วันที่ พุธ กันยายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Transactional Analysis? นี่หรือคือคำตอบของคำถามที่ว่า *ทำไมผมคุยกับใครไม่เคยรู้เรื่อง หรือว่าผมโง่อ่ะ?*




     ทันทีที่แนวคิดเรื่อง"การวิเคราะห์การติดต่อสื่อสาร Transactional Analysis (TA)" ได้ผ่านการสาธยายพรั่งพรูหลุดออกมาจากปากผม... สิ่งที่เพื่อนๆในวงสนทนาเกือบทุกคนต่างโต้แย้งกลับมาในทิศทางเดียวกันก็คือ
"มันก็เป็นแค่ทฤษฎีเท่านั้นล่ะว้า ฝรั่งเขาทำได้ก็เพราะบ้านเขาไม่มีระบบ Seniority เหมือนบ้านเรานิ"
"เอาไปใช้ในชีวิตจริงไม่ได้หรอก คนเรามันมีความหลากหลาย ต่างคนต่างจิตต่างใจ ร้อยพ่อพันแม่"
"ใครมันจะระมัดระวังคำพูดทุกถ้อยทุกคำในการพูดจาในชีวิตประจำวันได้(ฟะ)"

( ................................... )

     จบคำพูดประโยคดังกล่าว การพูดคุยที่สนุกสนานนั้นก็สะดุดหยุดลง กลายเป็นความเงียบเชียบแผ่เข้าปกคลุมบรรยากาศ กินเวลาประมาณ ๔ วินาที เหมือนกับ"ผีวิ่งผ่านกลางวง"เสียอย่างนั้น

     ครับ! นี่แค่เริ่มต้นเปิดประเด็น... การสนทนาก็ล้มไม่เป็นท่าเสียแล้ว จะเอารูปแบบการสื่อสารประเภทไหนมาเปิดใจให้ผู้ร่วมสนทนา(เหล่านั้น)รับฟังใจความสำคัญที่เราต้องการสื่อได้? จริงอยู่ที่ว่า ผมต้องเคารพและยอมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างจากผู้อื่น แต่ความต่างนั้นต้องไม่ไปปิดกั้นควาคิดเห็นอื่นๆ นะครับ... กรณีดังกล่าวจึงเป็นหนึ่งตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นถึง"การติดต่อสื่อสารที่ไม่มีประสิทธิภาพ"เอาซะเลย... แล้วในการทำงานล่ะครับ มีการสื่อสารในสายงานกี่ครั้งที่ล้มไม่เป็นท่าอย่างนี้? แล้วใน Social Network ล่ะครับ?

     ๕๐ปีมาแล้วที่จิตแพทย์ชาวแคนาดา ดร. อิริค เบิร์น (Dr. Eric Berne : คศ.๑๙๑๐ – ๑๙๗๐)ผู้ศึกษาความสัมพันธ์ของบุคคลตามแนวทฤษฎีจิตวิเคราะห์ (Psychoanalysis) ของ Sigmund Freud ได้นำเสนอแนวคิดเรื่อง"การวิเคราะห์การติดต่อสื่อสาร"หรือการวิเคราะห์สัมพันธภาพทางสังคม (Transactional Analysis) และได้เขียนเป็นตำราเชิงวิชาการชื่อ Transactional Analysis in Psychotherapy (ตีพิมพ์เมื่อปี คศ. ๑๙๖๑)จนกลายเป็นทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย ถูกบรรจุเข้าไปในหลักสูตรการเรียนการสอนของสถาบันการศึกษาต่างๆมากมาย แม้กระทั่งใน MBA บ้านเราก็มีการศึกษาในเรื่องดังกล่าว สำหรับท่านผู้อ่านที่รู้เรื่องดังกล่าวดีอยู่แล้วก็เงียบๆไว้นะครับ เดี๋ยวผมจะเอามะพร้าวห้าวมาขายสวนของทุกๆท่านครับ

