วันที่ อาทิตย์ กันยายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

โขงสองฝั่ง (๑๕)


พระอุโบสถวัดเชียงทอง หลวงพระบาง

๑๕. สยามเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง           

     เรื่องเกี่ยวกับพระเจ้าอะนุหรือพระเจ้าอนุวงศ์ เจ้าผู้ครองนครเวียงจันทน์องค์สุดท้ายนี้ ผมคงปล่อยผ่านเลยโดยไม่กล่าวถึงพระองค์ท่านไปไม่ได้ เพราะบทบาทในประวัติศาสตร์ในฐานะผู้นำกอบกู้เอกราชแห่งชาติของท่านยังอยู่ในความทรงจำของคนลาวอยู่ตราบเท่าทุกวันนี้!

      พระเจ้าอนุวงศ์เป็นโอรสองค์ที่ ๓ ของพระเจ้าสิริบุญสารอย่างที่กล่าวมาแล้ว หลังจากสยามได้แผ่นดินลาวทั้ง ๓ อาณาจักรในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีนั้น พระองค์เป็นราชนิกุลลาวเวียงจันทน์พระองค์หนึ่งที่ถูกกวาดต้อนลงไปไว้เป็นตัวประกันที่กรุงเทพฯ และได้ขึ้นเสวยราชสมบัติในนครหลวงเวียงจันทน์ในฐานะเจ้าประเทศราชสืบต่อจากพระเจ้านันทะเสน และพระเจ้าอินทะวง พระเชษฐาของพระองค์ในพระราชบิดาองค์เดียวกัน

          รัชกาลเจ้าอนุวงศ์อยู่ในช่วงระหว่าง ค..๑๘๐๓-๑๘๒๗ (..๒๓๔๖-๒๓๗๐) ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ต่อเนื่องไปถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๒ และ ๓ แห่งพระราชอาณาจักรสยาม

          พระเจ้าอนุวงศ์มีพระนามตามศิลาจารึกว่าพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่สาม หรือพระสีหตะนุ แต่คนทั้งหลายนิยมเรียกพระนามท่านว่าพระเจ้าอะนุ ขึ้นครองราชย์เมื่อมีพระ ชนมายุ ๓๗ ปี เป็นกษัตริย์ผู้เก่งกล้าสามารถในการสงคราม พระองค์เคยยกกองทัพไปช่วยสยามรบกับพม่า ๒ ครั้งตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งเจ้าอุปราช ครั้งหนึ่งไปดักตีพม่าที่เมืองเชียงแสนได้รับชัยชนะ

          ในทางการเมือง พระองค์ได้ขอให้เจ้าราชบุตรโย้ ราชโอรสของพระองค์ไปเป็นเจ้าครองนครจำปาสัก พร้อมกันนั้นก็ทำไมตรีติดต่อกับเจ้าแผ่นดินหลวงพระบาง ขอให้ลืมความบาดหมางที่ผ่านมา

          ปี ๑๘๐๕ (๒๓๔๘) ยกทัพไปตีนครเชียงตุง เชียงรุ่ง ตลอดเมืองลื้อทั้งหลาย ช่วยราชการทัพสยาม ได้ช้าง ม้า ศาตราอาวุธจำนวนมาก

          ปี ๑๘๐๘ (๒๓๕๑) เสด็จไปทำบุญฉลองสะพานวัดพระธาตุพนม และสร้างวัดศรีบุญเรืองในเมืองหนองคาย

          ปี ๑๘๐๙ (๒๓๕๒) พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ ส่งราชสารฝากความรักและคิดถึงไปหา

          ปี ๑๘๑๐ (๒๓๕๓) สร้างหอพระแก้วที่วัดช้างเผือก บ้านศรีเชียงใหม่ และสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงจากวัดช้างเผือกไปยังวัดอุบมุงเวียงจันทน์ เป็นต้น

          ปี ๑๘๑๙ (๒๓๖๒) มีเหตุการณ์สำคัญอันหนึ่งเกิดขึ้นที่นครจำปาสัก คือมีพระภิกษุ องค์หนึ่งชื่อ “สา” มาจากเมืองสระบุรี มาปฏิบัติกรรมฐานอยู่ภูเจ็ดโง้ง แขวงจำปาสัก ได้แสดงตนเป็นผู้วิเศษโดยใช้แว่นขยายรวมแสงแดดก่อไฟให้คนเห็นเป็นอัศจรรย์ จนคนทั้งหลายหลงเชื่อว่าเป็นผู้วิเศษ พระสาจึงรวบรวมผู้คนขึ้นเป็นกองทัพ ยกเข้าจู่โจมเมืองจำปาสัก เจ้าหมาน้อยเจ้านครจำปาสักไม่ทันตั้งตัวจึงหลบหนีเข้าป่า ต่อมาพระยานครราชสีมากับพระโพธิสาราชเจ้าเมืองโขงได้ยกกำลังไปปราบ พระสาเก็บข้าวของทรัพย์สิน หลบหนีขึ้นภูเขาเมืองอัตปือ จับตัวไม่ได้ จึงคุมตัวเจ้าหมาน้อยลงไปกรุงเทพฯ และถึงแก่พิลาลัยที่นั่น

