วันที่ อังคาร กันยายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

โฆษกศาลยุติธรรม..ชี้แจงขั้นตอนคดี"วิคเตอร์" ต่อคอลัมน์"นิติภูมิ"


หนูกิได้ไปร่วมงานสื่อมวลชนสัมพันธ์กับสำนักงานศาลยุติธรรม ได้ไปรับรู้รับทราบปัญหาการทำงานในสายข่าวศาล ข่าวคดีความ หลายประการ ทั้งจากฝ่ายศาลและผู้สื่อข่าว ส่วนหนูกิเองไปในฐานะคนทำรายการ Re-writer และคนทำข่าวเวบ ข่าว SMS ซึ่งเป็นส่วนต่อจากผู้สื่อข่าว ต่างก็มีข้อจำกัดต่างกันไป ทั้งยังได้แลกเปลี่ยนข้อมูล แนะนำ ติติง ในฐานะผู้ชมและประชาชนคนอยากได้ข้อมูล ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีค่ะ

ทั้งนี้ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ นายสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ โฆษกศาลยุติธรรม ขอแอบแซวเล็กๆว่าตอนพูดคุยนาบนุ่มลุ่มลึก แต่พอจับไมค์เท่านั้น วิญญาณ "สุรพล" ก็สิง ตามด้วย "พลพล" ราวกับต้นฉบับมาเอง

ช่วงหนึ่งของการพูดคุยได้พูดถึงถึงอิทธิพลของสื่อ (ใครเรียนนิเทศนึกถึงวิชาทฤษฎีสื่อไว้) ว่าการสื่อสารอาจสร้างความเข้าใจผิดได้ หากปราศจากความรู้ในเรื่องนั้นๆดีพอ สื่อมองว่าต้องใส่ข้อมูลให้ประชาชน จากนั้นประชาชนจะพิจารณาเอง เมื่อมีข้อมูลใหม่ก็เพิ่มเติมชี้แจงต่อไป แต่ตามหลักมนุษย์มักเชื่อถือข้อมูลแรก ยิ่งหากไม่ได้รับข้อความที่ชี้แจงคราวหลังก็มิอาจรู้ลึกเรื่องจริงได้ 

ตอนหนึ่งโฆษกศาลยุติธรรมได้ยกตัวอย่างเกี่ยวกับคดี "วิคเตอร์ บูท" ที่คุณนิติภูมิ นวรัตน์ เขียนคอลัมน์ไว้ ... วันนี้ได้รับบทความชี้แจงทางเมล์ ขอยกทั้งหมดมาให้เพื่อนๆ OKnation อ่านกันด้วยค่ะ ^^

ขั้นตอนการจัดทำคำพิพากษาคดี "วิคเตอร์ บูท"

ผู้เขียนได้อ่านบทความคุณนิติภูมิ นวรัตน์ ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับลงวันที่ 25 สิงหาคม 2553 หน้า 2 คอลัมภ์เปิดฟ้า...ส่องโลก เรื่องวิคเตอร์ บูท (2) ใจความตอนหนึ่งว่า

“...ผู้อ่านท่านผู้เจริญ ศาลอาญาซึ่งเป็นศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อ 11 สิงหาคม 2552 ปฏิเสธคำร้องของสหรัฐอเมริกาในการส่งนายวิคเตอร์ บูท เป็นผู้ร้ายข้ามแดน โดยให้เหตุผลว่า ลักษณะนี้เป็นคดีการเมืองและเป็นคดีที่ศาลไทยพิจารณาไม่ได้ เพราะข้อกล่าวหาของสหรัฐอเมริกาไม่ตรงกับมาตราใด ๆ ของศาลไทยเลย

วันเดียวกันนั้น พนักงานอัยการอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษาศาลอาญา ศาลอุทธรณ์รับไว้เมื่อ 10 พฤศจิกายน 2552 และศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ขังนายวิคเตอร์ บูท ไว้เพื่อส่งตัวข้ามแดนไปยังสหรัฐอเมริกาฯ เมื่อ 24 พฤษภาคม 2553