Transactional Analysis คืออะไร?
     ดูตัวอย่างง่ายๆเวลาอ่าน Blog เรื่องการเมืองร้อนๆและตามไปอ่านแต่ละ comment จากผู้อ่านท่านอื่น ส่วนมากเราก็จะพบแนวความคิดที่เน้นหนักไปทางการวิพากษ์วิจารย์, มีอารมณ์โกรธเคือง, หงุดหงิด, มีความรุนแรงทางวาจา, การแสดงความคิดในเชิงคุกคาม, การบังคับขู่เข็ญทั้งสุภาพและหยาบคาย, การโต้แย้ง แม้กระทั่งการออกคำสั่ง แน่นอนครับการแสดงกริยาท่าทางผ่านตัวอักษรเหล่านี้เป็นแค่มุมมองของความคิด ณ เวลานั้น ไม่สามารถระบุได้ว่าผู้เขียน comment มีบุคลิกเช่นนั้นตลอดเวลา
     เวลาอ่าน Blog เรื่องสาระ, ความรู้, บทความเชิงวิชาการ หรือการแจ้งข่าวอย่างเป็นทางการนั้น เราก็จะเห็น comment ที่เป็นงานเป็นการ,  การขอบคุณสำหรับข้อมูล, การใช้ข้อมูลสนับสนุน, ความเป็นเหตุเป็นผล, การพิจารณา, ข้อเท็จจริง และความน่าเชื่อถือ... นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าทุกๆท่านที่เข้ามาอ่านและ comment จะต้องเป็นคนที่ซีเรียสตลอดเวลา
     เวลาอ่าน Blog เรื่องบันเทิง, ท่องเที่ยว, ดูหนัง, ฟังเพลง, ทำกิจกรรมเพื่อสังคม หรือสันทนาการต่างๆ comment จากผู้อ่านก็จะเป็นความสนุกสนาน, ความภาคภูมิใจ, ความปารถนา, ความสุข, มีความเศร้า, มีความกลัว ขึ้นอยู่กับเรื่องที่อ่านนั้นดึงอารมณ์ด้านไหนออกมา และแน่นอนว่าผู้อ่านที่ตามไป comment ก็ไม่ได้มีอารมณ์พริ้วไหวแบบนั้นตลอดเวลา

     โดยทั่วไปมนุษย์เราจะมีอารมณ์ความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงไปหลายรูปแบบในแต่ละวัน การแสดงออกที่หลากหลายเหล่านี้จะมีแค่เพียงรูปแบเดียวเท่านั้นที่ชี้บ่งถึงบุคลิกภาพส่วนตัวของแต่ละบุคคล และเบิร์นได้จำแนก บุคลิกภาพ/สภาวะส่วนตัว (Ego-State)ที่ทุกคนต้องมี ต้องแสดงออกเป็น ๓ ประการ(ย้ำว่ามนุษย์ทุกๆคนต้องมีทั้ง ๓ ประการ)คือ
-Parent Ego-State บุคลิกภาพของผู้ชอบบงการ-ชอบออกคำสั่งผู้อื่น ใน Social Network ผมมองเห็นอารมณ์/ความรู้สึกของคนที่ไป comment หรือเขียน entry แบบแรงๆ หรือใน category การเมืองที่หลายครั้ง หลายเรื่องที่เขียนขึ้นนั้นนำไปสู่วิวาทะ และการวิวาทกันเกิดเป็นการเมืองใต้ Blog ไปเลย
-Adult Ego-State บุคลิกภาพของผู้ใหญ่-ผู้ที่มีวุฒิภาวะสมบูรณ์ เห็นได้จาก entry และ comment ที่มีเนื้อหาเชิงสาระต่างๆ ที่มุ่งเน้นการนำเสนอข้อเท็จจริง, การระดมความคิด ฯลฯ
-Child Ego-State บุคลิกภาพที่แสดงอารมณ์ออกมาตามธรรมชาติเหมือนเด็กๆ เช่น อ่านเรื่องบันเทิงท่องเที่ยวแล้วอยากไปทำแบบนั้นบ้าง ฯลฯ

     ด้วยเหตุผลเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล และ Ego-State ที่ปรับเปลี่ยนไปตามเหตุการณ์ของแต่ละคน แต่ละวันนั้นไม่เหมือนกัน แต่ทุกคนต่างเข้ามาใช้พื้นที่ Social network เดียวกัน ปัญหาเรื่องการสื่อสารผ่านตัวอักษรตั้งแต่เรื่องเล็กๆ(กระจ้อยร่อย กระจิ๊ดริด)ไปจนถึงเรืองใหญ่โต(มโหฬาร)จึงอุบัติขึ้น ขนาดการคุยกันในชีวิตประจำวันที่เห็นหน้าค่าตากัน เห็นการแสดงสีหน้า เห็นกริยาท่าทางกัน บางครั้งยังประสบพบเจอปัญหาการส่งสารและการรับสารที่ผิดเพี้ยนเลย แล้วนับประสาอะไรกับคนใน Cyber space ที่ทักทายกันผ่านตัวอักษร อย่างไรก็ตามหากจะพิจารณารูปแบบการสื่อสารแบบเชิงลึกนั้น ดร.เบิร์น ได้ทำการศึกษาและพบรูปแบบอยู่ ๓ ลักษณะ ซึ่งได้แก่
๑. Complementary Transaction เป็นการติดต่อสื่อสารที่อยู่คนละ Ego-State แต่ขนานกัน ซึ่งสมัยนี้น่าจะเรียกว่า"การคิดบวก"ทั้ง ๒ ฝ่าย กรณีนี้การติดต่อสัมพันธ์จะมีได้เรื่อยๆโดยไม่ขัดกัน แต่ก็อาจจะมีการเข้าใจผิดบ้างเล็กน้อย ไม่รุนแรงนัก เช่น พิมพ์ผิด, จัดรูปประโยคคลุมเครือ, ใช้คำที่เขียนแบบกำกวม แต่สาระสนเทศในสมองผู้เขียนกับข้อความใน comment เป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้ง ๒ ฝ่าย

