วันที่ อาทิตย์ กันยายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ท่องแดนมังกร ( ๑ ) ภัตตาคารฉวนจื้อเต๋อต้นตำหรับเป็ดปักกิ่งสูตรวังหลวง


 

 

และแล้วก็ถึงเวลาที่ต้องให้รางวัลกับชีวิต

 

หลังจากที่สร้างผลผลิตและผลกำไรให้กับบริษัทอย่างมหาศาล

 

ก็ดีนะแบบนี้เพราะว่าหลังจากเหน็ดเหนื่อยจากงานหนักแบบสุด ๆ แล้ว

 

บริษัทก็มีบรรณาการให้ด้วยการท่องเที่ยวแบบอลังการจริง ๆ

 

 

 

 

02 / 09 / 2010

 

10.10 น. บินจากสุวรรณภูมิสู่สนามบิน Baijing Capital International

 

โดยการบินไทย ใช้เวลา 4.4 ชั่วโมง

 

 

บริษัทจัดการต้อนรับด้วยมื้อค่ำ ณ ภัตตาคาร " ฉวนจื้อเต๋อ "

 

" หากไปไม่ถึงกำแพงเมืองจีนมิใช่ลูกผู้ชาย  "

 

 "  และหากไม่ทานเป็ดปักกิ่งก็เป็นเรื่องน่าเสียดายยิ่ง  "

 

เป็นคำกล่าวของประธาธิบดีนิกสันเมื่อคราไปเยือนจีนในครั้งนั้น

 

 

ภัตตาคารฉวนจื้อเต๋อเป็นตำนานของต้นตำรับเป็ดปักกิ่งสูตรวังหลวงอันลือชื่อ

 

มายาวนานกว่า 150 ปีไกด์ท้องถิ่นเล่าให้ฟังว่า....

 

พ่อครัวสืบเชื้อสายมาจากพ่อครัวจากวังหลวงสมัยพระนางซูสีไทเฮา

 

เป็นสูตรลับเฉพาะจากวังหลวงที่สืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน

 

 

นอกจากร้านนี้แล้วยังมีอีกร้านที่มีชื่อเสียงไม่แพ้กันคือภัตตาคารเผียนอี้ฝัง

 

ที่กรุงปักกิ่งมีร้านขายเป็ดปักกิ่งอยู่มากมายมีราคาตั้งแต่ตัวละ300หยวนจนถึง1,500หยวน

 

 

ไกด์ท้องถิ่นยังให้ข้อมูลต่ออีกว่าปัจจุบันภัตตาคารฉวนจื้อเต๋อ

 

เปิดสาขาอยู่ที่ประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกาอีกด้วย

 

 

เป็ดปักกิ่งของ " ฉวนจื้อเต๋อ " พิถีพิถันตั้งแต่การเลี้ยงเป็ด

 

โดยคัดสรรเป็ดพันธุ์ดีของปักกิ่งคือเป็ดเถียนหยา

 

โดยเป็ดทุกตัวจะใช้เวลาเลี้ยงแบบควบคุมเหมือนค่ายทหาร

 

พื้นที่ 1 ตารางเมตรใช้เลี้ยงเป็ด 8 ตัวเท่านั้น

 

 

โดยใช้เวลาเลี้ยง 44 วันมีการชั่งน้ำหนักทุกวันฝึกเป็ดให้วิ่งไปกินอาหาร

 

ควบคุมทั้งปริมาณและสารอาหารต่อวัน

 

 

นอกจากเป็ดแล้วยังพิถีพิถันเกี่ยวกับกระบวนการย่างเป็ดด้วยอุณภูมิที่เหมาะสม

 

เพื่อให้เป็ดปักกิ่งหนังกรอบและเนื้อนุ่มผิวเป็ดสีออกแดงพุทรา

 

สีสันเป็นเงาวาววับมีกลิ่นหอมน่ารับประทาน

 

