สิทธิของน้องหม่องในสถานะนี้จึงเป็นคุณกว่าสถานะแรก

“ในตอนจะไปญี่ปุ่นเพื่อแข่งขันเครื่องบินกระดาษ จึงเสนอให้ใช้สถานะ”นักเรียนไร้สัญชาติ” หลังในการเดินทาง และในที่สุดก็ยอมรับใช้สถานะที่เป็นคุณต่อเด็ก ในวันนี้ ก็เลยงงว่า ทำไมจะมาย้อนถอนสถานะที่เป็นคุณแก่เด็ก ถ้าจะปรับให้เหลือสถานะเดียว ก็ควรเลือกสถานะที่เป็นคุณหรือไม่ ก็ปล่อยให้เด็กมี 2 สถานะทางทะเบียนราษฎร ซึ่งก็ไม่น่าจะก่อให้เกิดผลเสียใดๆ ซึ่งยังมีเด็กในสถานการณ์เดียวกันกับน้องหม่องอีกมาก”

แหล่งที่มา :  มติชนออนไลน์

จากปัญหาคนไร้สัญาติ และถูกถอนสัญชาตินั้น เป็นปัญหาใหญ่ที่ยังคงเป็นปัญหาเรื้อรัง แก้ไม่จบ เนื่องจากมีคนอีกจำนวนมากที่ไม่ออกมาแจ้ง และไม่แสดงตนเพื่อรักษาสิทธิ์ในการครองสัญชาติไทย

ซึ่งการรักษาสัญชาติไทยนั้นสามารถทำได้โดยการพิสูจน์สัญชาติ

โดยมีข้อมูลความรู้วิธีการขอพิสูจน์สัญชาติมาฝาก

1. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการพิสูจน์สัญชาติไทย

การยื่นคำขอเพื่อให้ได้มาซึ่งสัญชาติไทยนั้น นอกจากการที่คนต่างด้าวจะยื่นคำขอถือสัญชาติไทยตามสามีและการขอแปลงสัญชาติเป็นไทยตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 แล้ว ยังมีการยื่นคำขอพิสูจน์สัญชาติไทยตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 อีกด้วย ดังความในมาตรา 57 ซึ่งบัญญัติว่า
"เพื่อประโยชน์แห่งพระราชบัญญัตินี้ ผู้ใดอ้างว่าเป็นคนมีสัญชาติไทย ถ้าไม่ปรากฏหลักฐานอันเพียงพอที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะเชื่อถือได้ว่าเป็นคนมีสัญชาติไทย ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้นั้นเป็นคนต่างด้าว จนกว่าผู้นั้นจะพิสูจน์ได้ว่าตนมีสัญชาติไทย

การพิสูจน์ตามวรรคหนึ่ง ให้ยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามแบบ และเสียค่าธรรมเนียมตามที่กำหนดในกฎกระทรวง หากผู้นั้นไม่พอใจคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่จะร้องขอต่อศาลให้พิจารณาก็ได้

ในกรณีที่มีการร้องขอต่อศาล เมื่อได้รับคำร้องของแล้ว ให้ศาลแจ้งต่อพนักงานอัยการ พนักงานอัยการมีสิทธิที่จะโต้แย้งคัดค้านได้"


จากข้อกฎหมายดังกล่าวข้างต้นนี้เอง จึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งของการขอเพื่อให้ได้มาซึ่งสัญชาติไทย โดยเป็นจะการพิสูจน์เพื่อยืนยันว่าตนเองมีสัญชาติไทย และยังไม่ได้สละสัญชาติหรือสูญเสียสัญชาติไทยแต่อย่างใด สำหรับเรื่องตัวอย่างของการขอพิสูจน์สัญชาติไทยในกรณีนี้ ก็เช่น ในสมัยก่อนที่ประเทศจีนจะมีการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบคอมมิวนิสม์ในปี พ.ศ. 2490 คนจีนได้เดินทางเข้ามาประกอบอาชีพอยู่ในประเทศไทยมากมาย และในเวลานั้นได้รับหนังสือสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว (ใบต่างด้าว) ซึ่งถือว่ามีสถานะเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย บรรดาคนจีนเหล่านั้นได้แต่งงานกับคนจีนด้วยกันบ้าง แต่งงานกับคนไทยบ้าง ซึ่งเมื่อพวกเขาเหล่านั้นมีบุตรเกิดในประเทศไทย บุตรก็ได้สัญชาติไทยตั้งแต่ขณะเกิด โดยในสูติบัตรระบุว่ามีสัญชาติไทย และบุตรของบรรดาคนจีนดังกล่าวนี้เอง ได้เติบโตมาเป็นเศรษฐี เป็นเจ้าสัวของเมืองไทยอยู่ในปัจจุบันนี้ ยิ่งกว่านั้นหลายคนยังเป็นถึงรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยด้วย

