วันที่ พุธ กันยายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เรื่องเล่าชาวบ้านในงานแต่งของชาวไทเขมร


ในประเพณีแต่งงานของชาวไทเขมร ครั้นเมื่อถึงพิธีบายศรีสู่ขวัญคู่บ่าวสาว  ในช่วงหนึ่ง พราหมณ์ ผู้เป็นเจ้าพิธีหรือที่เรียกกันว่า อาจารย์ จะเปล่งเสียงร้องโยนยาวแทรกขึ้นมาว่า

“ชัย...หยอง....”

พอจบคำ ผู้หลักผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่าย รวมถึงบรรดาแขกเหรื่อทั้งหลายในวงพิธี  จะพากันส่งเสียงร้องรับขึ้นมาพร้อมกันว่า

“ชัย”

จากนั้นอาจารย์ก็จะส่งเสียงร้องคำเดิมออกไปอีก จนกระทั่งครบสามครั้ง โดยที่บรรดาแขกเหรื่อก็จะพากันร้องรับคำเดิมไปจนครบสามครั้งเช่นเดียวกัน !!

คำว่า ชัย ในที่นี้  หากพูดตามความคิดความเชื่อของบ้านเรา นั่นก็คือคำอวยพรให้คู่บ่าวสาวจงประสบแต่โชคดีมีชัย มีความสุขในการครองชีวิตคู่ แต่สำหรับที่มาที่ไปของเรื่องนี้มีปรากฏอยู่ในเรื่องเล่าของชาวบ้านเขมรอยู่เรื่องหนึ่งครับ

 

สำหรับเรื่องเล่าที่ว่านี้ ชาวบ้านบัว ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าชื่อเรื่องอะไร เคยแต่ได้ยินเฒ่าแก่เขาเล่าให้ฟัง มาวันนี้ก็เลยอยากนำมาเล่าสู่กันฟังบ้าง เผื่อว่าใครที่มีโอกาสไปร่วมพิธีแต่งงานของชาวไทเขมรแล้วเกิดได้ยินเขาร้องคำนี้ขึ้นมา ก็จะได้รู้ถึงที่มาที่ไป -- หรือไม่ก็เก็บเอาไว้ประดับความรู้ก็แล้วกันนะครับ  

         

เรื่องเล่าเรื่องนี้ก็มีอยู่ว่า...

ณ หมู่บ้านชนบทอันไกลโพ้นแห่งหนึ่ง ยังมีชายหนุ่ม ๒ คน ซึ่งต่างก็เป็นเพื่อนที่รักใคร่ชอบพอกันมาก

คนแรกมีชื่อว่า ชัย ส่วนอีกคนชื่อว่า หยอง ทั้งสองปลูกเรือนไม้ไผ่เล็ก ๆ อยู่ไม่ไกลกัน

 ฝ่ายนายหยองนั้นยังคงครองตัวอยู่เป็นโสด

 

ส่วนนายชัย -- หลังจากที่ได้แต่งานกับหญิงคนรักเมื่อปีกลาย ในแต่ละวันก็เฝ้าแต่ครุ่นคิดหาหนทางสร้างเนื้อสร้างตัว จนในที่สุดก็ได้ตัดสินใจที่จะเดินทางไปหางานทำยังต่างบ้านต่างเมือง โดยบอกกับผู้เป็นเมียในเย็นวันหนึ่งว่า จะตั้งใจทำมาหากินเก็บหอมรอมริบ ขอเวลาไม่เกินหนึ่งปีแล้วจะรีบกลับมาโดยเร็ว

 

เมื่อถึงวันที่จะออกเดินทาง ด้วยความเป็นห่วงเมีย นายชัยจึงเข้าไปหานายหยอง พร้อมกับฝากฝังกับเพื่อนรักขอให้ช่วยดูแลเมียของตนด้วย จากนั้นจึงออกจากบ้านไป

จำเนียรกาลผ่านไปจนกระทั่งครบหนึ่งปีตามสัญญาที่ว่าไว้ แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่านายชัยจะกลับมาตามสัญญาที่ให้ไว้กับเมียรัก