แต่สังคมภายนอกรู้คำพิพากษาพร้อมกันทั่วโลกเมื่อ 20 สิงหาคม 2553 แสดงว่าคำพิพากษามีก่อนที่ประกาศจริงถึง 2 เดือน 27 วัน

ในห้วงช่วง 3 เดือนที่ว่านี้ นายกษิต ภิรมย์ เดินทางไปกรุงมอสโกเพื่อคุยกับกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียหลายเรื่อง รวมทั้งเรื่องของนายบูทด้วย แถมนายกษิตเองก็พบกับนายเซรเกย์ ลาฟรอฟ รมว.ต่างประเทศของรัสเซียที่กรุงฮานอยเมืองหลวงของเวียดนาม เมื่อออกมาจากห้องสนทนา นายลาฟรอฟบอกกับคนที่นั่งคอยอยู่หน้าห้องว่า “รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยเริ่มพูดถึงกรณีบูทก่อน...”

เรื่องที่นายกษิตพูดกับรัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียนั้น เป็นความลับไม่มีใครทราบ แต่ผมก็ไม่คิดว่านายกษิตจะแย่ขนาดเอาเรื่องอิสระภาพนายวิคเตอร์ บูท ไปแลกกับการขอให้รัสเซียส่งพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตรกลับมาให้รัฐบาลไทยลงโทษ

ยิ่งนายกษิต ภิรมย์ รู้ผลคำพิพากษาล่วงหน้าว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาแล้วว่าให้ส่งตัวนายวิคเตอร์ บูท ไปให้สหรัฐอเมริกา ทว่าในระหว่างนั้น นายกษิตกล้าไปเจรจาเรื่องแลกตัวนายวิคเตอร์ บูท กับพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ผมว่าอันนี้ก็เหมือนรัฐมนตรีต่างประเทศไทยไปหลอกลวงรัฐบาลรัสเซีย

ผู้เขียนเชื่อว่า คุณนิติภูมิเป็นคอลัมนิสต์ที่มีความรอบรู้พหูสูตร มีผู้อ่านที่นิยมชมชอบ

บทความคุณนิติภูมิจำนวนมาก แต่จากข้อความของคุณนิติภูมิข้างต้น อาจทำให้ผู้คนในสังคมเกิดความสับสนลังเลสงสัยอย่างน้อย 4 เรื่องคือ

1. เหตุใดศาลอาญากับศาลอุทธรณ์จึงตัดสินคดีนายวิคเตอร์ บูท ต่างกัน

2. คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีวิคเตอร์ บูทแล้วเสร็จล่วงหน้าถึง 2 เดือน 27 วัน แต่เหตุใด

ศาลอาญาจึงเพิ่งอ่านคำพิพากษาในวันที่ 20 สิงหาคม 2553

3. ในช่วง 3 เดือน ระหว่างนี้ นายกษิต ภิรมย์ ได้เดินทางไปกรุงมอสโกเพื่อคุยกับกระทรวง

การต่างประเทศรัสเซียเรื่องของนายวิคเตอร์ บูท หรือไม่และที่นายกษิต ภิรมย์ได้พบกับ

รัฐมนตรีต่างประเทศของรัสเซียที่กรุงฮานอยเมืองหลวงของประเทศเวียดนาม รัฐมนตรี

ต่างประเทศของไทยพูดถึงกรณีของนายบูทก่อนหรือไม่

4. นายกษิต ภิรมย์ มีโอกาสรู้ผลคำพิพากษาล่วงหน้าว่า ศาลอุทธรณพิพากษาให้ส่งตัว

นายวิคเตอร์ บูท ไปให้สหรัฐอเมริกา นายกษิตจึงไปเจรจาเรื่องแลกตัวนายวิคเตอร์

บูทกับพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร หรือไม่

ผู้เขียนในฐานะเป็นผู้พิพากษามา 27 ปี อยู่ศาลอุทธรณ์มา 5 ปี ขอเรียนชี้แจงทำ

ความเข้าใจกับคุณนิติภูมิและท่านผู้อ่านในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับศาลยุติธรรมใน ข้อ 1 และ ข้อ 2ดังนี้