สำหรับบุตรที่เกิดมามีสัญชาติไทยเหล่านี้ ในขณะเป็นเด็ก บางคนก็ไม่มีโอกาสเดินทางไปหาบรรพบุรุษหรือไปเรียนหนังสือที่ประเทศจีน ได้แต่เรียนหนังสืออยู่ในเมืองไทย เติบโตขึ้นในประเทศไทย หรือบางคนได้เดินทางไปเรียนหนังสือบ้าง ไปเยี่ยมบรรพบุรุษบ้าง แต่ก็เดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยก่อนที่ประเทศจีนจะมีการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบคอมมิวนิสม์ อย่างไรก็ตาม ยังมีคนสัญชาติไทยเป็นจำนวนไม่น้อยเลยที่เดินทางไปประเทศจีนแล้วตกค้างอยู่ที่นั่นเพราะไม่สามารถเดินทางกลับมาได้ เนื่องจากเกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง และรัฐบาลของสาธารณรัฐประชาชนจีนในสมัยก่อนนั้น มีมาตรการปกครองพลเมืองของตนด้วยความเข้มงวดเฉียบขาด อีกทั้งการเดินทางในสมัยก่อนก็ไม่สะดวกสบายเหมือนในสมัยนี้ นอกจากนั้นแล้ว ประเทศไทยยังขาดความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนอีกด้วย จึงทำให้คนไทยที่ตกค้างอยู่ในประเทศนั้น ไม่อาจเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยได้ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2518 รัฐบาลหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช จึงได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนขึ้นใหม่ และได้มีการดำเนินงานเชื่อมโยงความมีสัมพันธไมตรีอันดีต่อกันตลอดมา จนทวีความแนบแน่นสืบเนื่องมาจนปัจจุบัน\r\n\r\nหลังจากการสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศดังกล่าวแล้ว ประชาชนทั้งสองฝ่ายจึงเริ่มมีการเดินทางไปมาหาสู่กัน โดยที่ในระยะแรกเริ่มก็ยังไม่มีการเดินทางไปมาหาสู่กันมากมายนัก แต่ในระยะเวลาต่อมาหลังจากนั้น ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนได้เริ่มผ่อนคลายกฎระเบียบที่เข้มงวดเกี่ยวกับการเดินทางของพลเมืองของตน จนกระทั่งเวลาผ่านไปล่วงเข้าสู่ยุคเป็นทุนนิยมผสมลัทธิคอมมิวนิสม์ในสมัยของรัฐบาลของนายเติ้ง เสี่ยว ผิง ซึ่งเป็นผู้กล่าวคำว่า แมวสีอะไรก็จับหนูได้ อันเป็นผลให้เกิดการพัฒนาทางด้านธุรกิจขนานใหญ่ ประชาชนจีนสามารถประกอบธุรกิจเป็นของตนเองได้มากขึ้น ประกอบการเดินทางโดยเครื่องบินเริ่มสะดวกขึ้น จึงทำให้คนไทยที่ตกค้างอยู่ในประเทศจีนเป็นเวลานานหลายสิบปีจนกลายเป็นพลเมืองของจีนไปแล้ว ได้มีโอกาสเดินทางกลับมาหาพ่อแม่พี่น้องในประเทศไทย พวกเขาเหล่านี้นี่แหละที่มีสิทธิยื่นคำขอพิสูจน์ว่าตนเองมีสัญชาติไทยตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองดังกล่าวแล้วข้างต้น