พูดถึงฝ่ายนายชัย --  ซึ่งแม้ว่าจะสามารถเก็บเงินทองจนได้พอสมควรแล้ว แต่ก็คิดว่ายังไม่พอ จะขอทำงานต่อไปอีกสักพักหนึ่ง ขณะเดียวกันนั้นฝ่ายเมียที่อยู่ทางบ้านก็คิดวิตกกังวลไปต่าง ๆ นานา

ใจหนึ่งนั้นคิดว่าผัวของตนคงจะล้มหายตายจากไปแล้ว  หรือไม่อย่างนั้นก็คงจะคิดนอกใจไปมีหญิงอื่น ทำให้ในแต่ละวันต้องมีชีวิตอยู่อย่างหว้าเหว่เดียวดาย

 พูดถึงฝ่ายนายหยอง --  ซึ่งในระหว่างที่นายชัยเพื่อนรักไม่อยู่นั้น ทุก ๆ วันก็มักจะเข้าไปนั่งพูดคุยไถ่ถามทุกข์สุข ปลอบโยนเมียของเพื่อนรักตามประสาคนบ้านใกล้เรือนเคียง นานเข้าทั้งสองก็เกิดรักใคร่ชอบพอจนกระทั่งได้เสียเป็นผัวเมียกันอย่างลับ ๆ  

 

          อยู่มาวันหนึ่ง โดยที่ไม่มีใครคาดคิด นายชัยก็เดินทางกลับมา ครั้นมาถึงบ้านก็มีอันต้องแปลกประหลาดใจ ด้วยว่าทั้งเมียและเพื่อนรักต่างก็ใกล้ชิดสนิทสนมกันจนดูผิดสังเกต เมื่อเอ่ยปากไถ่ถามทุกข์สุข ทั้งสองก็กลับทำหมางเมินไม่สนใจใยดีเหมือนกับเป็นคนไม่รู้จักกัน

ฝ่ายนายชัยเมื่อเห็นดังนั้น ก็รู้สึกเศร้าโศกเสียใจเป็นอย่างมาก กล้ำกลืนฝืนใจเดินออกจากบ้านของตนมุ่งไปยังบ้านญาติที่อยู่ไม่ไกล

 เมื่อไปถึง หลังจากที่ไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบกันแล้ว นายชัยก็เอ่ยปากเล่าถึงเรื่องราวระหว่างนายหยองกับเมียของตนให้บรรดาญาติ ๆ ได้ฟัง จนในที่สุดญาติคนหนึ่งก็ตัดสินใจเล่าความจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ฟังว่า ทั้งสองแอบได้เสียเป็นผัวเมียอยู่ด้วยกันนานแล้ว เพราะผ่านไปเนิ่นนานหลายปีก็ไม่เห็นวี่แววว่านายชัยจะกลับมา ทั้งสองคนเลยนึกว่านายชัยคงล้มหายตายจากไปแล้ว

นายชัยได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกเสียใจจนเต็มกลืน แต่ก็ยังอาลัยรักในเมียของตนเอง บรรดาญาติพี่น้องก็พากันปลอบโยนแล้วบอกว่า ถ้าอย่างนั้นเรื่องนี้จะต้องให้นายบ้านเป็นผู้จัดการแก้ไข

ครั้นรุ่งเช้านายชัยจึงเดินทางไปหานายบ้านพร้อมกับเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ฟัง

 

 ฝ่ายนายบ้านได้ฟังดังนั้นก็กล่าวกับนายชัยว่า

“นี่นายชัย  เดี๋ยวพรุ่งนี้หลังกินข้าวเช้าเสร็จ นายชัยมาหาฉันที่นี่อีกครั้ง แต่วันนี้ขอให้กลับไปก่อน” ฝ่ายนายชัยหลังจากที่รับคำแล้ว ก็เดินลงจากเรือนไป

 

คล้อยหลังจากที่นายชัยเดินออกไปไม่นานนัก นายบ้านก็หันไปสั่งลูกน้องให้รีบไปบอกนายหยองกับเมียนายชัยว่า ให้ทั้งสองมาพบตนเองที่บ้านตามเวลาที่ได้นัดหมายไว้กับนายชัย

