วันที่ อังคาร กันยายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

รื่นรมย์กับการอ่าน..ฌิงเคอร์กับพุทธู ของเปรมจันท์


มีคนบอกกับผมว่า   อยากให้ท่วงทำนองในงานเขียนของผมเชื่องช้าลงอีกนิด   ไตร่ตรองกับอารมณ์ให้มันละเมียดขึ้น  การเขียนก็คงเปรียบประหนึ่งการเดินทาง  ก่อนหน้านั้นผมคงเร่งรุดเพื่อให้ถึงจุดหมายมากเกินไป  หวังผลเพียงลิ้มรสความสมหวังของปลายทาง  มิได้เหลียวแลดูสรรพสิ่งที่เลยผ่าน

ความงามอยู่ตรงนั้น   ตรงสิ่งที่ผมผ่านเลยไป

จะพยายามครับ

มานั่งนึกตรึกตรองดู   อาจจะจริงอย่างที่ผู้ปรารถนาดีได้พูดไว้  

แล้วก็ให้คิดต่อไปอีกว่า   ความเร่งรีบของผมนั้นคงจะเกิดจากบุคลิกลักษณะบางประการ   ผมคิดว่าคนอื่นคงจะเข้าใจเหมือนผม  ผมค่อนข้างรำคาญกับบทรำพันอันเยิ่นเย้อ  ฟูมฟาย  ประเภทที่ว่าสี่หน้ากระดาษก็ยังไม่ไปถึงไหน  วนเวียนวกวนอยู่ในวังวนของตัวอักษร

ผมจึงเร่งเรื่องให้มันเดินหน้าต่อไปด้วยการเปิดฉากอีกฉาก   ตัดไปที่ตัวละครอีกตัว   มันก็เลยกลายเป็นว่า   ผมเล่าเรื่องเร็วเกินไป

ไม่รู้จะเอายังไงดีเหมือนกัน   งานของผมทุกวันนี้ก็ยังไปไม่ถึงไหน   ...ต้องพยายามกันต่อไป

หนังสือเล่มนี้ผมเคยอ่านนานมาแล้ว  ได้มาด้วยกาลเวลา  รวมเรื่องสั้นของ  เปรม  จันท์   ผลงานแปลของ  ปรีชา  ช่อปทุมมา  ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๓  สนพ.วงวรรณ  พ.ศ.๒๕๓๒

กลับมาอ่านอีกครั้งเมื่อคืนนี้   ก่อนจะหลับคาหนังสือ  และอ่านมันไม่จบ 

เช้านี้  แดดทำท่าว่าจะทอแสงแสบตา  แต่แล้วก็หุบหายไปในร่มเงาของหมู่เมฆ  

ธรรมดาของชีวิตประจำวัน   ในมือผมมีหนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มนี้ติดกายไปนั่งอ่าน  ระหว่างรอนักเรียนเข้าแถวเคารพธงชาติและทำกิจกรรมหน้าเสาธงอื่นๆ

อ่านมาถึงเรื่องสั้นเรื่องหนึ่ง   แล้วอารมณ์ของผมก็สะดุดกึกลง  เรื่องสั้นเรื่องนั้นชื่อเรื่อง  ลำหักลำโค่น

คุยกับอาจารย์ประมวล  ดาระดาษ  (ทางfb)  ท่านบอกว่าผมกำลังอยู่ในวัยหนุ่มฉกรรจ์ 

บางครั้งผมมองดูตัวเอง  ในวัยสามสิบห้า  ผมก็ว่าตัวเองยังเด็กอยู่   ไม่เคยรู้สึกแม้แต่นิดว่าแก่  กระจกอย่าถามหา   ผมไม่เคยสำรวจตัวเองอย่างพินิจถึงตีนกา  ยิ่งคำว่า  สำอาง  หรือ  สำรวย  ยิ่งห่างไกลเข้าไปใหญ่

จะใกล้เคียงก็คงจะเป็นซกมกเสียมากกว่า

ย้อนความคิดของตัวเองกลับไปเมื่อสิบปีก่อน   ผมมองคนในวัยสามสิบห้าว่าแก่  ถึงขั้นหนุ่มใหญ่  เอาเลยทีเดียว 