นอกจากนั้นแล้ว ยังมีกรณีที่เป็นบุตรของคนสัญชาติไทยแท้ๆ ก็ต้องมาพิสูจน์สัญชาติเป็นไทยอีก ตัวอย่างเช่น ในสมัยก่อนมีคนไทยจำนวนไม่น้อยไปเป็นโรบินฮู้ดทำงานอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา จนกระทั่งมีบุตรออกมา ซึ่งโดยข้อกฎหมายแล้ว บุตรนั้น ไม่ว่าจะมีบิดาหรือมารดาเป็นคนสัญชาติไทย เกิดในหรือนอกราชอาณาจักรไทยก็ย่อมได้สัญชาติไทย พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 7 (1) แต่ว่าบุตรนั้นก็ได้สัญชาติอเมริกันด้วย ซึ่งอาจยังเรียนหนังสืออยู่ หรือว่าโตขึ้นมาแล้วยังทำงานอยู่ที่เมืองนอกเพลิน ยังไม่ได้คิดกลับมาประเทศไทย ครั้นต่อมา บุคคลเหล่านี้ต้องการกลับมาอยู่ประเทศไทย แต่ว่าถือหนังสือเดินทางของสหรัฐอเมริกาเข้ามาในราชอาณาจักรไทย เมื่อต้องการได้สัญชาติไทยโดยสมบูรณ์ ก็มีสิทธิยื่นคำขอพิสูจน์สัญชาติเป็นไทยได้เช่นเดียวกัน ยิ่งไปกว่านั้นยังมีสิทธิดีกว่าคนสัญชาติไทยที่มีบิดามารดาเป็นคนต่างด้าวซึ่งไปอยู่ที่ประเทศจีนดังตัวอย่างที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นอีกด้วย เพราะคนไทยที่มีบิดาเป็นคนต่างด้าวอาจถูกถอนสัญชาติไทยได้ตามกฎหมาย แต่ว่าบุตรของคนไทยไม่อาจถูกถอนสัญชาติไทยได้ยังมีกรณีอื่นๆอีกที่คนสัญชาติไทยไปตกค้างอยู่ในประเทศต่างๆ พวกเขาเหล่านั้นก็มีสิทธิยื่นคำขอพิสูจน์สัญชาติเช่นเดียวกัน แต่ที่ได้ยกตัวอย่างกรณีคนสัญชาติไทยไปตกค้างอยู่ในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนก็เนื่องมาจากการมาขอพิสูจน์สัญชาติกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ส่วนใหญ่แล้วจะมาจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนนั่นเอง ดังนั้น ถ้าหากใคร (โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำรวจหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง) พบว่าคนที่มีหน้าตาเป็นคนจีนแต่มีหลักฐานบัตรประจำตัวประชาชนว่าเป็นคนสัญชาติไทย และพูดภาษาไทยไม่ได้ หรือพูดได้เล็กน้อย หรือพูดได้ไม่ชัดเจน ก็อย่าเพิ่งเหมาว่าใช้บัตรประจำตัวประชาชนปลอมเสียทั้งหมด ขอให้ทราบไว้ด้วยว่า เขาเหล่านั้นอาจเป็นคนสัญชาติไทยโดยการเกิด แต่ว่าได้เว้นวรรคการมีสัญชาติไทยไป จนกระทั่งมีโอกาสกลับมาพิสูจน์ว่าตนมีสัญชาติไทยและได้รับสัญชาติไทยคืนในภายหลังก็ได้ นอกจากนั้นแล้วบุคคลที่ได้กลับคืนสู่สัญชาติไทยเหล่านี้เมื่อมีบุตรตามมาจากต่างประเทศ บุตรก็ย่อมได้สัญชาติไทยเช่นเดียวกัน เพราะตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติแล้ว

เมื่อพ่อหรือแม่เป็นคนไทย บุตรก็ย่อมได้สัญชาติไทยตามไปด้วยไม่ว่าจะเกิดที่ใดก็ตาม แต่ว่าก่อนที่บุตรจะได้สัญชาติไทยก็เข้ากระบวนการพิสูจน์สัญชาติเสียก่อนเช่นเดียวกัน นอกจากที่กล่าวมาแล้วนี้ ยังมีคนไทยอีกจำพวกหนึ่งซึ่งต้องผ่านกระบวนการพิสูจน์สัญชาติอีก เช่น คนไทยที่ไปทำงานในต่างประเทศ แล้วตกค้างอยู่