 เช้าวันรุ่งขึ้น -- ทั้งสามคนพร้อมด้วยญาติผู้ใหญ่ ต่างก็พากันเดินทางมาพบนายบ้านตามเวลาที่นัดหมายกันเอาไว้

 

ฝ่ายนายบ้านเมื่อเห็นทุกคนมาพร้อมหน้ากันแล้ว ก็เริ่มทำการสอบความคู่กรณีทั้งสองฝ่าย โดยหันไปทางนายชัยก่อนแล้วถามว่า

“ไหนนายชัยลองบอกฉันมาทีซิว่า  ใครเป็นคนที่แย่งเมียของเจ้าไป”

ฝ่ายนายชัยไม่รีรอ ชี้นิ้วไปทางนายหยองแล้วพูดว่า

“นายหยองผู้เป็นเพื่อนรักของฉันนี่แหละจ้ะนายบ้าน”

พอจบคำ นายบ้านก็หันไปทางเมียของนายชัยแล้วเอ่ยปากถามว่า

“เจ้าเป็นเมียของนายชัยหรือนายหยอง บอกฉันมาทีซิ”

ฝ่ายเมียนายชัยได้ยินดังนั้น ก็ทำท่าอึกอักอยู่สักครู่ ก่อนที่จะร้องตอบออกไปว่า

“ฉันเป็นเมียของนายหยองจ้ะนายบ้าน”

บรรดาญาติพี่น้องทั้งสองฝ่ายเมื่อได้ยินเมียนายชัยพูดดังนั้น ก็พากันส่งเสียงร้องคัดค้านขึ้นมาพร้อมกันว่า

“ไม่ใช่  ๆ เป็นเมียของนายชัย”

จบคำ นายบ้านก็ถามออกไปด้วยเสียงอันดังอีกว่า

“ผู้หญิงคนนี้เป็นเมียของนายชัยหรือนายหยอง” 

ทุกคนก็ร้องตอบคำเดิมออกมาอีกว่า

“เป็นเมียของนายชัย” 

พอถึงครั้งที่สาม ฝ่ายนายบ้านก็ยังคงถามย้ำด้วยคำถามเดิมอีก ขณะเดียวกันทุกคนก็ตอบออกมาเหมือนเดิมว่า หญิงคนนี้เป็นเมียของนายชัย

 

ฝ่ายนายบ้านเมื่อเห็นเป็นเช่นนั้น จึงลุกขึ้นกล่าวกับทุกคนว่า

“ฉันขอตัดสินให้ผู้หญิงคนนี้เป็นเมียของนายชัย เพราะญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายต่างก็ช่วยกันยืนยันอย่างหนักแน่นแล้วถึงสามครั้งสามครา ก็ขอให้นายชัยพาเมียของตนกลับบ้าน แล้วตั้งหน้าตั้งตาช่วยกันทำมาหากินกันต่อไปเถอะ”

 

พอจบคำพูดของนายบ้าน ด้วยความสำนึกผิดในสิ่งที่ตนเองได้ทำลงไป เมียของนายชัยได้ก้มลงกราบแทบเท้าผู้เป็นผัวเพื่อเป็นการขอขมาลาโทษ

ส่วนนายหยอง ด้วยความสำนึกผิดและละอายใจในเรื่องที่เกิดขึ้น จึงได้ตัดสินใจเดินทางออกจากหมู่บ้านไปทำมาหากินยังต่างบ้านต่างเมืองและไม่หวนกลับมาที่หมู่บ้านอีกเลยนับแต่วันนั้นเป็นต้นมา...

 

ครับ...เรื่องเล่าชาวบ้านเรื่องนี้ก็มีอันต้องจบบริบูรณ์แต่เพียงเท่านี้ ส่วนที่จะสอนให้รู้ว่าเป็นอะไร ? ยังไง ? ก็ขอให้เป็นเรื่องของแต่ละคนที่จะขบคิดเอาเอง

สำหรับวันนี้ลากันไปก่อน  สวัสดีครับ

 

 

 

 

โดย ชาวบ้านบัว

 

กลับไปที่ www.oknation.net