          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงรับสั่งให้พระเจ้าอนุวงศ์ที่เวียงจันทน์จัดการจับตัวอ้ายสาให้ได้ เจ้าอนุวงศ์จึงมอบหมายให้เจ้าราชบุตรโย้ โอรสของพระองค์ยกทัพไปตีอ้ายสา และจับอ้ายสาได้แล้วส่งตัวลงไปกรุงเทพฯ ด้วยความชอบอันนี้พระเจ้าอนุวงศ์จึงทูลขอให้เจ้าราชบุตรโย้ไปเป็นเจ้านครจำปาสักแทนเจ้าหมาน้อยตามแผนของพระองค์ที่กะไว้ในการจะกอบกู้เอกราชในปี ค..๑๘๒๑ (..๒๓๖๔)

          อันมีผลให้สิ้นวงศ์กษัตริย์แห่งนครเวียงจันทน์ใน ๕-๖ ปีต่อมา

          กลับมาดูข้อพิพาทระหว่างฝรั่งเศสกับสยาม จนสยามต้องเสียแดนดินฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศสในรัชสมัย ร.๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

          ปี ๑๘๙๒ (๒๔๓๕) .ปาวี ได้รับแต่งตั้งจากรัฐบาลฝรั่งเศสให้ดำรงตำแหน่งอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำพระราชสำนักแห่งประเทศสยาม และรัฐบาลฝรั่งเศสได้สั่งให้ข้าหลวงฝรั่งเศสประจำอินโดจีน (. เดอลาแนสซัง) รวบรวมทหารฝรั่งเศสประจำเวียดนาม พร้อมด้วยทหารเวียดนามยกขึ้นมาขับไล่ทหารสยามที่ตั้งอยู่ตามฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้ออกหนีให้หมด

          . ปาวี อัครราชทูตฝรั่งเศสประจำสยามขออนุญาตนำเรือปืนไปคุ้มกันสถานกงสุลฝรั่งเศสในกรุงเทพฯ ข้าหลวงใหญ่ฝรั่งเศสประจำอินโดจีนจึงมีคำสั่งให้เรือปืนชื่อ “ลูแตง (Lutin)” เข้าไปในกรุงเทพฯ จอดอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา หน้าสถานกงสุลฝรั่งเศสนั่นเอง

          ทูตอังกฤษเห็นฝรั่งเศสนำเรือปืนเข้ามาอารักขาสถานทูตของตน ก็ถือว่าตนมีผลประโยชน์ในกรุงเทพฯ เช่นกัน จึงขออนุญาตบ้าง ซึ่งสยามก็อนุญาต อังกฤษจึงส่งเรือรบของตนที่ประจำการอยู่ในทะเลจีนเข้าอารักขาสถานทูตในกรุงเทพฯ  โดยที่ทีแรกฝรั่งเศสขอนำเรือปืนเข้าไปจอดเพียงถึงวันที่ ๒๐ มีนาคม ๑๘๙๒ (๒๔๓๕) เท่านั้น แต่เมื่อถึงกำหนดแทนที่จะถอนเรือปืนออกไป กลับขอนำเรือรบเข้าไปเพิ่มอีก ๒ ลำ แต่สยามไม่อนุญาต เรือสองลำนั้นจึงต้องจอดทอดสมออยู่ปากน้ำสมุทรปราการ 

เรือรบฝั่งเศส ๓ ลำจอดอยู่หน้าสถานทูตฝรั่งเศสกรุงเทพฯ เพื่อข่มขู่ให้สยามตกลงเซ็นต์สัญญาตามคำเรียกร้องของฝรั่งเศส เดือนกรกฎาคม ๑๘๙๓ (๒๔๓๖)

      เหตุการณ์สงครามส่อเค้าตรึงเครียดหนักขึ้นเมื่อฝรั่งเศสจัดตั้งกองทหารบก ๔ กอง และทหารเรืออีก ๑ กอง รวมเป็น ๕ กองดำเนินการดังนี้