1 ) เหตุที่ศาลอาญาตัดสินคดีแตกต่างจากศาลอุทธรณ์ (ให้ส่งตัวนายวิคเตอร์ บูท ข้ามแดนไปประเทศสหรัฐอเมริกา) เพราะผู้พิพากษาแต่ละชั้นศาลมีดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานรับฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยข้อกฏหมายที่แตกต่างกัน อย่างเป็นอิสระ ไม่ถูกฝ่ายใดบังคับครอบงำแทรกแซง คำพิพากษาจึงไม่มีธงคำตอบล่วงหน้าโดยเฉพาะผู้พิพากษาองค์คณะในชั้นศาลอุทธรณ์คดีนี้เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถสูง มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์มีประสบการณ์ในการพิจารณาพิพากษาคดีมาเกือบ 30 ปี และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ต้องถึงที่สุด ดังนั้นผลคดีจึงมีความแตกต่างกันได้เป็นธรรมดาไม่ใช่เรื่องผิดปกติวิสัย เฉกเช่นคดีอื่นทั่วไปในระบบศาลยุติธรรมไทยและต่างประเทศที่ศาลสูงเปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาศาลชั้นต้น หากศาลยุติธรรมไทยถูกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแทรกแซงจริง เชื่อได้ว่าผลคำพิพากษาทั้งสองศาลต้องเป็นไปในแนวทางเดียวกัน

2) คดีนายวิคเตอร์ บูท ประธานศาลอุทธรณ์เป็นผู้ตรวจคำพิพากษาและเห็นชอบด้วยในผลแห่งคดีจึงตรวจสั่งออก ในวันที่ 24 พฤษภาคม 2553 (วันที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์) แต่คดียังต้องส่งให้ผู้พิพากษาองค์คณะลงนามและต้องผ่านการตรวจกลั่นกรองความถูกต้องอีกหลายชั้น หลังจากนั้นจึงจะส่งไปให้ศาลชั้นต้น (ศาลอาญา) เพื่ออ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟัง เมื่อศาลอาญาได้รับสำนวนในต้นเดือน สิงหาคม 2553 จึงได้ออกหมายแจ้งวันนัดให้คู่ความทุกฝ่ายมาฟังคำพิพากษา ในวันที่ 20 สิงหาคม2553 ฉะนั้นระยะเวลา 2 เดือน 27 วัน จึงเป็นขั้นตอนการทำงานตามปกติของศาลอุทธรณ์และศาลอาญาตามกระบวนการที่กฏหมายกำหนด นอกจากนี้คำพิพากษาจะต้องถูกใส่ซองปิดผนึกและเก็บรักษาไว้ที่ตู้นิรภัยในห้องมั่นคงของศาลจึงไม่มีผู้ใดลักลอบรู้ผลคดีได้อย่างแน่นอนกรณีจึงไม่เป็นข้อพิรุธไม่ว่าจะเป็นคดีนายวิคเตอร์ บูท หรือคดีอื่นก็ปฏิบัติในทำนองเดียวกัน

ส่วนในประเด็นที่ 3 และ 4 ผู้เขียนเห็นว่า

3) กระทรวงการต่างประเทศได้มีหนังสือที่ กต 0903/1880 ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2553 ตอบคุณนิติภูมิแล้วว่า ในช่วง 3 เดือนตามข้อ 3 ไม่มีการหารือระหว่าง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของประเทศไทยกับประเทศรัสเซีย ข้อเขียนคุณนิติภูมิไม่มีมูลความจริง และเป็นการคาดเดาในลักษณะที่เข้าใจผิด