ไม่คิดไม่ฝัน  วันนั้นจะมาถึงวันนี้  วันที่ผมเหยียบยืนที่หลักไมล์สามสิบห้านี้

ผมว่าผมยังไม่รู้อะไรอีกเยอะ  ยังมีอะไรอีกมากมายที่ผมต้องพัฒนาตัวเอง  ปรับปรุงตัวเอง  ยังมีอะไรอีกมากมายที่ผมยังต้องขัดเกลาตัวเอง 

โดยเฉพาะงานเขียน   ทุกครั้งที่ก้มลงจดจ่อกับเรื่องราว   พิมพ์ดีดระบบจิ้มดีดของผม  เป็นไปอย่างเชื่องช้า  เรื่องราวในสมองน้อยครั้งจะพรั่งพรู   พอจบแล้วก็ยังห่างไกลกับคำว่ามาสเตอร์พีซ

(แต่ก็หลงใหลได้ปลื้มอ่านมันอยู่สี่รอบห้ารอบไม่ยอมวางอยู่อย่างนั้นทุกครั้งไป…ฮา)

โดยปกติ   หลังเขียนงานจบ   ผมมักจะส่งงานไปให้เพื่อนนักเขียนบางคนอ่าน  ถือว่าทดสอบการออกอากาศ   ก่อนจะส่งไปให้บรรณาธิการนิตยสารต่างๆต่อไป

ฟิตแบ็คที่กลับมา   ก็ไม่ได้เลวร้ายทั้งหมดครับ  มีทั้งที่ชอบแล้วก็ไม่ชอบ 

แต่ทั้งหมดนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับผมว่า  จะจัดการกับลูกของผมยังไงต่อไปมากกว่า

ฌิงเคอร์นั้นมีอาชีพเป็นชาวไร่   เขาปลูกอ้อยและกำลังฝันถึงกำไรที่จะได้จากผลผลิตของตนเอง 

วันหนึ่ง  พุทธูคนเลี้ยงแกะได้ต้อนฝูงแกะของตัวเพื่อจะผ่านไร่อ้อยของฌิงเคอร์   แต่ฌิงเคอร์ไม่ยอมให้ผ่าน   ต้นอ้อยที่กำลังงดงามของเขาจะต้องถูกเจ้าแกะพวกนี้แทะเล็มอย่างแน่นอน  แต่พุทธูก็ดื้อรั้นไม่ยอมฟัง  ยังคงปล่อยฝูงแกะให้เดินหน้าต่อไป  

แล้วก็เป็นไปตามคาด  เจ้าแกะพวกนั้นพอเห็นใบอ้อยก็จัดการอย่างอร่อยปาก  พุทธูต้อนไปทางนั้น  เจ้าพวกแกะนั่นก็หนีไปอีกทาง   ฌิงเคอร์ก็ร้อนใจด้วยอาลัยอ้อยของตัว  ถือตะพดไล่ทุบแกะด้วยอารมณ์ของคนบ้า

ผ่านไปสองสามนาที   แกะบางตัวขาหัก บ้างหลังเดาะ บางตัวฟกช้ำ  บ้างก็แตกฮือหนีเอาชีวิตรอด  พูทธูมองดูด้วยความคับแค้นใจ  แล้วก็อาฆาตแค้น

วันต่อมา  ไร่อ้อยของฌิงเคอร์ถูกไฟเผา  แล้วมันก็ลามไปไร่อ้อยของชาวบ้านคนอื่นๆ   ใครๆก็รู้ว่าคนเผาคือใคร  แต่ก็ทำอะไรไม่ได้  ฌิงเคอร์ยิ่งถูกชาวบ้านกระทบกระเทียบว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้ทุกคนเดือดร้อน  

ฌิงเคอร์แกล้งทำดีกับพุทธู   ไปยืมเงินบ้าง  ไปซื้อผ้าห่มบ้าง  ทั้งสองยังคงพูดคุยกันดี

