วันที่ อังคาร กันยายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

:: อิ่มบุญ-อุ่นใจ และไดโนเสาร์ ::


 

* อิ่มบุญ-อุ่นใจ *

 

 

 หายหน้า หายตา หายหัว หายทั้งตัว แต่ยังไม่ลืมที่จะหายใจ 

(แบบว่ากลัวขาใหญ่แถวอรัญฯ ดีใจอ่ะ)
แอบๆ แวะเวียนเข้ามา ด้อมๆ มองๆ ดูลาดเลา ตามบ้านนั้นมั่ง บ้านนี้มั่ง
ปรากฏว่าหลายๆ บ้าน เจ้าของไม่อยู่...
บางบ้านก็มีกัลยาณมิตรแวะมาเยี่ยมเยือน ในขณะที่อีกส่วนนึงกลายเป็นบ้านร้าง!
ซึ่งบ้านของกระผมเองก็เริ่มจะเข้าข่ายที่ว่ามาเช่นกัน!!


ดังนั้น ก่อนที่บ้านหลังนี้จะถูกยึดคืนเพื่อเอาไปขายทอดตลาดซะก่อน
จึงเห็นสมควรด้วย...เฮ้ยไม่ใช่ จึงเห็นสมควรว่า (ปะป๊าคนโทหูผึ่งเลยชิมิล่ะ)
ต้องเข้ามาเก็บกวาด ทำความสะอาดให้เรียบร้อย
เพื่อเปิดต้อนรับหมู่มวลญาติสนิท มิตรรักแฟนเพลง ตลอดจนชาวโอเคฯ ทุกท่าน
ได้แวะมาผ่อนคลายตามอัธยาศัยกันได้นับแต่บัดนี้ครับผม...

::::::::::

"อาทิตย์นี้ไปงานบวชไอ้โรกันนะ" เจ๊ต๋อยบอกกับผมขณะกำลังขับรถกลับบ้านในเย็นวันนั้น

"ที่ไหน ใครไปมั่ง แล้วไปยังไงกัน" ผมยิงคำถามเป็นชุด กะให้เธองง แล้วลืมเรื่องที่ชวน

"อ.เขาวง กาฬสินธุ์ ไปกันหลายคน ก็มีไอ้...@@##@@++ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
ก็ขับรถไปกันเอง ประมาณ 4-5 คัน"
ผิดคาดครับ เจ๊แกไม่มึน แถมยังปล่อยหมัดตรงเข้าปลายคางผมอีกด้วยประโยคที่ว่า
"เราก็แวะเที่ยวระหว่างทางด้วยสิ เธอลองดูสถานที่ที่น่าสนใจ
แล้วก็จัดให้มันเหมาะสมกับเวลาและระยะทางด้วยนะ"

 งานงอกแล้วล่ะสิตรู

::::::::::

และนั่นก็คือจุดเริ่มต้น ของทีเซอร์ที่ปล่อยมาก่อนหน้านี้ไม่นาน (หรือเปล่านะ)
แต่ผมว่าไม่นานเท่าไหร่นะ ถ้าไม่เชื่อก็ลองดูหลักฐานข้างล่างนี้สิครับ



เห็นหรือยังล่ะครับว่า ไม่นานเลย ชิมิ ชิมิ ...


::::::::::

::::::::

::::::

::::

::
 


หากครอบครัวใดมีลูกชายที่อายุครบ 20 ปีบริบูรณ์แล้วล่ะก็
ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย รวมทั้งญาติพี่น้องทุกๆ คน
ต่างก็เฝ้ารอวันที่จะเห็นลูก หลาน ของตนได้เข้าพิธีอุปสมบทกันแทบทั้งนั้น



เนื่องด้วยคนไทยมีความเชื่อที่ว่า
การที่ลูกชายได้บวช จะทำให้พ่อแม่ได้เกาะชายผ้าเหลืองขึ้นสวรรค์
อีกทั้งการบวชยังถือเป็นการทดแทนพระคุณของพ่อแม่
ที่ได้ให้กำเนิด ให้การเลี้ยงดูเอาใจใส่จนเติบโตมาอีกด้วย



โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมชนบทด้วยแล้ว
การบวชลูกชาย ถือเป็นงานใหญ่ของครอบครัวกันเลยทีเดียว



ไม่ว่าลุงป้า น้าอา หรือญาติพี่น้องที่ไปทำมาหากิน
หรือตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งหนตำบลไหน ไกลใกล้เพียงใด
ก็จะมาพร้อมหน้าพร้อมตากันในงานนี้
ด้วยจิตใจที่อิ่มเอม เบิกบานและมีความสุข