     กองที่ ๑ ประจำการอยู่ในแดนเขมร ระหว่างเมืองซำบ่อ (เสียมโบก)กับแก่งหลี่ผี มีนายทหารฝรั่งเศส ๓ คนคุมทหารที่เป็นคนพื้นเมืองเวียดนามและเขมร ๒๐๐ นาย เรือ ๓๓ ลำ พร้อมด้วยอาวุธยกขึ้นมาตามรู (ร่อง) แม่น้ำโขง เข้ายึดด่านบุงขลา แขวงเมืองเชียงแตง (เมืองสตรึงเตรง) และด่านเสียมโบกได้จากกองกำลังของสยาม แล้วรุดเข้ายึดเชียงแตง ขับไล่ข้าหลวงสยาม หลวงพิพิธสุนทร และนายร้อยโทคร้าม พร้อมด้วย กำลังทหาร ๑๒ นายและกรมการเมืองประจำเมืองเชียงแตง โดยอ้างว่าฝั่งแม่น้ำโขงด้านตะวันออกและเกาะแก่งในลำน้ำโขงเป็นของเวียดนามและเขมร

          บรรดากองกำลังและข้าหลวงที่อยู่รักษาเมืองเชียงแตงไม่ทันได้ทราบต้นสายปลายเหตุ จึงพากันแตกหนีไปอยู่ที่เมืองธาราบริวัตรแล้วรายงานด่วนไปยังพระยาประชากิจกรจักรข้าหลวงใหญ่ที่นครจำปาสัก มีการแจ้งให้ทราบว่าบ้านเมืองเหล่านี้เป็นของสยาม ให้ฝรั่งเศสถอนออกไปเสีย หาไม่แล้วจะเป็นการเสียพระราชไมตรี แต่ทหารฝรั่งเศสไม่ยอมรับรู้ จึงมีการสู้รบกัน โดยสยามได้เกณฑ์เอาไพร่พลจากหัวเมืองลาวฝ่ายตะวันออกไปต้านยันตามจุดต่างๆคือ

          จุดที่ ๑ กำลังพลประมาณ ๑ พันคน ไปตั้งอยู่เมืองตะโปน เมืองวัง เมืองพิน และเมืองนอง ตามลำน้ำเซซำซอยต่อเขตแดนเวียดนาม

          จุดที่ ๒ กำลังพลเมืองอุบล เมืองสองคอนดอนดง เมืองพะลาน เมืองลำเนาหนองผือ และเมืองเขมราษฎร์ ได้พลประมาณ ๒ พันคน ไปต้านยันอยู่บ้านตั่งหวาย ห้วยคันแทใหญ่ ปากดงภูกะไดแก้ว แขวงเมืองพะลาน

          จุดที่ ๓ เกณฑ์กำลังพลเมืองศรีสะเกษ เมืองสุรินทร์ เมืองร้อยเอ็ด ได้พลประมาณ ๘ พันคน ไปตั้งรักษาอยู่เมืองมะโนไพร (พนมไพร) และเมืองเซลำเพา

          ทหารฝรั่งเศสกองที่ ๒ นำทหารเวียดนามเข้ามาทางเมืองอัตปือ แล้วบังคับเจ้าเมือง และกรมการเมือง ตลอดจนประชาชนราษฎรไม่ให้เชื่อฟังสยาม แต่ถูกราชบุตรเมืองอัตปือ กับนายทหารสยามตอบโต้กลับคืน จนต้องถอยร่นไปสมทบกับกองที่ ๑ ที่แก้งหลี่ผี ในระหว่างรบกันที่แก้งหลี่ผีนี้ กองทหารฝรั่งเศสขาดแคลนเสบียงอาหาร ม.บาสต้า ผู้บัญชาการทัพจึงแต่งตั้งให้นายร้อยเอกโทเรอกลับไปเอาเสบียงอาหารที่เมืองเชียงแตง ขากลับเมื่อมาถึงแก้งสะดำ เรือขนเสบียงของนายร้อยเอกโทเรอถูกกระแสน้ำพัดเข้าไปทางฝั่งขวา ซึ่งทหารสยามรักษาการณ์อยู่ ฝ่ายสยามจึงจับตัวทหารฝรั่งเศส ซึ่งประกอบด้วยเวียดนาม ๓ คนและชาวเมืองเชียงแตงอีก ๑๓ คนเป็นเชลย ส่งไปกักขังไว้ที่เมืองอุบล เมื่อรัฐบาลฝรั่งเศสได้รับทราบข่าวนี้ก็ดำเนินการบีบบังคับให้สยามปล่อยเชลยศึกเหล่านี้ทันที