๒. Crossed Transaction เป็นการติดต่อสื่อสารแบบไขว้กัน การสนทนาจะหยุดชะงัก และอาจมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นตามมา เช่นการปะทะคารม การทะเลาะวิวาท หรือจนถึงขึ้นโรงขึ้นศาลกัน ตัวอย่างเช่น
-คนหนึ่งกำลังซีเรียส(Adult Ego-State) อีกคนมา comment แหย่เล่นแบบเด็กๆ(Child Ego-State) ทำให้สื่อสารกันคนละอารมณ์ นำไปสู่การตักเตือนกันและอาจจะมีปากเสียงกันได้
-คนหนึ่งเพิ่ง up blog ด้วยการเขียนโจมตีผู้อื่น(Parent Ego-State) อีกคนมาแนะนำให้ใจเย็นๆ(Adult Ego-State) อีกคนมาแซวเล่นแบบไร้แก่นสาร(Child Ego-State) ผมว่าทั้งสามคนนี้มีเรื่องกันแน่
-คนหนึ่งเขียนเรื่องเล่นๆสนุกๆ(Child Ego-State)อีกคนมา comment ในเชิงว่าให้ทำอะไรที่มีสาระซะบ้าง(Parent Ego-State)
และอีกหลายต่อหลายตัวอย่าง บลาๆๆๆๆๆๆๆ

๓. Ulterior Transaction เป็นการติดต่อสื่อสารแบบ"ใส่หน้ากากเข้าหากัน" ซึ่งมีมากในสังคมปัจจุบัน เป็นการแสดงออกอย่างหนึ่ง แต่ในใจกลับคิดอีกอย่างหนึ่ง แต่กรณีแบบนี้ตรวจสอบได้ยากมาครับในโลกของชาว Social Network

"ที่กล่าวมาทั้งหมดมันก็แค่เอาทฤษฎีมาเขียนเท่านั้นล่ะว้า........" หลายท่านคงคิดแบบนี้อยู่ในใจ (แต่แนวความคิดแบบนี้มันรบกวนจิตใจผมเหลือเกิน) งั้นเราจะแก้ปัญหาเรื่องการสื่อสารที่ล้มเหลวเหล่านี้ได้อย่างไร?
     เคยได้ยินคำ คำนี้หรือไม่ครับ "I 'm OK, You 're OK" คำนี้เป็น ๑ ใน ๔ เป็นทัศนะในชีวิต (Life position) ซึ่งสัมพันธภาพในระหว่างบุคคลจะเป็นไปในรูปแบบใดนั้น ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับทัศนะที่บุคคลมีต่อตนเองและผู้อื่น กรณีนี้คือทัศนคติของผู้ที่มีสุขภาพจิตดี ปรับตัวได้ดี มองตนเองและผู้อื่นในแง่ดี ยอมรับและเห็นคุณค่าในชีวิตตนเองและผู้อื่น แล้วทัศนะในชีวิตแบบอื่นมีอะไรบ้างล่ะ? ดูนี่เลยครับ

     แล้วจะทำอย่างไรให้ทุกเรื่องในชีวิตสามารถปรับเปลี่ยนเป็น "I 'm OK, You 're OK" ได้ล่ะครับ เพราะชีวิตมันสลับซับซ้อนมีตัวแปร มีค่าคงที่ มีปัจจัยที่ต้องนำเข้ามาใส่ในสมการอีกตั้งเยอะแยะมากมาย? คำตอบที่ดีที่สุดสำหรับผมในตอนนี้ก็คือ"ลองนำไปปฏิบัติ"แล้ว PDCA (Plan - Do - Check/study - Action) ครับ

ขอให้ทุกท่านโชคดี...............

อ้างอิง (รูปแบบการเขียนบรรณานุกรมไม่ถูกต้องตามหลักการเขียนตำรา ต้องขออภัยด้วยนะครับ)
-TA พูดจาประสาคน Transactional Analysis :  พิชิต สุวรรณประกร, ชาญวิทย์ โคธีรานุรักษ์, สุนทร ศุภพงษ์
- ภาควิชามนุษยศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ประยุกต์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ KMITNB
 
http://arts.kmutnb.ac.th/mainpage/images/Subsite/webTAFinal/
- โครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษา(EQI) + กระทรวงศึกษาธิการ http://www.moe.go.th/wijai/TA.htm

โดย Surrealism

 

กลับไปที่ www.oknation.net