วันที่ เสาร์ กันยายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

** สร้อยโคลง ใช้อย่างไร..??**





 


สร้อยโคลง หรือ คำสร้อย

สร้อยโคลง หรือ คำสร้อยซึ่งใช้ต่อท้ายโคลงสี่สุภาพในบาทที่ 1 และ
บาทที่ 3 นั้น จะใช้ต่อเมื่อเนื้อความในบาท หรือวรรคขาดความหมาย
หรือเนื้อความยังไม่สมบูรณ์ หากได้ใจความอยู่แล้วไม่ต้องใส่ เพราะ
จะทำให้โคลงเกิดการ "รกสร้อย"
         สร้อยโคลง มักนิยมใช้คำที่มีความหมายได้เพียงคำเดียว ส่วน
อีกคำจะเป็นสร้อยที่ไม่มีความหมาย เช่น นางเอย   ใจแฮ  นุชเฮย
เปรียบนา ดังกล่าวแล้ว ดังนั้น สร้อยโคลง ที่ ใช้คำ ที่มีความหมาย
ทั้งสองคำ ซึ่งเรียกกันว่า "สร้อยเจตนัง" คือสร้อยที่ใช้ตามใจ ซึ่ง
ไม่ควรใช้ในงานกวีนิพนธ์ที่เป็นพิธีการ ตลอดจนไม่นิยมกันใน
การแต่งโคลงโดยทั่วไป

         คำสร้อยที่นิยมใช้กันเป็นแบบแผนมีทั้งหมด 18 คำ

1. พ่อ  ใช้ขยายความเฉพาะบุคคล
2. แม่  ใช้ขยายความเฉพาะบุคคล หรือเป็นคำร้องเรียก
3.  พี่ ใช้ขยายความเฉพาะบุคคล อาจใช้เป็นสรรพนามบุรุษที่ 1 หรือบุรุษที่
      2   ก็ได้
4.   เลย ใช้ในความหมายเชิงปฏิเสธ
5.   เทอญ มีความหมายเชิงขอให้มี หรือ ขอให้เป็น
6.   นา มีความหมายว่าดังนั้น เช่นนั้น
7.   นอ มีความหมายเช่นเดียวกับคำอุทานว่า หนอ หรือ นั่นเอง
8.   บารนี สร้อยคำนี้นิยมใช้มากในลิลิตพระลอ มีความหมายว่า ดังนี้ เช่นนี้
9.   รา มีความหมายว่า เถอะ เถิด
10. ฤๅ มีความหมายเชิงถาม เหมือนกับคำว่า หรือ
11. เนอ มีความหมายว่า ดังนั้น เช่นนั้น
12. ฮา มีความหมายเข่นเดียวกับคำสร้อย นา
13. แล มีความหมายว่า อย่างนั้น เป็นเช่นนั้น
14. ก็ดี มีความหมายทำนองเดียวกับ ฉันใดก็ฉันนั้น
15. แฮ มีความหมายว่า เป็นอย่างนั้นนั่นเอง ทำนองเดียวกับคำสร้อยแล
16. อา ไม่มีความหมายแน่ชัด แต่จะวางไว้หลังคำร้องเรียกให้ครบพยางค์
       เช่น พ่ออา แม่อา พี่อา หรือเป็นคำออกเสียงพูดในเชิงรำพึงด้วยวิตก
       กังวล
17. เอย ใช้เมื่ออยู่หลังคำร้องเรียกเหมือนคำว่าเอ๋ยในคำประพันธ์อื่น หรือ
       วางไว้ให้คำครบตามบังคับ
18. เฮย ใช้เน้นความเห็นคล้อยตามข้อความที่กล่าวหน้าสร้อยคำนั้น เฮย
      มาจากคำเขมรว่า "เหย" แปลว่า "แล้ว" จึงน่าจะมีความหมายว่า เป็น
      เช่นนั้นแล้ว ได้เช่นกัน


       คำสร้อยนั้น จะต้องเป็น คำเป็น เท่านั้น ห้ามใช้ คำตาย   

สรุป
        กล่าวโดยสรุป ข้อบังคับของโคลงสี่สุภาพ (สังเกตจากแผนผัง) ได้ดังนี้
๑. บทหนึ่งมี ๔ บาท หรือ ๔ บรรทัด
๒. วรรคหน้าของทุกบรรทัด มี ๕ พยางค์ วรรคหลังของบรรทัดที่ ๑ - ๓ มี ๒ 
     พยางค์
        บรรทัดที่ ๔ มี ๔ พยางค์ สามารถท่องจำนวนพยางค์ได้ดังนี้
        ห้า - สอง (สร้อย ๒ พยางค์ มักลงท้ายด้วย นา แฮ เฮย เพื่อรับคำ
                      ต่อคำ  เชื่อมคำ )
        ห้า - สอง
        ห้า - สอง (สร้อย ๒ พยางค์ มักลงท้ายด้วย นา แฮ เฮย เพื่อรับคำ
                      ต่อคำ เชื่อมคำ )
         ห้า - สี่ (คำสุดท้ายหากจะให้เกิดความไพเราะในการอ่านนิยมลงเสียง   
                   จัตวา)
๓. มีตำแหน่งสัมผัสตาม สัญลักษณ์ (ส) และ (ท)
๔. บังคับรูปวรรณยุกต์ เอก ๗ โท ๔ ตามตำแหน่งในแผนผัง
        
   ๏ กากากาก่าก้า      กากา(ส) กากา
กาก่ากากากา(ส)        ก่าก้า(ท)
กากาก่ากากา(ส)        กาก่า          กากา
กาก่ากากาก้า(ท)        ก่าก้ากากาฯ
    
หวังว่าคงมีประโยชน์ สำหรับผู้สนใจ ใคร่ฝึกโคลงนะครับ ลองแต่งดู แ้ล้ว
ท่านจะเห็นประโยชน์ และสนุกกับโคลง ครับ

        
......................


คนกุลา  (เรียบเรียง)

ในเหมันต์

ขอบคุณที่มา :

http://www.st.ac.th/thaidepart/poemt2.php#chan6
http://www.st.ac.th/bhatips/klong.htm
http://th.wikipedia.org/wiki

โดย คนกุลา

 

กลับไปที่ www.oknation.net