วันที่ จันทร์ กันยายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

MANCHESTER UNITED


ประวัติ จอร์จ เบสต์ (George Best) หมวด » กีฬา » คุยเฟื่องเรื่องกีฬา » ประวัติ จอร์จ เบสต์ (George Best)

ประวัติ จอร์จ เบสต์ (George Best) 

วันเกิด 22 พฤษภาคม 1946
สถานที่เกิด เบลฟาสต์, ไอร์แลนด์
สโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, สต๊อคพอร์ท, คร๊อค เซลติก, ลอส แองเจลิส อัสเตคส์, ฟูแล่ม, ลอส แองเจลิส อัสเตคส์, ฟอร์ท เลาเดอร์ดัล สไตร์เกอร์ส, ซาน โฮเซ่ เอิร์ธเควคส์, ฮิเบอร์เนียน, ฟอร์ท เลาเดอร์ดัล สไตร์เกอร์ส, ซาน โฮเซ่ เอิร์ธเควคส์, บอร์นมัธ, บริสเบน ไลออน
ความสำเร็จ ติดทีมชาติไอร์แลนด์, แชมป์ดิวิชั่น1(แชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษ), นักเตะยอดเยี่ยมสมาคมนักข่าว, นักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของยุโรป


นักเตะเจ้าของฉายาปีกพ่อมด และเทพบุตรมหาภัย เขาเป็นอัจฉริยะลูกหนังคนหนึ่งของวงการฟุตบอล เป็นตำนานนักเตะหมายเลข 7 ของแมนฯยูฯ เป็นผู้เล่นชั้นยอดอีกคนหนึ่งที่ยังไม่เคยสัมผัสเกมฟุตบอลโลก

เริ่มต้นชีวิตการค้าแข้งด้วยการมาทดสอบฝีเท้ากับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปี 1961 โดยเริ่มเป็นเด็กฝึกหัดของสโมสร ลงเล่นในตำแหน่งปีก ซึ่งในสมัยนั้นผู้เล่นตำแหน่งปีกจะเป็นตำแหน่งที่สำคัญมากสำหรับทีม

ในปี 1963 ลงเล่นให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชุดใหญ่นัดแรกในเกมพบฟูแล่ม ด้วยวัย 17 ปี ในเดือนกันยายน และหลังจากเล่นให้แมนฯ ยูฯ ได้เพียง 15 เกมก็ถูกเรียกตัวติดทีมชาติ

เป็นนักเตะที่พาทีมแมนฯ ยูฯ คว้าแชมป์ดิวิชั่น1 ในฤดูกาล 1964-1965 และ 1966-1967 (แชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษ)

ในปี 1968 พาทีมแมนยูขึ้นเถลิงบรรลังค์แชมป์ยูโรเปี้ยนคัพภายใต้การคุมทีมของเซอร์แมทต์ บัสบี้ ด้วยการเอาชนะ เบนฟิก้า โดย ในเวลาปกติเสมออยู่ 1-1 และต่อเวลาพิเศษ แมนยูยิงได้อีก 3 ลูก โดยจอร์จ เบสต์เป็นผู้ทำประตูด้วย ในนาทีที่ 93 นับเป็นค่ำคืนที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตการเล่นฟุตบอลของเขาอย่างมาก

ได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมสมาคมนักข่าว และนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของยุโรปในปี 1968

จอร์จ เบสต์ เคยสร้างสถิติยิงประตูในนัดเดียวมากที่สุดถึง 6 ประตู ในการถล่ม นอร์ทแธมป์ตัน ทาวน์ 8-2 ในเกมเอฟเอคัพ รอบ 5

ในปี 1972 เขาตัดสินใจแขวนสตั๊ดด้วยวัยเพียง 26 ปี แต่แล้วในปี 1973 ก็กลับมาค้าแข้งอีกครั้ง แต่ด้วยความเป็นเพลย์บอยของเขาทำให้ในที่สุดแมนฯ ยูฯก็ตัดสินใจขายเขาทิ้งในปี 1974

ตั้งแต่ปี 1975-1980 เขาแต่งงานกับนางแบบสาว แองเจลล่า แมคโดนัลด์ เจมส์ และย้ายออกจากแมนฯ ยูฯ ไปค้าแข้งกับทีมเล็ก ๆ อีกหลายทีม และไปแขวนสตั๊ดอีกครั้ง ในเมเจอร์ลีกของ อเมริกา ชื่อ ซาน โฮเซ่ เอิร์ธเควคส์