ในต่างประเทศอันเนื่องมาจากสงครามหรือภัยพิบัติทางธรรมชาติ หรือไปทำงานแล้วตกค้างอยู่ในประเทศที่ห่างไกลที่ไม่มีสถานกงสุลไทย แล้ว

หนังสือเดินทางสูญหายจะด้วยเหตุใดก็ตาม บุคคลเหล่านี้เมื่อเดินทางกลับประเทศไทยจึงไม่อาจมีหนังสือเดินทางไทยมาแสดงขณะผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง คงมีเพียงเอกสารการเดินทางที่ประเทศต้นทางออกให้ในกรณีฉุกเฉิน เพื่อให้เดินทางกลับประเทศของตนเท่านั้น แต่ว่าในกรณีนี้ไม่ต้องยื่นคำขอพิสูจน์สัญชาติและไม่เสียค่าธรรมเนียมแต่อย่างใด เพราะว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจในขณะผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองจะให้ไปรายงานต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยผู้ที่มีภูมิลำเนาในเขตกรุงเทพมหานครให้ไปรายงานตัวต่องานพิสูจน์สัญชาติ กลุ่มตำแหน่งสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ส่วนผู้ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดอื่นก็จะให้ไปรายงานตัวที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองที่อยู่ใกล้เคียง โดยนำหลักฐานการเป็นคนไทย เช่น บัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน ใบสำคัญการเปลี่ยนชื่อตัว ชื่อสกุล (ถ้ามี) หลักฐานการขึ้นทะเบียนทหาร (ถ้ามี) ไปแสดง แล้ว

พนักงานเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบเอกสารพร้อมกับสอบสวนบันทึกถ้อยคำ หลังจากนั้นพนักงานเจ้าหน้าที่ก็จะประมวลเรื่องเสนอผู้บังคับบัญชาสั่งปล่อยตัวเข้าเมืองในฐานะเป็นคนสัญชาติไทย

2. วิธีการขอพิสูจน์สัญชาติไทย

เมื่อคนไทยที่ไปตกค้างอยู่ในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนจนเป็นคนสัญชาติจีนไปแล้ว ต่อมาได้เดินทางเข้ามาในประเทศไทย ก็ย่อมต้องถือหนังสือเดินทางของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเดินทางเข้ามา โดยหนังสือเดินทางนั้นก็ต้องได้รับการตรวจลงตราประเภทใดประเภทหนึ่งจากกงสุลไทยในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน หรือไม่ก็อาจมาขอรับการตรวจลงตรา (วีซ่า) ณ ช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมืองในประเทศไทย ที่เรียกกันเป็นภาษาอังกฤษว่า Visa on Arrival ซึ่งเป็นวีซ่าเพื่อการท่องเที่ยวอีกประเภทหนึ่งก็ได้ ครั้นเมื่อเดินทางเข้ามาแล้วก็สามารถไปยื่นคำขอพิสูจน์สัญชาติเป็นไทยได้ที่พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ไม่ว่าจะเป็นที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในกรุงเทพมหานคร หรือที่ทำการด่านตรวจคนเข้าเมืองในต่างจังหวัดที่อยู่ใกล้เคียงกับภูมิลำเนาของตน แต่ปัญหามีอยู่ว่า ด้วยข้อเท็จจริงจากประสบการณ์ที่ผ่านมาทราบว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองในต่างจังหวัดมักจะไม่ค่อยรู้วิธีปฏิบัติหรือวิธีดำเนินการ และถ้ามีใครไปยื่นคำขอ ก็จะต้องส่งมาให้งานพิสูจน์สัญชาติในกรุงเทพดำเนินการให้อยู่ดี ฉะนั้น หากจะให้สะดวกและมีความชัดเจนแน่นอน ก็คงต้องไปยื่นคำขอที่งานพิสูจน์สัญชาติ กลุ่มตำแหน่งสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ตั้งอยู่ในซอยสวนพลู ถนนสาทร เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ก็จะได้รับความสะดวกสบายดีกว่ากันมาก

วิธีการยื่นคำขอกระทำได้โดยการกรอกแบบคำขอพิสูจน์สัญชาติ (แบบ ตม.10) และชำระค่าธรรมเนียมในการยื่นคำขอด้วยจำนวน 800 บาท โดยแนบหลักฐานประกอบคำขอดังต่อไปนี้ (สรุปจากใบแจ้งรายการเอกสารจากงานพิสูจน์สัญชาติ)

