วันที่ พุธ กันยายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

มือสังหารมีความเชี่ยวชาญการใช้อาวุธยิ่งกว่าทหารในกองทัพ


การดำเนินเรื่องต่างๆที่จะได้อ่านต่อไปนี้ให้คิดเสียว่า "เป็นเหตุการณ์สมมุติ" ที่ไม่เคยมีอยู่จริง

เมื่อ 2 วันที่ผ่านมาน้องชายของอาตมาได้ลาราชการเพื่อบวชเป็นพระภิกษุ หลังจากที่สอบร้อยตรีได้และจะต้องย้ายจากราบ 11 ไปปฎิบัติหน้าที่ประจำที่จังหวัดสงขลา ซึ่งการบวชเป็นเพียงระยะสั้นๆแค่ 7 วัน เนื่องจากยังไม่สามารถลายาวถึง 3 เดือนได้ และคิดว่าหากไม่บวชอาจจะไม่มีโอกาสได้บวช ในพิธีมีคนไม่มากเพราะไม่ได้พิมพ์การ์ด บอกแต่เฉพาะญาติสนิท

หลังจากที่น้องชายได้บวชเป็นพระภิกษุซึ่งบวชที่วัดไกล้บ้านที่จังหวัดชุมพร ในเย็นวันนั้นอาตมาได้สัตตาหะเพื่อไปพักที่วัดดังกล่าวเพื่ออยู่แนะนำพระน้องชายเกี่ยวกับข้อปฎิบัติของภิกษุ เพื่อจะได้ทราบว่าอะไรทำได้อะไรทำไม่ได้

ในช่วงเย็นของการบวชของพระน้องชายในวันที่สองได้เดินไปยังศาลาซึ่งถูกจัดไว้ให้เป็นที่สำหรับฉันน้ำปานะ ได้สนทนาพูดคุยกับพระอีกรูปหนึ่งซึ่งเป็นพระที่บวชได้ไม่นาน พระรูปดังกล่าวถือว่าในทางธรรมยังอ่อนด้อยมากทั้งอายุและความรู้ในหลักธรรม หลังจากขึ้นไปนั่งบนศาลา พระใหม่รูปดังกล่าวได้สอบถามพระน้องชายว่าเมื่อเป็นฆารวาสประกอบอาชีพอะไร อาตมาตอบแทนไปว่ารับราชการทหารเพิ่งจะสอบนายร้อยได้(เป็นว่าที่ร้อยตรี) พระรูปดังกล่าวดูจะมีความสนใจอย่างมากในตัวน้องชายอาตมา อาจเป็นเพราะพระน้องชายดูไม่ค่อยเหมือนทหารสักเท่าไหร่ในสายตาของเขา ประมาณว่าหน้าตี่ๆตัวขาวเหมือนลูกคนจีนที่อยู่ในเมือง

การสอบถามของเขาที่มีต่อพระน้องชายดูเหมือนจะเพราะความสงสัยว่าเป็นทหารจริงหรือเปล่า เขาพูดถึงเรื่องการใช้อาวุธชนิดต่างๆอย่างผู้เชี่ยวชาญชนิดที่น้องชายของอาตมาเองซึ่งเคยแข่งขั้นยิงปืนเอ็ม 16 ได้เหรียญทองอันดับ 2 ของราบ 11 ยังต้องแปลกใจ (ที่จริงแล้วพระภิกษุห้ามพูดคุยกันเรื่องการรบ แต่ไม่ได้ทักท้วงเพราะต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับพระรูปดังกล่าว)เข้าสามารถบอกชนิดของอาวุธ ลักษณะวิธีการใช้งาน อานุภาพในการทำลายล้าง ซึ่งเป็นข้อมูลที่เป็นวิชาการมากๆ ฟังดูแล้วมีความรู้ความเชียวชาญมากกว่าข้าราชการตำรวจทหารที่อาตมารู้จักทุกคน น้องชายอาตมาเองก็ไม่ได้เป็นทหารเหล่าราบแต่อยู่ฝ่ายการเงิน

ช่วงต้นของการสนทนาเขาพูดคุยเกี่ยวกับสามจังหวัดชายแดนไต้ซึ่งเขาเคยไปค้าผลไม้ เขาเล่าประสบการณ์ที่ได้สัมผัสพื้นที่จริง มีรายละเอียดหลายอย่างที่จำได้ไม่ครบถ้วน แต่สาระสำคัญที่เขาบอกทำให้รู้ว่าเหตุการใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ไม่ใช่เรื่องที่จะแก้ไขได้ง่ายๆ มีการตั้งค่าหัวของทหารในราคาหัวละ 10,000 บาท ค่าวางระเบิดคาร์บอมบ์ 30,000 บาท ค่านำระเบิดซีโฟไปยังสถานที่สำคัญเช่นสถานที่ราชการ 100,000 บาท ค่าจ้างที่กล่าวมาหมายถึงใครก็ได้ที่รับทำงานแล้วปฎิบัติการได้สำเร็จ ประมาณว่าทำได้ก็จ่ายจริง ในข้อนี้แสดงให้เห็นว่าการก่อการร้ายในจังหวัดชายแดนใต้มีเงินทุนสนับสนุนจำนวนมหาศาล