4) นายกษิตไม่ใช่ผู้พิพากษาผู้ตัดสินคดีนี้ แต่เป็นนักการฑูตที่มีหลักการรู้กาละเทศะและไม่เคยก้าวล่วงคดีใด ๆ ของศาลยุติธรรม จึงเป็นไปไม่ได้และไม่ควรกล่าวหาว่าในทำนองว่าหากคุณกษิตล่วงรู้ผลคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ล่วงหน้า เพราะแม้แต่รัฐบาลต่างประเทศสหรัฐอเมริกายังต้องป้องกันความเสี่ยงด้วย

การขอให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องนายวิคเตอร์ บูท ขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนเป็นอีกคดีหนึ่งเพื่อออกหมายขังไว้ก่อนเกรงว่าหากศาลอุทธรณ์พิพากษาปล่อยตัวแล้ว นายวิคเตอร์ บูท จะหลบหนี จนถึงบัดนี้สหรัฐอเมริกาก็ยังรับตัวนายวิคเตอร์ บูท กลับไปดำเนินคดีไม่ได้ ส่วนพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ จะพำนักอยู่ที่รัสเซียเป็นการชั่วคราวหรือถาวรเพื่อให้นายกษิตเจรจา แลกตัวนายวิคเตอร์ บูท จริงหรือไม่ก็ยังเป็นข้อน่าสงสัยอยู่ เพราะทางการรัสเซียหรือผู้เกี่ยวข้องไม่เคยมีผู้ใดออกมาพูดประเด็นนี้ รวมทั้งกระทรวงการต่างประเทศของไทยได้มีหนังสือตอบคุณนิติภูมิไปอีกว่า เป็นไปไม่ได้ที่รัฐบาลไทยจะทราบคำพิพากษาคดีนายวิคเตอร์ บูท ล่วงหน้าหรือนำไปหารือกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเพื่อสร้างเงื่อนไขจากการพิพากษาดังกล่าวแต่คุณนิติภูมิมิได้เผยแพร่คำชี้แจงของกระทรวงการต่างประเทศแม้แต่ประเด็นเดียว จึงดูจะไม่เป็นธรรมที่จะเลือกพูดข้างเดียวโดยไม่เปิดโอกาสให้สาธารณชนรับฟังข้อเท็จจริงอีกทางหนึ่งก่อนจะเลือกเชื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยเฉพาะข้อเขียนของคุณนิติภูมิที่ว่า คุณกษิตไปเจรจากับรัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย เพื่อแลกตัวกับพันตำรวจโท ดร.ทักษิณนั้นก็ยิ่งไม่สมด้วยเหตุผล เพราะศาลอุทธรณ์พิพากษาส่งตัวนายวิคเตอร์บูทไปดำเนินคดีที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ข้อเท็จจริงจึงฟังและเชื่อได้ว่านายกษิตไม่รู้ผลคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีนี้อย่างแน่นอน ข้อเขียนคุณนิติภูมิจึงเป็นการคาดเดาข้อมูลที่ปราศจากมูลความจริงอย่างสิ้นเชิง

ผู้เขียนเชื่อว่า ผู้ที่ทำหน้าที่สื่อมวลชนไม่ว่าฐานะใด หากมีการนำเสนอข้อมูลโดยปราศจากความเป็นจริงหรือปรุงแต่งความจริงระคนปนเท็จตั้งอยู่ในสมมติฐานความเชื่อส่วนตนมีทัศนคติที่ไม่สร้างสรรค์และเจือปนด้วยอคติแล้วย่อมทำให้ประชาชนผู้ที่เสพสื่อไม่ว่าคนไทยหรือต่างชาติสับสนหลงผิดกลายเป็นชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้าน และเป็นการเสี้ยมเขาควายให้ชนกัน ทำให้ประเทศชาติบอบช้ำเสียหายยิ่งขึ้นรวมทั้งเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของศาลและกระบวนการศาลยุติธรรมไทยในสายตาชาวโลกด้วย

สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ

โฆษกศาลยุติธรรม

โดย หนูวี้ดว้าย

 

กลับไปที่ www.oknation.net