(1) สูติบัตร หรือเอกสารแสดงการเกิดของผู้ขอ
(2) หนังสือเดินทางของผู้ขอฉบับที่ใช้เดินทางเข้ามา ซึ่งยังมีอายุใช้ได้อยู่
(3) เอกสารรับรองการศึกษาของผู้ขอ (ถ้ามี)
(4) รูปถ่ายหน้าตรง ไม่สวมหมวก และไม่ในแว่นตา ของผู้ขอขนาด 4 คูณ 6 เซนติเมตร จำนวน 5 รูป
(5) ใบสำคัญการสมรส หรือเอกสารแสดงการสมรสของบิดามารดาผู้ขอ
(6) บัตรประจำตัวประชาชนไทยของบิดาหรือมารดาผู้ขอ หรือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวใบสำคัญถิ่นที่อยู่ของบิดาและมารดาผู้ขอ
(7) สำเนาทะเบียนบ้านฉบับปัจจุบันที่ปรากฏชื่อบิดามารดาของผู้ขอ
(8) หนังสือเดินทางของบิดาหรือมารดา
(9) เอกสารแสดงการหย่าร้างของบิดามารดา (ถ้ามี)
(10) ใบมรณบัตรของบิดาหรือมารดา (ถ้ามี)

สำหรับเอกสารใดที่ออกให้โดยทางการต่างประเทศ จะต้องมีกระบวนการรับรองเอกสารระหว่างประเทศ (Legalization) ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าถ้าจะให้สะดวก ควรรับรองผ่านมากจากสถานทูตหรือกงสุลไทยในประเทศนั้นๆ มาก่อนจะดีกว่า แต่ถ้าประเทศนั้นๆไม่มีสถานทูตหรือกงสุลไทยตั้งอยู่ ก็จำเป็นอยู่เองที่ต้องนำเอกสารนั้นมาผ่านการรับรองจากสถานทูตหรือกงสุลของประเทศที่ออกเอกสารนั้นในประเทศไทย แล้วมาแปลเป็นภาษาไทยโดยให้ฝ่ายนิติกรณ์และสัญชาติ กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ตรวจสอบประทับตรารับทราบด้วย ทั้งนี้ ถือเป็นการตรวจสอบตราประทับและลายมือชื่อของกงสุลในประเทศไทยนั้นไปในตัวด้วย เมื่อทำได้เช่นนี้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจึงจะยอมรับเอกสารนั้น

เอกสารที่ต้องนำมาแสดงดังกล่าวข้างต้นนั้น เป็นเพียงแนวทางประกอบที่พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองได้แจ้งไว้เพื่อความสะดวกต่อผู้ยื่นคำขอ และน่าจะเพียงพอต่อการพิสูจน์ได้แล้ว แต่หากว่าเอกสารเหล่านั้นไม่อาจหาได้ จะด้วยประการใดก็ตาม ก็อาจนำหลักฐานใดๆที่สามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์มาแสดงแทนได้ และถ้าจะว่ากล่าวกันตามความเป็นจริงแล้ว การนำหลักฐานมาพิสูจน์ย่อมไม่จำกัดหรือปิดกั้นอยู่เพียงการนำหลักฐานดังกล่าวข้างต้นมาแสดงเท่านั้น เพราะหากมีหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องกับการพิสูจน์สัญชาติเพิ่มเติมก็ย่อมสามารถนำมาแสดงได้ทั้งสิ้น ตัวอย่างเช่น หลักฐานภาพถ่ายที่อยู่กับครอบครัวในประเทศไทย หรือหลักฐานการขึ้นทะเบียนทหาร หรือภาพถ่ายกับเพื่อนที่อยู่ในโรงเรียนในประเทศไทย ซึ่งเพื่อนคนนั้นอาจเป็นคนใหญ่คนโตหรือคนที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย สามารถเป็นพยานให้ด้วยก็เป็นได้ ดังนี้เป็นต้น

3. ขั้นตอนการดำเนินงานของพนักงานเจ้าหน้าที่

เมื่อมีการยื่นคำขอพร้อมเอกสารประกอบดังกล่าวข้างต้นแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจะดำเนินการดังต่อไปนี้