แต่แล้วในปี 1983 เขาก็หวนกลับมาเล่นฟุตบอลอีกครั้ง กับทีม บอร์นมัธ แต่ลงเล่นอีกไม่นาน เขาก็ย้ายไปเล่นให้ทีมเล็ก ๆ อย่าง บริสเบน ไลออน และ ตัดสินใจ แขวนสตั๊ดถาวรในปี 1984 ด้วยวัย 38 ปี

ส่วนหนึ่งที่เบสต์ ตัดสินใจเลิกเล่นฟุตบอลหลายครั้ง เนื่องจากหมดเวลาส่วนใหญ่ไปกับการดื่มเหล้าเคล้านารี เที่ยวกลางคืน และหลงอยู่ในแสงสีของวงการบันเทิง แต่ถึงแม้จะยุติชีวิตนักเตะ เบสต์ก็ยังอยู่ในวงการฟุตบอล โดยทำหน้าที่เป็นนักวิเคราะห์ของสำนักข่าวให้กับสกายสปอร์ต

ในปี 1984 ถูกศาลตัดสินจำคุก 12 สัปดาห์ในข้อหาเมาแล้วขับรวมถึงทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ และถูกภรรยาแองเจลล่า ฟ้องหย่า หลังจากมีลูกชายด้วยกัน 1 คนคือ คาลัม

ในปี 1995 แต่งงานอีกครั้งกับ อเล็ก เพอร์ซี่ ซึ่งเป็นแอร์ โฮสเตส สาวสวย ซึ่งต่อมาภายหลังก็ต้องแยกทางกัน เพราะภรรรยาของเขาทนไม่ไหว กับการที่ เบสต์ กลับไปดื่มเหล้าจัด และมีคดีความมากมาย ทั้งเมาสุราอาละวาด เมาแล้วขับ และทะเลาะวิวาท

ได้รับการคัดเลือกเข้าสู่ Hall of Fame หรือหอเกียรติยศของ FIFA ในปี 2004

ด้วยความเป็นนักดื่มตัวยงที่สุดผลร้ายก็ย้อนคืนสู่สุขภาพของเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2000 เบสต์ มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ จนกระทั่งต้องเข้ารับการผ่าตัดปลูกถ่ายไตในปี 2002 และถูกสั่งห้ามไม่ให้แตะของมึนเมาอีกแต่เจ้าตัวก็ยังไม่เชื่อฟังแอบดื่มเรื่อยมา

ในช่วง 2-3 ปีหลังสุขภาพของเบสต์ทรุดโทรมลงเรื่อยๆ ทำให้เข้าออกโรงพยาบาลอยู่หลายครั้ง จนกระทั่งครั้งล่าสุด เบสต์ ถูกส่งเข้ารับการรักษาตั้งแต่ในช่วงปลายเดือนตุลาคม48 ที่โรงพยาบาลครอมเวลล์ กรุงลอนดอน แต่ในที่สุดคณะแพทย์ก็ไม่สามารถยื้อชีวิต เบสต์ เอาไว้ได้เขาจากไปด้วยอาการปอดติดเชื้อ และผลกระทบจากโรคไต

จบชีวิตปิดฉากตำนานเทพบุตรมหาภัย ด้วย วัย 59 ปี ในวันที่ 25 พฤศจิการยน 2005

สรุปเส้นทางการค้าแข้ง
1963-74 : อยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (ลงเล่น 465 เกม ยิง 180 ประตู)
1975 : อยู่กับ สต๊อคพอร์ท (ลงเล่น 3 เกม ยิง 2 ประตู)
1975-76 : คร๊อค เซลติก (ลงเล่น 3 ยิงไม่ได้เลย)
1976 : ลอส แองเจลิส อัสเตคส์ (ลงเล่น 24 เกม ยิง 15 ประตู)
1976-77 : ฟูแล่ม (ลงเล่น 47 เกม ยิง 10 ประตู)
1977-78 : ลอส แองเจลิส อัสเตคส์ (ลงเล่น 37 เกม ยิง 14 ประตู)
1979 : ฟอร์ท เลาเดอร์ดัล สไตร์เกอร์ส (14 เกม ยิง 5 ประตู)
1979-80 : ซาน โฮเซ่ เอิร์ธเควคส์ (30 เกม ยิง 13 ประตู)
1979-80 : ฮิเบอร์เนียน (22 เกม ยิง 3 ประตู)
1980 : ฟอร์ท เลาเดอร์ดัล สไตร์เกอร์ส (19 เกม ยิง 2 ประตู)
1981 : ซาน โฮเซ่ เอิร์ธเควคส์ (26 เกม ยิง 8 ประตู)
1983 : บอร์นมัธ (5 เกม ยิง 0)
1984 : บริสเบน ไลออน (4 เกม ยิง 0)

ติดทีมชาติไอร์แลนด์ (1964-1978) : 37 นัด ยิง 9 ประตู

Credit : soccerthai.net

จอร์จ เบสต์

George Best mural in Northern Ireland.