 

ละเอียดถึงขนาดฟืนที่ใช่ย่างต้องใช้ฟืนจากต้นท้อและต้นสาลี่นำมาเหลาเป็นฟืน

 

โอ้ว....อะไรจะขนาดนั้น

 

 

 

เริ่มจากออเดริฟเรียกน้ำย่อย ( แต่ละจานใหญ่จังยังกะเมนูหลักแน่ะ )

 

 

ซุปหูฉลามเสริฟมาคนละถ้วย

 

 

 

หมูหนาว  ( ไม่รู้ว่าเรียกถูกหรือป่าวนะ )

ผักดองน้ำส้มสายชู

พุทราจีน

 

 

 

จานนี้ไม่ทราบว่าอะไรอร่อยดีใช้ได้เลย

 

แต่พวกเรากำลังหิวจึงไม่มีใครถามใครช้อนจ้วงตะเกียบคีบอย่างเดียว

 

ออเดริฟที่สุดจะฮือฮามื้อนี้คือ...ตับห่านทอด

 

กับเครื่องเคียงแมงป่องทอดกรอบวางบนข้าวเกรียบ

 

โห....เมนูเปิบพิศดาร

 

สาว ๆ ส่วนใหญ่จะไม่กล้าทานผมเลยได้ชิมแมงป่องทอดไป 5 ตัว

 

กรุบ ๆ มันส์ ๆ พอได้ครับ

เครื่องดื่มหลักอย่างเป็นทางการ

 

 

กินไปกินมาหลายรายการทุกคนเริ่มสงสัย

 

ไหนล่ะเป็ดปักกิ่งอย่าบอกว่าจานนี้นะ

 

ท่านรองประธานเดินผ่านมาบอกว่า....

 

" จานนี้แหละเป็ดปักกิ่งกินกันซะ  "

 

ทุกคนเงียบเริ่มมองหน้ากันด้วยสีหน้าผิดหวัง

 

 

 

บนโต๊ะมีโค้กและเบียร์จีนเสริฟแบบไม่อั้น

 

ลองจิบเบียร์จีนดูหน่อยนึงแหวะจืดสนิทไม่ถูกคอไทยแลนด์เลย

 

ผมเรียกร้องขอเหล้าจีนมาล้างคอหน่อยซิแก้เลี่ยน

 

ท่านรองประธานคนเดิมดันได้ยินจึงได้เหล้าจีนรสชาดดีมาตั้งที่โต๊ะโดยฉับพลัน

 

 

 

เหล้าจีนชั้นดีร้อยผ่าวผ่านลำคอลงสู่กะเพาะจนรู้สึกได้

 

และแล้วอาหารเมนูหลักก็เริ่มทยอยมา

 

เริ่มจากปลาสเตอร์เจี้ยนนึ่งซีอิ้ว 

 

 ( ไข่ของปลาสเตอร์เจี้ยนที่เราเรียกกันว่าไข่ปลาคาเวียร์ )

 

คะน้าเห็ดหอม

 

 

 

กุ้งกรอบผัดเปรี้ยวหวาน

 

 

ซุปกระเพาะปลาน้ำใส

 

 

 

 

 

 

กุ้งอบเพลิงราดซอสหวาน

 

 

 

มาแว๊วววววน้ำจิ้มหมูหัน

 

 

หมั่นไส้เอ๊ยยยม่ายช่ายยยย....หมั่นโถครับ

 

 

แผ่นแป้งสาลีที่บ้านเราเรียกว่าแผ่นปอเปี๊ยะ

 

 

 

เป็ดปักกิ่งถูกลำเลียงมาแล่โชว์ให้เห็นกันแบบจะ ๆ ที่โต๊ะใครโต๊ะมัน

 

โอ้ววว....แม่จ้าววววว

 

 

บริษัทอัพเกรดเป็นเมนูพิเศษเสริฟเป็ดปักกิ่งโต๊ะละ 2 ตัว

 