(1) ตรวจสอบความถูกต้องและความสมบูรณ์ของคำขอและหลักฐานประกอบคำขอ หากพบ\r\nว่าระยะเวลาการได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรของผู้ยื่นคำขอใกล้จะสิ้นสุดลง ก็จะแนะนำให้ไปยื่นคำขออยู่ต่อเป็นการชั่วคราวเพื่อรอฟังผลการพิสูจน์สัญชาติ
(2) สอบปากคำผู้ยื่นคำขอ และบิดามารดา หรือญาติหรือผู้เกี่ยวข้องอื่นที่เป็นพยานให้ได้
(3) ส่งลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ยื่นคำขอเพื่อตรวจสอบประวัติกับกองทะเบียนประวัติอาชญากร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
(4) ส่งตรวจสอบประวัติกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
(5) ส่งตัวไปตรวจสารพันธุกรรม (DNA) ณ โรงพยาบาลของรัฐบาลที่มีเครื่องมือตรวจได้ (ในกรณีผู้ที่มีความสัมพันธ์ทางสายโลหิตยังมีชีวิตอยู่) โดยให้ค่าใช้จ่ายเป็นของผู้พิสูจน์ (หนังสือรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ 001 (กศ.)/232 ลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2543 เรื่อง งานตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ)

เมื่อผ่านขั้นตอนดังกล่าวข้างต้นทั้งหมดแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่จะประมวลเรื่องพร้อมด้วยความเห็นเสนอผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นจนถึงผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่อพิจารณา และสั่งการให้นำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมของคณะกรรมการกลั่นกรองการขอพิสูจน์สัญชาติ ซึ่งประกอบด้วย ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองหรือผู้แทน เป็นประธาน ส่วนกรรมการประกอบด้วย ผู้บังคับการกองวิชาการหรือผู้แทน ผู้บังคับการกองคดีหรือผู้แทน ผู้บังคับการกองตำรวจสันติบาล 2 หรือผู้แทน โดยมีผู้กำกับการกลุ่มตำแหน่งสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หรือผู้แทน เป็นกรรมการและเลขานุการ พิจารณามีความเห็นเสนอต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเพื่อให้มีคำสั่งว่า ผู้ยื่นคำขอเป็นคนมีสัญชาติไทยและให้ปล่อยตัวเข้าเมือง หรือสั่งยกคำร้อง (คำขอ) ในกรณีที่พยานหลักฐานรับฟังไม่ได้ว่าผู้ยื่นคำขอเป็นคนสัญชาติไทย

หลังจากที่คณะกรรมการดังกล่าวมีมติเป็นเช่นใดแล้ว สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองก็จะนำเรื่อง เสนอต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติพิจารณาสั่งการ โดยแบ่งออกเป็น 3 กรณีดังต่อไปนี้

กรณีที่หนึ่ง เป็นกรณีที่เชื่อได้ว่าผู้ยื่นคำขอเป็นคนมีสัญชาติไทย โดยมีบิดาหรือมารดาเป็นคนสัญชาติไทย ก็จะเสนอให้ปล่อยตัวเข้าเมืองในฐานะเป็นคนสัญชาติไทย และแจ้งนายทะเบียนราษฎรดำเนินการ

กรณีที่สอง เป็นกรณีที่เชื่อได้ว่าผู้ยื่นคำขอเป็นคนมีสัญชาติไทย ซึ่งเกิดโดยบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าวผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย ก่อนสั่งปล่อยตัวผู้ยื่นคำขอให้เข้าเมืองในฐานะผู้มีสัญชาติไทย ให้ส่งเรื่องไปยังผู้บังคับการกองตำรวจสันติบาล 2 เพื่อพิจารณาว่าเป็นกรณีอาจถูกถอนสัญชาติไทยตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติหรือไม่ (เนื่องจากไปอยู่ในต่างประเทศที่บิดามีหรือเคยมีสัญชาติเป็นเวลาติดต่อกันเกินห้าปี นับแต่วันบรรลุนิติภาวะ หรือ มีหลักฐานแสดงว่าใช้สัญชาติของบิดาหรือสัญชาติอื่น (พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตร17 (1) (2)) )