ข้อมูลส่วนตัวชื่อเต็มจอร์จ เบสต์วันเกิด22 พฤษภาคม ค.ศ. 1946(1946-05-22)สถานที่เกิดเบลฟาสต์ ไอร์แลนด์เหนือวันที่เสียชีวิต25 พฤศจิกายน ค.ศ. 2005 (อายุ 59 ปี)สถานที่เสียชีวิตลอนดอน อังกฤษตำแหน่ง

ปีก
มิดฟิลด์ตัวรุก

 

สโมสรเยาวชน1961-1963แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดสโมสรอาชีพ*ปีสโมสรลงเล่น
(ประตู)
1963-1974
1974
1975
1975-1976
1976
1976-1977
1977-1978
1978-1979
1979-1980
1980-1981
1983
1983
1984แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
Dunstable Town (loan)
Stockport County
Cork Celtic
Los Angeles Aztecs
ฟูแล่ม
Los Angeles Aztecs
Fort Lauderdale Strikers
ฮิเบอร์เนียน
San Jose Earthquakes
บอร์นมัธ
Brisbane Lions
Tobermore United361 (138)
003 00(0)
003 00(2)
003 00(0)
023 0(15)
033 00(7)
032 0(12)
026 00(6)
022 00(3)
056 0(28)
004 00(0)
001 00(0)
001 00(0)ทีมชาติ1964-1977Northern Ireland037 00(9)

 

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%88_%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B9%8C

 

ถือเป็นความโศกเศร้าอย่างยิ่งสำหรับข่าวการเสียชีวิตของเทพบุตรมหาภัย จอร์จ เบสต์ ด้วยอายุ 59 ปี

อัจฉริยะลูกหนังที่ถือกำเนิดในกรุงเบลฟาสต์ เป็นหนึ่งในสุดยอดนักฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่โลกจะได้พบอย่างไม่มีข้อกังขา และในความคิดเห็นของหลายๆ คนเขาคือสุดยอดนักเตะที่ดีที่สุดตัวจริง


แม้กระทั่งเปเล่ ผู้ที่มีชื่อเสียงเพียงคนเดียวในด้านฟุตบอลที่ดีพอที่จะมาท้าชิงกับเบสต์ ได้ก็กล่าวเช่นกันว่า เขาคิดว่าไม่มีใครจะมาเปรียบเทียบกับจอร์จ ได้อีกแล้วในประวัติศาสตร์ฟุตบอล คำสรรเสริญที่สูงส่งกว่านี้คงไม่มีอีกแล้ว

คงไม่มีใครที่จะปฏิเสธว่าตลอดอาชีพค้าแข้ง เขามีพรสวรรค์โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ที่ประกอบไปด้วยความยิ่งใหญ่ตั้งแต่เริ่มต้นอาชีพเลยทีเดียว บางคนอาจจะบอกว่าสแตนลี่ย์ แมทธิวส์ เป็นนักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล ในขณะที่คนอื่นๆ อาจจะพูดถึงทอม ฟินนี่ย์ หรือดิเอโก้ มาราโดน่า ก็อาจจะได้รับเลือก รวมทั้งยอดนักเตะอย่างโยฮัน ครัฟฟ์ และอัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน่ ก็น่าจะถูกกล่าวถึงในการสนทนา มันเป็นเรื่องที่พูดยากอยู่แล้วในการเอานักเตะต่างยุคต่างสมัยมาเปรียบเทียบกัน แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจอร์จ เบสต์ จะต้องเป็นผู้ขโมยฉากเด็ดมาโชว์อย่างแน่นอน

เขาเป็นสิ่งที่พิเศษสุดในโลกของฟุตบอล เขาถูกกำหนดชะตาชีวิตให้มาเป็นยอดนักเตะคนแรกที่มีชื่อเสียงเป็นที่ชื่นชอบที่สุดอย่างแท้จริง แต่อาชีพอันรุ่งโรจน์ของเขาในเกมอันสวยงามก็เกือบจะไม่ได้อุบัติขึ้นแล้ว