          ทหารฝรั่งเศสกองที่ ๓ มีนายพันตรีการ์นิเย (Cdt Garnier) เป็นหัวหน้า พร้อมด้วยทหาร ๒๐๐ คนยกออกจากเมืองดงเหีย (กวางตรี) ข้ามภูอ้ายลาวมาเมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน ๑๘๙๓ (๒๔๓๖) ลงมาตามริมแม่น้ำเซซำซอย ทางตำบลนายอน เข้าสมทบกับกองของไวเรสีดังที่เมืองดงเหีย ทหารกองนี้ได้เข้ายึดเอาเมืองพิน เมืองนอง และจับเอาข้าราชการสยามที่รักษาการณ์อยู่เมืองนี้ได้ ๓ คน ต่อมายึดค่ายบ้านตั่งหวาย ค่ายภูกะไดแก้ว และยึดได้เมืองพ้อง เมืองสองคอนดอนดง และไปตั้งอยู่บ้านท่าประชุมตรงข้ามกับเมืองเขมราษฎร์

          ทหารฝรั่งเศสกองที่ ๔ ได้ยกเข้ามาทางเมืองลาวพวน โดย ม.ลุกเรสิดังเมืองเย่ห์อาน กับ ม.โกรสกุยแรงเป็นหัวหน้า ตามคำสั่งของข้าหลวงใหญ่ฝรั่งเศสประจำอินโดจีน เพื่อลงมาขับไล่ทหารสยามออกจากแขวงคำม่วนและแขวงเชียงขวาง ข้าหลวงฝ่ายสยามที่มารักษาการณ์อยู่ด่านนี้คือพระยอดเมืองขวาง ตั้งกองบัญชาการอยู่ที่เมืองคำม่วน

          เรื่องราวของพระยอดเมืองขวางช่วงนี้มีรายละเอียดหลายอย่าง ทั้งเป็นเรื่องชวนตื่นเต้นระคนขบขัน ค่อยหาโอกาสเล่าสู่กันฟัง

          กองทหารฝรั่งเศสกองที่ ๕ เป็นกองทหารเรือ มีนายพลเรือจัตวารูมันเป็นผู้บังคับบัญชา นายพลรูมันได้นำเรือรบมาลาดตระเวนอยู่ตามเลียบฝั่งทะเลไทยทางด้านตะวันออก และเข้ามาจอดอยู่ปากน้ำสมุทรปราการ เมื่อถึงวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๑๘๙๓ (๒๔๓๖) ซึ่งเป็นวันที่ทหารบกได้เข้ายึดเอาเมืองต่างๆ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นายพลรูมันก็นำเรือรบ ๒ ลำเข้ามาปากน้ำเจ้าพระยา ผ่านป้อมพระจุลจอมเกล้า...

          ทหารเรือฝ่ายสยามได้ยิงปืนสัญญาณบอกให้หยุด แต่เรือฝรั่งเศสไม่หยุด ทั้งยังได้ยิงปืนใหญ่สุมเข้าใส่ป้อมพระจุลจอมเกล้านั้นด้วย เรือนำทางของฝรั่งเศสถูกกระสุนที่ยิงมาจากป้อม จึงแล่นไปเกยตื้นอยู่ฝั่งด้านตะวันออก แล้วเรือรบฝรั่งเศส ๒ ลำจึงได้แล่นเลยเข้าไปถึงสถานทูตฝรั่งเศส และไปจอดรวมกันอยู่กับเรือปืนลูแตงที่เข้ามาจอดอยู่แต่ก่อนแล้ว

          เมื่อเรือรบทั้ง ๓ ลำแล่นมาจอดอารักขาสถานทูตฝรั่งเศสดังกล่าวแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ จึงให้สมเด็จเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ไปถาม ม.ปาวี อัครราชทูตฝรั่งเศสประจำกรุงเทพฯ ว่า

          “รัฐบาลฝรั่งเศสจะต้องการสิ่งใดกับสยาม

          สมเด็จเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีได้ไปถาม ม.ปาวีว่า

          “เรารู้จักมักคุ้นกันมาก็ยาวนานแล้ว อยากจะถามความลับอันเป็นส่วนตัวว่า ฝรั่งเศสจะรบกับสยามหรือจะเอาอย่างไรกัน

          . ปาวี ตอบว่า

          “ไม่ใช่อย่างนั้นดอก ที่เราเอาเรือรบเข้ามานี่ไม่ใช่ต้องการจะมารบกับสยาม แต่ต้องการมาพูดกันเรื่องเขตแดนต่างหาก ขอให้ทรงกราบทูลตามนี้ด้วย”

          แล้วสมเด็จเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีก็เข้าเฝ้ากราบบังคมทูลตามนั้น

โดย สมคิด_สิงสง

 

กลับไปที่ www.oknation.net