โดยทั่วไปการบวช นิยมบวชตามประเพณีในช่วงก่อนวันเข้าพรรษา
เพื่อจะได้สามารถอยู่ศึกษาพระธรรมตลอดระยะเวลาเข้าพรรษา ประมาณ 3 เดือน
เรียกกันว่า บวชเอาพรรษา จากนั้นก็จะลาสิกขา (สึก) เมื่อพ้นวันออกพรรษาแล้ว



แต่ในปัจจุบัน
ด้วยเงื่อนไขในเรื่องของหน้าที่การงาน ตลอดจนความเปลี่ยนแปลงทางสังคม
ทำให้ระยะเวลาในการบวชขึ้นอยู่กับความสะดวกของผู้บวชเป็นสำคัญ
ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะเห็นบางคนบวชประมาณ 7 วัน 15 วัน ก็สึกแล้ว
แถมยังไม่ต้องรอช่วงเข้าพรรษาก้สามารถบวชได้ ที่เรียกกันว่า ฤกษ์สะดวก นั่นเอง

 


โดยทั่วๆ ไปนั้น การจัดงานบวชนิยมจัดกันประมาณ 2 วัน
โดยในวันแรกจะเป็นพิธีโกนผมนาค
ซึ่งในพิธีการโกนผมนาค สามารถจัดที่วัดหรือที่บ้านก็ได้แล้วแต่ความเหมาะสม
โดยเชิญญาติผู้ใหญ่ ปู่ ย่า ตา ยาย พ่อ แม่ มาทำการตัดผมนาค
และนำผมปอยที่ตัดวางไว้บนใบบัวที่นาคถือ

หลังจากนั้นพระจะเป็นผู้โกนให้โดยจะโกนผมและคิ้วจนเกลี้ยงเกลา
ส่วนผมในใบบัวนั้นจะนำห่อใบบัว ไปลอยในแม่น้ำลำคลอง

หลังจากนั้นก็จะมีพิธีอาบน้ำนาคโดยใช้น้ำผสมเครื่องหอมต่างๆ
เมื่ออาบน้ำเสร็จแล้ว นาคจะนุ่งชุดขาวเพื่อประกอบพิธีทำขวัญนาคต่อไป


ในตอนเช้าวันรุ่งขึ้นจะมีการแห่นาคจากบ้านไปวัด โดยมีขบวนแห่นำด้วยกลองยาว แตรวง ขบวนรำ
ตามด้วยขบวนญาติพี่น้องที่ถือเครื่องอัฐบริขารต่างๆ
ซึ่งในเครื่องอัฐบริขารที่เป็นที่จับตาของบรรดาญาติมิตรของนาคมากที่สุด คงไม่พ้น หมอน
เพราะบอกเล่ากันมาแต่เก่าก่อนว่า ผู้ที่จะได้ถือ หมอน มักจะเป็น แฟนของนาค นั่นเอง
ส่วนพ่อนาคจะถือตาลปัตร สะพายบาตร และแม่นาคจะเป็นคนถือผ้าไตร

และสิ่งที่นับเป็นสีสัน จะขาดเสียไม่ได้ในงานบวช ไม่ว่าที่ใดๆ ก็ตาม
ก็คือ ขบวนแห่นาค ซึ่งมักประกอบด้วยขบวนกลองยาว แตรวง และขบวนรำ

มีความเชื่อกันว่าถ้าใครได้ร่วมรำในขบวนแห่นาคแล้วล่ะก็ จะได้ไปเกิดเป็นเทวดาและนางฟ้าอยู่บนสวรรค์
ซึ่งถ้าหากเป็นเรื่องจริง ผมคงได้เป็นเทวดาอย่างแน่นอนเลยครับ


ยิ่งงานไหนกลองยาว หรือแตรวงเล่นได้สนุกสนานถึงใจแล้วล่ะก็
เรามักจะได้เห็นภาพแบบเดียวกันนี้ทุกทีไป 

นี่ล่ะครับ เสน่ห์ของประเพณีไทยที่ไม่เหมือนใครในโลก...




ระยะทางประมาณ 600 กิโลเมตร อาจเป็นอุปสรรคกับการเดินทางบ้าง
แต่การได้เป็นส่วนหนึ่งของการร่วมสืบทอดพุทธศานา สืบสานวัฒนธรรม วิถีชีวิตความเป็นไทย
และความสุขที่ได้รับกลับมานั้น คุ้มค่าเกินกว่าจะบรรยายเป็นคำพูดได้




.. อิ่มบุญ และอุ่นใจ ..