ในส่วนของรายละเอียดเกี่ยวกับคนในพื้นที่เขาบอกคนมุสลิมโดยทั่วไปเป็นคนนิสัยดี แต่หากเป็นคนที่อยู่ในกลุ่มฝ่ายก่อการร้ายจะต่างกันโดยสิ้นเชิง มีการปลูกฝังให้เกลียดชังทหารตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กๆมีการฝึกใช้อาวุธตั้งแต่เด็กอายุไม่ถึง 10 ขวบ เขาเล่าให้ฟังว่าเขาเคยดวลประกอบปืน 11 มม.กับเด็กอายุสิบกว่าขวบ(จำไม่ได้ว่ากี่ขวบ) เขาเองใช้เวลา 15 วินาที ส่วนเด็กที่ดวลกับเขาใช้เวลาเพียง 12 วินาที ประกอบเสร็จเอาปืนจ่อที่หน้าฝาก(ยังกับในหนัง) และเด็กคนนั้นบอกกับเขาว่าพ่อเขาทำได้เร็วกว่านี้

ดูจากการสนทนาในการใช้อาวุธหนักของทหารเช่นอาพีจีเอ็ม 79 และอาวุธอื่นๆ ที่ใช้ในการโจมตีเป้าหมายที่เป็นสถานที่หรือโจมตีบุลคลที่เป็นกลุ่มก้อนเขาไม่มีความรู้และใช้ไม่เป็น แต่หากเป็นอาวุธที่ใช้ในการสังหารบุคคลเขาใช้เป็นทุกชนิด ตั้งแต่ปืนปากกาไปจนกระทั่งปืนไรเฟิล(สไนเปอร์)ซึ่งเป็นการซุ่มยิงตั้งแต่ระยะ 800 ม. ลงมา เขาผ่านการฝึกการใช้อาวุธปืนเกือบทุกชนิดอย่างช่ำชอง เท่าที่ฟังหากเป็นข้าราชการตำรวจทหารโดยทั่วไปสู้เขาไม่ได้อย่างแน่นอน เว้นไว้แต่หน่วยคอมมอนโดหรืออรินทราช

เท่าที่พอจับใจความเรื่องเล่าของเขาได้ คิดว่าเขาเคยเป็นมือสังหารซึ่งต่างจากมือปืนรับจ้าง มือปืนรับจ้างโดยทั่วไปที่อาตมาเคยรู้จักไม่ได้มีความรู้แบบนี้ แค่มีความกล้าที่จะเหนี่ยวไกสังหารเหยื่อ แต่อดีตมือสังหารรายนี้มีความสามารถในการลอบสังหารระยะไกลซึ่งเป็นลักษณ์ของผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมสไนเปอร์

งานชิ้นสุดท้ายที่เขารับ(หากมีงานอื่นก่อนหน้านั้น)เป็นลอบสังหารผู้หญิง เขาบอกว่า "มือสังหารเมื่อรับงานแล้วต้องทำ" ไม่ว่าเหยื่อจะเป็นคนแก่ผู้หญิงหรือเด็ก เพราะหากทำไม่สำเร็จหมายถึงชีวิตของตนเอง

หลังจากเขารับงานเขาได้เดินทางไปยังจุดที่มีผู้ชี้เป้า ภาพที่ปรากฎคือผู้หญิงท้องแก่ที่อุ้มเด็กคนหนึ่งลงจากรถ เขาได้ใช้ปืนไรเฟิ้ลติดลำกล้องเล็งไปที่เบ้าตาของเหยื่อ แต่เขาไม่สามารถที่จะเหนี่ยวไกได้ เขาปล่อยปืนลงกับพื้น(เขามีความเป็นมนุษย์ที่มีจิตใจ) หลังจากนั้นเขาได้สืบว่าผู้จ้างวานเกี่ยวข้องอะไรกับเหยี่อ เขาพบความจริงว่าผู้ที่จ้างวานเป็นสามีของเหยื่อ ภายหลังเขาจึงลอบสังหารผู้จ้างวานและออกจากวงการอย่างถาวร...

หากเรื่องที่เขาเล่าเป็นเรื่องโกหกอาตมาคิดว่าเขาคือสูดยอดของนักโกหก แต่หากเป็นเรื่องจริงเขาก็ไม่สมควรเป็นคนที่จะต้องถูกดำเนินคดี อาตมาคิดในแบบของอาตมาเองไม่ได้มองถึงผู้เสียหาย ไม่ได้มองในแง่ของกฎหมายกระกระบวนการยุติธรรม แต่มองไปที่พฤติกรรม แม้แต่จะสมมุติว่าผู้ชายที่ถูกสังหารจะเป็นตนเองในเหตุการณ์ดังกล่าวก็ถือว่าสมควรตาย คนตายไม่อาจฟื้นคืน คุกมีไว้ขังคนที่ไม่อาจหยุดพฤติกรรมอันเลวร้ายได้ คุกไม่มีประโยชน์หากคนๆนั้นสำนึกผิดและไม่คิดทำผิดซ้ำซ้อน

ตอนท้ายๆของการสนทนาได้ถามเขาว่าอยากเป็นอะไร ? อยากประกอบอาชีพอะไร ? เขาบอกอยากใช้ชีวิตอย่างคนธรรมดาทำสวนทำไร่หรือไม่ก็อยากเป็นทหาร

น่าเสียดายในสังคมของเรามีคนมากมายที่มีความสามารถ แต่สภาพแวดล้อมที่ต่างกันทำให้ "วีระบุรุษอาจกลายเป็นโจร โจรอาจกลายเป็นวีระบุรุษ" เพราะสถานภาพที่ไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมและความสามารถที่มี

ที่มาของภาพที่นำมาปรับแต่ง

http://www.dragunov.net/svd_action.html

http://www.myspace.com/dragonnpixie

โดย สุวิริโย

 

กลับไปที่ www.oknation.net