เบสต์ เข้ามาสู่เมืองแมนเชสเตอร์ในฐานะนักเตะวัยรุ่นคนหนึ่งในปี 1961 โดยมาพร้อมกับเอริค แม็คมอร์ดี้ เพื่อนของเขาซึ่งไปลงเล่นให้กับมิดเดิ้ลสโบรซ์ แต่เขากลับเกรงกลัวชีวิตในเมืองใหญ่ที่เร่งรีบและวุ่นวายจนเขาถึงกับรีบจะลงเรือเพื่อกลับไปยังกรุงเบลฟาสต์ ทำให้เซอร์ แม็ตต์ บัสบี้ และจิมมี่ เมอร์ฟี่ คู่หูตำนานในการจัดการทีมของปิศาจแดง ต้องออกแรงชักจูงอย่างสุดฤทธิ์เพื่อที่จะดึงเขากลับไปที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด อีกครั้ง และก็ประสบความสำเร็จซะด้วย ซึ่งนั่นก็เป็นหนึ่งในการทำงานอันยอดเยี่ยมที่สุดของพวกเขาในช่วงการคุมทีมยุครุ่งเรืองที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

แรกเริ่มนั้นเบสต์ ถูกดึงเข้ามาสู่การเป็นยอดนักเตะโดยบ็อบ บิช็อป แมวมองในไอร์แลน์เหนือที่ได้รับการยอมรับอย่างมากของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แล้วเขาก็ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วไปสู่จุดสูงสุด เบสต์ ลงประเดิมสนามนัดแรกด้วยวัย 17 ปี ในเกมที่พบกับเวสต์ บรอมวิช อัลเบี้ยน ในเดือนกันยายน 1963 ซึ่งก่อนหน้านั้นไม่กี่เดือน เขาเพิ่งจะช่วยให้ทีมเยาวชนปิศาจแดง คว้าแชมป์เอฟเอ ยูธ คัพ เป็นสมัยที่ 6 แฟนบอลในโอลด์ แทรฟฟอร์ด รับเอาเขาเป็นยอดนักเตะในดวงใจในทันที และเขาก็เป็นที่รักของแฟนบอลตลอดช่วง 10 ปี ต่อมา

สโมสรยังอยู่ในช่วงการสร้างทีมขึ้นมาใหม่หลังจากการสูญเสียแกนหลักของทีมที่ยิ่งใหญ่ของทศวรรษ 1950 ในเหตุการณ์โศกนาฏกรรมทางเครื่องบินที่เมืองมิวนิค และเบสต์ ก็ได้พิสูจน์ว่าเขาคือจิ๊กซอว์ชิ้นที่หายไปร่วมกับเพื่อนร่วมทีมที่ยิ่งใหญ่อย่างบ็อบบี้ ชาร์ลตัน, เดนิส ลอว์, แพ็ดดี้ ครีแรนด์, น็อบบี้ สไตลส์ และบิลล์ โฟลกส์

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์ลีกเป็นครั้งแรกหลังจากเหตุการณ์ที่เมืองมิวนิคในปี 1965 และได้แชมป์ลีกอีกครั้งในอีก 2 ปีต่อมา และในปี 1968 ปิศาจแดง ก็คว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ ได้สำเร็จซึ่งเป็นแชมป์ที่สโมสรรอคอยมายาวนาน และเบสต์ ก็ทำได้ 1 ประตูในเกมนัดชิงชนะเลิศที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถล่มเบนฟิก้า ไปได้ 4-1 ต่อหน้าแฟนบอลที่ปลาบปลื้มจำนวน 100,000 คนในสนามเวมบลี่ย์ และในปี 1968 นี้เองที่เบสต์ กลายเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ได้รับรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของยุโรป

มันเป็นช่วงเวลาแห่งเกียรติยศในประวัติศาสตร์ของสโมสรในเวลานั้น แต่นักเตะในทีมเริ่มมีอายุมากขึ้นและถึงเวลาผลัดใบเปลี่ยนแปลงทีมอีกครั้ง มันเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา และเบสต์ ต้องเป็นที่พึ่งพาของทีมมากขึ้นในการพยุงทีมให้ผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปให้ได้ เขาทำได้ดีกว่างานที่ได้รับมอบหมาย และในบางนัดเขาก็เอาชนะด้วยการลุยเดี่ยวเองซะเลย