จ๊ากกกก.....เอื๊อกกกกกกก

 

 

ลีลาการแล่ต้องมีศิลปและมีความชำนาญเป็นพิเศษ

 

การแล่เป็ดสำหรับพ่อครัวมือวางอันดับ 1 เป็ดหนึ่งตัวหนัง + เนื้อต้องได้ 108 ชิ้น

 

 

 

ถ้าเป็นบ้านเราเขาจะแล่เฉพาะหนังกรอบ

 

แล้วเอาเนื้อเป็ดไปผัดพริกไทเอากระดูกไปต้มซุป

 

แต่ที่นี่เขาจะแล่หนังกรอบหนึ่งจาน

 

และเนื้อเป็ดล้วนๆหนึ่งจานกระดูกจะไม่กลับมาอีกเลย

 

 

ฉากสุดท้ายของเป็ดปักกิ่ง

 

หนังกรอบหมดทั้งสองตัวแต่เนื้อเป็ดเหลือทั้งสองจานครับ

ตบทายด้วยเมนูของหวาน

 

คาดว่าน่าจะมีชื่อว่าถั่วแดงอะไรซักอย่างนึงเนี่ยเรียกไม่ถูกจริง ๆ ครับ

 

 

ขนม ( อะไร ? ไม่ทราบ )

 

 

ผลไม้รวมที่นี่เหมือนบ้านเราทุกประการ

 

เริ่มจากองุ่น สับปะรด แตงโม

 

มีอยู่เพียงอย่างเดียวที่แปลกปลอมเข้ามาคือมะเขือเทศ ( บ้านผมเรียกมะเขือส้ม )

 

 

 

ต้องตำหนิบริษัทที่จัดเมนูอาหารให้มากจนเกินไปใครจะไปกินหมดล่ะเนี่ย

 

 

เสร็จจากภารกิจในมื้อแรกของทริปปักกิ่งแบบอิ่มแปล้ยัดกันไม่ลงแล้ว

 

เหล้าจีนชั้นยอดหมดไปหนึ่งขวดบรรยากาศเริ่มมีแต่เสียงหัวเราะ

 

 

ภายนอกด้านหน้าร้านคือถนนวัฒนธรรม

 

 

สัมผัสวิถีชีวิตจำลองของวิถีชาวจีนโบราณ

 

 

สองข้างทางเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมจีนเก่าแก่ที่ถูกสร้างขึ้นมา

 

 

เพลิดเเพลินกับการช้อปปิ้งสิ้นค้านานาชนิด

 

 

 

สินค้าเป็นจำพวกชาจีน หยก  และของที่ระลึกต่าง ๆ

 

 

รถรางแบบสมัยเก่าถูกจำลองขึ้นมาย้อนยุคไว้ให้เห็นกัน

 

 

มีการโฆษณาเชิญชวนเรียกลูกค้าเข้าร้านด้วยเสียงซาวด์แทรค

 

 

 

ใช้หุ่นเชิญชวนก็มีไม่ต้องเมื่อยมือ

 

 

 

 

เขียนเอนทรีนี้ใช้เวลานานแบบสุด ๆ เพราะรูปเยอะมากต้องย่อฟายทุกรูป

 

ใช้เวลากว่าสามชั่วโมงดูนาฬิกาโห...เที่ยงแล้วหรือนี่

 

หิวจัง..

 

กินอะไรดีน๊า....

 

ข้าวหน้าเป็ดดีไหม ? ? ?

 

ไม่ดีกว่า

 

คิดออกแล้ว

 

.

 

.

 

.

 

 

 

อยากกินส้มตำปูปลาร้าจัง

 

เอื๊อกกกกก....ซี๊ดดดดดดดดดดด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โดย กัปตันแจ๊ค_จอมโจรจอมใจ

 

กลับไปที่ www.oknation.net