จริงๆ นะครับ 


.......................................................


** ไดโนเสาร์ **





จากอำเภอเขาวง ที่เป็นบ้านงาน ผมขับรถมาทางอำเภอสหัสขันธ์
โดยมีจุดหมายอยู่ที่พิพิธภัณฑ์สิรินธร และแหล่งขุดค้นไดโนเสาร์ภูกุ่มข้าว
ตั้งใจจะไปดูรอยเท้าของบรรพบุรุษ เอ้ย... รอยเท้าไดโนเสาร์ ว่ามันจะใหญ่โตมโหฬารซักแค่ไหนกัน


ระหว่างทางก็เจอสัตว์ประหลาดคู่ปรับอุลตร้าแมน เป็นระยะๆ



รู้สึกเหมือนหลงเข้ามาในจูราสสิคปาร์ค ยังไงยังงั้นเลยครับ
นี่ถ้ามาตอนกลางคืน คงต้องมีตกใจกันบ้างล่ะ



ไดโนเสาร์ เป็นชื่อเรียกโดยรวมของสัตว์เลื้อยคลานอันดับใหญ่ Dinosauria
ซึ่งเคยครอบครองระบบนิเวศน์ในมหายุคมีโซโซอิก เป็นเวลานานถึง 165 ล้านปี
ก่อนที่พวกมันจะสูญพันธุ์ไปเมื่อ 65 ล้านปีที่ผ่านมา

คำว่า "ไดโนเสาร์" มาจากภาษาอังกฤษว่า "Dinosaur"
ถูกคิดค้นขึ้นโดย เซอร์ริชาร์ด โอเวน นักบรรพชีวินวิทยาชาวอังกฤษ ผู้ศึกษาเรื่องซากดึกดำบรรพ์
โดยการนำคำในภาษากรีกสองคำมาผสมกัน คือ คำว่า Deninos (ใหญ่จนน่าสะพรึงกลัว)
และคำว่า Saurus (สัตว์เลื้อยคลาน)



ไดโนเสาร์ชนิดแรกถือกำเนิดขึ้นเมื่อประมาณ 230 ล้านปีที่แล้ว
หรือ 20 ล้านปีหลังจากเกิดการสูญพันธุ์เพอร์เมียน-ไทรแอสซิก (Permian-Triassic extinction)
ซึ่งได้คร่าชีวิตของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนโลกในสมัยนั้นไปกว่า 70%

สายพันธุ์ไดโนเสาร์แพร่กระจายอย่างรวดเร็วหลังจากยุคไทรแอสซิก
กล่าวได้ว่าในยุคจูแรสซิก และยุคครีเทเซียส ถือเป็นยุคทองของไดโนเสาร์
เนื่องจากสิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่จะมีขนาดเกินกว่าหนึ่งเมตรขึ้นไป
จนกระทั่งเมื่อ 65 ล้านปีที่แล้ว
เกิดการสูญพันธุ์ครีเทเซียส-เทอร์เทียรี่ (Cretaceous-Tertiary extinction)
ทำให้เกิดการกวาดล้างไดโนเสาร์จนสูญพันธุ์ไปจากโลกนี้

(บทความจาก "คู่มือ เส้นทางตามรอยไดโนเสาร์ ขอนแก่น-กาฬสินธุ์"
โดย ททท.สำนักงานขอนแก่น)





ป้ายเตือน "ระวังไดโนเสาร์ข้ามถนน"

ซึ่งอยู่ระหว่างเส้นทางไปพิพิธภัณฑ์สิรินธร เป็นอีกหนึ่งความแปลกตาของคนต่างถิ่นอย่างเรา
และป้ายนี้คุณปัญญา นิรันดร์กุล เคยนำไปเป็นคำถามในรายการ ยกสยาม มาแล้ว





จากการค้นพบแหล่งฟอสซิลไดโนเสาร์ที่วัดมักกะสัน อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์
เมื่อปี พ.ศ. 2537 ซึ่งได้พบซากไดโนเสาร์จำนวนมากกว่า 700 ชิ้น
เป็นไดโนเสาร์กินพืชอย่างน้อย 7 ตัวทับถมกันในบริเวณที่คาดว่าเป็นร่องน้ำ
จากซากทั้ง 7 ตัวนั้น พบว่ามีซากที่สมบูรณ์ที่สุด 1 ตัว นับเป็นซากที่สมบูรณ์มากที่สุด
ตั้งแต่มีการขุดค้นขึ้นในประเทศไทย และจากการศึกษาวิจัยพบว่าเป็นไดโนเสาร์สกุลใหม่
และชนิดใหม่ของโลกชื่อ ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน

ต่อมากรมทรัพยากรธรณีได้เริ่มจัดสร้างเป็น พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูกุ่มข้าว
เพื่อให้เป็นศูนย์กลางสำหรับการศึกษาวิจัยด้านซากดึกดำบรรพ์ในระดับนานาชาติ
จนแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2549 โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี
ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานนาม "สิรินธร" มาเป็นชื่อพิพิธภัณฑ์
เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2549 พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูกุ่มข้าวจึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น

"พิพิธภัณฑ์สิรินธร"





พิพิธภัณฑ์สิรินธร ได้เปิดทดลองให้บริการตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2550
และเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2551 โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในพิธี



มีส่วนจัดแสดงนิทรรศการทั้งหมด 8 โซน ซึ่งแต่ละโซนก็จะมีรายละเอียดต่างกันไป
อาทิเช่น แสดงประวัติเรื่องการกำเนิดจักรวาล โลก การกำเนิดสิ่งมีชีวิตบนโลก
วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต การกำเนิดและการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์
การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม การกำเนิดสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และวิวัฒนาการของมนุษย์







ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์สิรินธรเปิดให้บริการแก่ประชาชนทั่วไปที่สนใจ
มีการจัดนิทรรศการเผยแพร่ความรู้ จัดอบรม บรรยาย ในรูปแบบของสื่อโสตทัศน์หลายรูปแบบ
โดยเปิดให้บริการทุกวันอังคาร - วันอาทิตย์ (ปิดวันจันทร์)
ยกเว้นวันจันทร์ที่ตรงกับวันหยุดนักขัตฤกษ์
ตั้งแต่เวลา 08.30 น. - 17.00 น.








จากที่ได้เข้าไป พบว่ามีประชาชนที่สนใจเข้ามาชมกันค่อนข้างมาก
แต่การจัดการของหน่วยงานที่รับผิดชอบยังถือว่าค่อนข้างต่ำกว่าที่คาดหวังไว้

เป็นต้นว่า มีสื่อโสตทัศน์บางส่วนชำรุด ใช้งานไม่ได้
ไม่มีเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้สื่อฯ ในบางจุด
ผู้เข้าชมบางคนใช้งานสื่อฯ หรือเครื่องมือไม่เป็น แต่ไม่รู้จะหันไปถามใคร
ผู้เข้าชมบางกลุ่ม (โดยเฉพาะเด็กๆ) จัดการทำลายล้างอุปกรณ์โดยไม่ได้ตั้งใจ (มั้ง)

ซึ่งจุดเล็กๆ เหล่านี้ ถ้าปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการเอาใจใส่ แก้ไข
มันก็จะลุกลามกลายเป็นปัญหาใหญ่โตได้ในเวลาไม่นาน
เสียดายกับสิ่งดีๆ ที่ได้จัดทำขึ้นมาด้วยงบประมาณที่น่าจะสูงเอาการ
กับค่าใช้จ่ายอีกเล็กน้อยในการดูแล จัดการ ไม่น่าจะเกินความสามารถของผู้เกี่ยวข้อง
ก็คงต้องขอฝากให้ท่านผู้ที่เกี่ยวข้องช่วยพิจารณาด้วยนะครับ




แม้ว่าจะไม่ค่อยปลื้มกับอะไรหลายๆ อย่างที่พบเจอในวันนั้น
แต่โดยภาพรวมแล้ว ต้องถือว่าคุ้มค่ากับการได้เข้าชม

จากความตั้งใจของผู้ที่ริเริ่ม และก่อตั้งพิพิธภัณฑ์แห่งนี้
เพื่อให้เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้แก่นักเรียน นักศึกษา และผู้ที่สนใจ
ตลอดจนเป็นแหล่งข้อมูลทางวิชาการที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย

จึงอยากเชิญชวนทุกท่าน หากมีโอกาสได้ผ่านไปจังหวัดกาฬสินธุ์
อย่าลืมแวะเยี่ยมชม และให้กำลังใจกับพิพิธภัณฑ์สิรินธร
อย่างน้อยก็เพื่อทำความรู้จักกับสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่โตมโหฬาร
ที่ครั้งหนึ่งเคยได้ชื่อว่าเป็นผู้ครอบครองโลกใบนี้

... ไดโนเสาร์ ...

 

 .....................................................


หมายเหตุ

พิพิธภัณฑ์สิรินธร
โทร. 043-871014 , 043-871613 , 043-871615-6
www.dmr.go.th

 

 

 



 

โดย นายครก

 

กลับไปที่ www.oknation.net