เรื่องราวนอกสนามของเขากลายเป็นข่าวพาดหัวอยู่เสมอ และความเคลื่อนไหวทุกย่างก้าวของเขาถูกนำไปตีพิมพ์ลงบนหน้าหนังสือพิมพ์ มันกลายเป็นสิ่งที่มากเกินไปสำหรับเขาในบางโอกาส และมีมากกว่า 1 ครั้งที่เขาประกาศว่าจะขอลงเล่นเป็นนัดสุดท้ายให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อันเป็นที่รักของเขา มันเป็นช่วงเวลาสับสนวุ่นวายของสโมสร นอกจากจะต้องจัดการกับการเปลี่ยนแปลงทีมที่ยุ่งยากแล้วยอดนักเตะระดับโลกของทีมก็มีชื่ออยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์ด้วยเหตุผลที่ผิดพลาดทั้งหมด

เขาและแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็ต้องแยกทางกันจนได้ในเดือนมกราคม 1974 หลังจากการประณีประนอมกันอีกครั้งที่จัดการโดยทอมมี่ ด็อคเคอร์ตี้ ผู้จัดการทีมในตอนนั้น ยอดนักเตะพรสวรรค์ชาวไอริชก็ไม่มีชื่ออยู่ในทีมที่จะลงเล่นพบกับพลีมัธ อาร์ไกล์ ในศึกเอฟเอ คัพ เบสต์ รู้ว่าถึงจุดสิ้นสุดแล้ว และเขาก็ออกจากโอลด์ แทรฟฟอร์ด ในวันอันแสนเศร้าของแฟนบอลปิศาจแดง อย่างไม่มีวันหวนกลับ อย่างน้อยก็ไม่กลับมาในฐานะนักฟุตบอล

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถูกปล้นเอานักเตะที่บางทีอาจจะเป็นยอดนักฟุตบอลพรสวรรค์สูงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมาในเวลานั้น เมื่อเขาน่าจะได้ขึ้นไปสู่จุดสูงสุดของอาชีพที่พิเศษสุดของเขา ในตอนที่เขาลงเล่นเกมสุดท้ายให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั้นเขามีอายุ 27 ปี เท่านั้น

มันยังไม่ใช่การสิ้นสุดอาชีพค้าแข้งของเขา เพราะหลังจากนั้นเขาก็ได้ไปลงเล่นให้กับสโมสรอื่นอีกหลายแห่งรวมทั้งฟูแล่ม, สต็อคพอร์ต เคาน์ตี้ และฮิเบอร์เนี่ยน รวมทั้งการเป็นนักเตะช่วงสั้นๆ ที่น่าประทับใจในสหรัฐอเมริกา แต่ทว่าชีวิตส่วนตัวของเขาและการติดสุราเรื้อรังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เขาเข้าสู่ช่วงตกต่ำในท้ายที่สุด สุขภาพของเขาทรุดโทรมลงอย่างหนัก และเขาต้องตกอยู่ภายใต้ร่มเงาของการเป็นยอดนักเตะพรสวรรค์สูงที่หล่อเหลาก่อนหน้านี้

คนที่โชคดีพอที่ได้มีโอกาสเห็นเขาสวมชุดแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ลงเล่นจะมีความทรงจำที่เป็นพิเศษตลอดไปไม่มีวันเสื่อมสลาย เพราะการได้เห็นจอร์จ เบสต์ ครองลูกฟุตบอลด้วยเท้าของเขาเป็นภาพที่สูงส่งเกินกว่าแค่การเล่นกีฬาอย่างหนึ่งเท่านั้น แน่นอนว่าเขาคือยอดนักเตะที่มีพรสวรรค์สูงที่สุดเท่าที่จะมีได้ในกีฬาฟุตบอลอย่างไม่ต้องสงสัย และแม้ว่าหลังจากนั้นจะมีผู้ท้าชิงพยายามเลียนแบบทักษะที่ยอดเยี่ยมของเขาแต่ก็ไม่มีใครจะประสบความสำเร็จในสนามได้เท่ากับเขาอีกแล้ว

เบสต์ ติดทีมชาติไอร์แลนด์เหนือ 37 ครั้ง เขาลงเล่นให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทั้งหมด 466 นัด ทำได้ 178 ประตู รวมทั้งการทำ 6 ประตูในนัดเดียวในการพบกับนอร์ธแธมป์ตัน ทาวน์

การจากไปอย่างไม่มีวันกลับของเขาจะได้รับการแสดงความอาลัยในสถานที่ทุกแห่งที่มีการเล่นฟุตบอล และในหลายๆ แห่งที่ไม่ได้เล่นฟุตบอลก็ตาม

คงจะไม่ได้เห็นนักเตะพรสวรรค์แบบเขาอีกแล้ว

โดย INDE

 

กลับไปที่ www.oknation.net