สำหรับกรณีที่สาม เป็นกรณีที่พยานหลักฐานรับฟังไม่ได้ว่าเป็นคนสัญชาติไทย ก็จะเสนอให้สั่งยกคำร้อง (คำขอ) พิสูจน์สัญชาติและแจ้งให้ผู้ยื่นคำขอทราบ

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าในกรณีที่ผู้ยื่นคำขอพิสูจน์สัญชาติเป็นคนสัญชาติไทยโดยเกิดจากบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทยดังที่ยกตัวอย่างกรณีที่มาจากประเทศสหรัฐอเมริกานั้น เมื่อผลสรุปการพิจารณาคำขอพิสูจน์สัญชาติออกมาโดยเชื่อว่าเป็นคนสัญชาติไทยจริง ผู้บัญชาการตรวจคนเข้าเมืองก็จะสั่งให้ปล่อยตัวเข้าเมืองในฐานะคนสัญชาติไทย โดยไม่มีขั้นตอนต้องส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการถอนสัญชาติแต่ประการใดอีก ต่อมา เมื่อได้รับคำสั่งให้ปล่อยตัวเข้าเมืองในฐานะเป็นคนสัญชาติไทยแล้ว ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองก็จะมีหนังสือแจ้งถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หรือผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วแต่กรณี เพื่อแจ้งให้ให้นายทะเบียนราษฎรแต่ละท้องที่ซึ่งผู้นั้นมีภูมิลำเนารับทราบเพื่อนำชื่อผู้นั้นเข้าทะเบียนบ้าน (แบบ ท.ร.14) และออกบัตรประจำตัวประชาชนให้ต่อไป

แต่ถ้าเป็นกรณีที่ต้องมีการพิจารณาเรื่องถอนสัญชาติ แล้วคณะกรรมการถอนสัญชาติพิจารณาเสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยว่าเห็นควรให้ถอนสัญชาติ และรัฐมนตรีสั่งให้ถอนสัญชาติไทยก็ต้องส่งเรื่องถอนสัญชาติไทยนั้นไปลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา และหลังจากที่มีประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ก็เป็นอันเสียสัญชาติไทยไปอย่างบริบูรณ์ ต่อจากนั้น พนักงานเจ้าหน้าที่จะมีหนังสือแจ้งให้ผู้ยื่นคำขอทราบผล ตรงนี้เอง จะมีกรณีเกิดสิทธิสำคัญอย่างอื่นตามมาโดยผลของกฎหมาย กล่าวคือ พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจะแจ้งด้วยว่าผู้ยื่นคำขอนั้นมีสิทธิรับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวจากนายทะเบียนในท้องที่ที่ตนอยู่ภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รู้หรือควรรู้ว่าตนได้เสียไปซึ่งสัญชาติไทย ทั้งนี้ เป็นไปตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติการทะเบียนคนต่างด้าว พ.ศ. 2493 นั่นเอง ซึ่งเมื่อได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวแล้ว ก็อาจไปขอรับใบสำคัญถิ่นที่อยู่กับพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองได้ เพราะในทางปฏิบัติพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองถือว่าเป็นคนเข้าเมืองหรือเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทยแล้ว สำหรับค่าธรรมเนียมใบสำคัญถิ่นที่อยู่ที่ออกให้ในกรณีนี้ คือ 19,000 บาท (หนึ่งหมื่นเก้าพันบาทถ้วน) ถ้ามีคำถามว่า หากในเวลานั้น ผู้ยื่นคำขอพิสูจน์สัญชาติผู้นั้น อาจมีกิจธุระสำคัญต้องเดินทางไปต่างประเทศยังไม่กลับเข้ามา หรือเจ็บป่วยไม่สามารถไปรับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวภายในสามสิบวันดังกล่าวจะทำอย่างไร คำตอบก็คือ มีความผิดต้องระวางโทษไม่เกินห้าร้อยบาท (พระราชบัญญัติการทะเบียนคนต่างด้าว (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2495 มาตรา 5)