วันหนึ่งฌิงเคอร์ไปเยี่ยมหริหาร  คนฆ่าสัตว์แล้วก็วางแผนกัน   เอาคืนพุทธู

ฌิงเคอร์นำลูกวัวไปฝากพุทธูเลี้ยงโดยอ้างว่ามีธุระ   พุทธูรับปาก   ตอนเย็นมีข่าวร้ายมาบอกที่งานเลี้ยงบ้านใหม่ของพุทธูว่า   วัวของฌิงเคอร์ถูกโจรฆ่าตายขณะที่อยู่ในฝูงแกะของพุทธู   พราหมณ์บอกว่า   ใครเป็นเจ้าของแกะต้องรับผิดชอบ   การฆ่าวัวเป็นบาปหนักหรืออนันตริยกรรม   ยิ่งกว่าฆ่าพราหมณ์เสียอีก  

ฝ่ายพราหมณ์พิพากษาให้ลงโทษพุทธูด้วยการให้ไปขอทานสามเดือน   เดินทางไปนมัสการบุณยสถานเจ็ดแห่งและเลี้ยงดูพราหมณ์ห้าร้อยท่าน  

พุทธูได้รับผ่อนผัน  ให้ลดขอทานเหลือหนึ่งเดือน แต่อีกสองอย่างยังเหมือนเดิม จนเขาต้องขายแกะทั้งหมดเพื่อการนี้

เมื่อพ้นโทษแล้ว   พุทธูก็ออกไปเป็นกรรมกร สถานที่เดียวกับที่ฌิงเคอร์ทำงานอยู่

ทั้งสองพบกันอีกครั้ง

งานเขียนเป็นงานหนักที่ต้องทุ่มเทให้มัน  ทั้งเวลาและความคิด  

ผมประเมินตัวเองแล้วพบว่า  ผมทุ่มเทให้กับการทำงานเขียนน้อยเกินไป   ว่างก็ทำ  รออารมณ์มาค่อยเขียน   เรื่อยๆเอื่อยๆอยู่อย่างนั้น   มันก็เลยไม่ไปไหนเสียที  

นึกย้อนไปอีกนิด  ตอนที่ยังขึ้นรุ่น  ตอนที่ยังเห่อกีตาร์ใหม่ ๆ   ผมทุ่มเทเวลาอยู่กับกีตาร์ทั้งวันทั้งคืน  ดีดจนนิ้วด้าน  ไม่ยอมเลิก   แต่แล้ววันหนึ่งก็ไม่รู้สึกอยากจะเล่นมันอีก  เพราะเล่นแล้วฝีมือไม่ไปถึงไหน  ท้อแท้ซะก่อน

ดีดได้เป็นเพลงนิดหน่อย   เล่นให้ใครฟังก็อาย

นั่นคงเป็นช่วงเวลาของผมตอนนี้ถ้ามาเปรียบกัน   ถ้าผมท้อแท้กับงานเขียนเหมือนที่ท้อแท้กับกีตาร์   ผมก็คงเป็นไอ้ขี้แพ้ซ้ำซากอยู่อย่างเดิม

 ถึงตอนนี้   ผมรู้แล้วว่า   ผมจะเลือกอะไรให้กับชีวิตของผมต่อไป

ไฟถูกก่อขึ้น   พุทธูตักน้ำมา   ฌิงเคอร์ลงมือทำจัปปาตี   แล้วทั้งสองกินด้วยกัน   มีพริกและเกลือเป้นของแกล้ม   อิ่มหนำดีแล้วหยิบฮูการ์มาตั้ง   ทั้งสองนอนลงบนพื้นและสูบอย่างสำราญอารมณ์   ทันใดนั้นพุทธูเอ่ยขึ้นว่า

“ฉันเป็นคนเผาไร่อ้อยของแก”

ฌิงเคอร์ตอบ  “ข้ารู้แล้ว”

อีกครู่หนึ่งฌิงเคอร์สารภาพบ้างว่า  “ข้าผูกเชือกลูกวัว   แล้วเจ้าหริหารเป็นคนฆ่า”

พุทธูตอบ   “ฉันก็รู้”

แล้วคนทั้งสองม่อยหลับไป....

 

โดย แก้มหอม

 

กลับไปที่ www.oknation.net