กรณีที่กล่าวข้างต้น ถึงแม้จะเป็นกรณีที่ผู้ขอพิสูจน์สัญชาติไทยถูกถอนสัญชาติไทยไปแล้ว แต่ก็ยังจะได้รับสิทธิการมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชดเชยได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งผู้ขอพิสูจน์สัญชาติไทยโดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นผู้ที่ถือหนังสือเดินทางของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน จะมีสัญชาติอื่นบ้างก็เป็นสัญชาติที่อยู่ในทวีปเอเชีย เช่น สัญชาติอินเดีย และสัญชาติอื่นๆ เพียงประปราย แล้วในเวลาต่อมา ถ้าหากยังคิดอยากได้สัญชาติไทยอยู่อีก ก็มีสิทธิยื่นคำขอเพื่อแปลงสัญชาติเป็นไทย แต่ว่าจะได้สัญชาติไทยหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของตนเองว่าจะมีครบถ้วนตามแนวทางการให้สัญชาติของทางราชการหรือเปล่า

สำหรับกรณีที่คำขอพิสูจน์สัญชาตินั้นมีพยานหลักฐานรับฟังไม่ได้ว่าผู้ยื่นคำขอเป็นคนสัญชาติไทย ผู้บัญชาการตรวจคนเข้าเมืองก็จะสั่ง "ยกคำร้อง" (คำขอพิสูจน์สัญชาติ) ตรงนี้ก็มีข้อสังเกตในการใช้ภาษาอยู่อย่างหนึ่งว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองหรือตำรวจมักจะเรียก "คำขอ" เป็น "คำร้อง" อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นภาษาพูดหรือภาษาเขียน ซึ่งอันที่จริงแล้วการขออนุญาตต่างๆจากส่วนราชการทางปกครอง ถ้อยคำในกฎหมายจะใช้ว่า "คำขอ" ส่วน "คำร้อง" นั้น เป็นกรณีที่ใช้กับศาลเพราะกฎหมายกำหนดไว้เป็นเช่นนั้น จึงขอตั้งข้อสังเกตไว้ด้วย เผื่อว่าในอนาคตจะได้เรียกกันให้ถูกต้องเสียที

ในกรณีที่ถูกยกคำขอพิสูจน์สัญชาติ ผู้ถูกยกคำขอนั้นก็มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลปกครอง เพื่อโต้แย้งและพิสูจน์ว่าตนมีสัญชาติไทยได้ และในระหว่างนี้ก็สามารถใช้เหตุผลที่อยู่ระหว่างรอผลการดำเนินคดีในศาลปกครอง นำไปยื่นคำขออยู่ต่อในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองได้ หากผลสุดท้ายปรากฏว่า ศาลมีคำสั่งว่าเป็นคนสัญชาติไทย ก็ต้องนำคำสั่งศาลไปให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเพื่อเสนอให้ผู้บัญชาการตรวจคนเข้าเมืองสั่งปล่อยตัวเข้าเมืองในฐานะเป็นคนสัญชาติไทย ซึ่งตรงนี้ยังมีขั้นตอนการพิจารณาโดยพนักงานเจ้าหน้าที่อีก กล่าวคือ ถ้าผู้ยื่นคำขอเป็นบุตรที่เกิดจากบิดาหรือมารดาคนไทย ก็สามารถแจ้งให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครหรือผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วแต่กรณี เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับทะเบียนราษฎรตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นได้เลย แต่ถ้าเป็นกรณีที่ผู้ยื่นคำขออยู่ในข่ายที่อาจถูกถอนสัญชาติได้อันเนื่องมากจากมีบิดามารดาเป็นคนต่างด้าวดังได้กล่าวมาแล้วก่อนหน้านี้ ก็จะต้องมีขั้นตอนย้อนกลับส่งไปให้ผู้บังคับการกองตำรวจสันติบาล 2 ดำเนินการกรณีอาจถูกถอนสัญชาติไทยอีก ซึ่งหากไม่ถูกถอนสัญชาติไทยก็จะได้รับการปล่อยตัวเข้าเมืองในฐานะคนสัญชาติไทย แต่ถ้าถูกถอนสัญชาติไทย ก็คงจะได้รับสิทธิแต่เพียงเป็นคนต่างด้าวที่มีถิ่นที่อยู่ถาวรดังได้กล่าวมาแล้ว

ขอบคุณข้อมูลความรู้ดีๆจาก

คุณ สุภัทร์ สกลไชย

http://www.visathailand.com/joomla15x/index.php?option=com_kunena&Itemid=2&func=view&catid=6&id=19

โดย Polsciphayao51

 

กลับไปที่ www.oknation.net