วันที่ จันทร์ กันยายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

บ้านกลาย บนยอดคลื่นของความเชื่อและความเปลี่ยนแปลง


อา ออ ออ ออ หอ ออ อ้า  พอฤกษ์งามยามดี ป่านนี้ชอบยามพระเวลา
ออว่าจำเพาะ เจาะจงเรียกหาหลวงรองคนกล้า
ถ้าว่าหลวงรองไม่มา ลูกยาจะเห็นหน้าใคร
อ้อว่ามาทางสายด้าย หรือไล่มาทางสายไหม
หรือว่าคนทรงไม่ชอบเนื้อหรือว่าคนเชื้อไม่ชอบใจ
ว่าจับให้แข็งๆ ขาดเรี่ยวขาดเรี่ยวสักเท่าไหร
มาตะ มาตะ ขอให้พ่อมาสักเดียวใจ
ว่างานนี้มันกวดขันไม่ใช่ผลัดวันประกันพรูก
อย่าให้ผีขี้ร้ายมันดูถูก เราลูกผู้ชายเดียวกัน
หรือว่าหลวงรองพ่อหนา มันตายโหง ไม่สู้เข้าโรงโนราห์
ฯลฯ
 
ด้วยถ้อยคำขับขาน อันสอดคล้องกังวานกับเสียงปี่มโนราห์ที่รัวถี่และเล็กแหลม อาจเป็นแรงขับส่งให้สถานที่ซึ่งยกเป็นปะรำพิธีชั่วคราวนี้ศักดิ์สิทธิ์และเข้มขลังยิ่งขึ้นไปอีก งานเชื้อท่านกลายปีนี้ จึงเนืองแน่นไปด้วยลูกหลานบ้านกลาย อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ตลอดจนศรัทธาในพื้นที่ทั้งใกล้เคียง และห่างไกลที่ทราบข่าว จนทำให้บริเวณสถานที่ตั้งศาลท่านกลาย ที่ชาวบ้านในท้องถิ่นเรียกว่า “ศาลาล่าง” ดูคับแคบไปถนัดตา

โรงมโนราห์โรงครู เป็นอาคารชั่วคราวติดพื้นดิน หลังคามุงจาก ด้านหนึ่งยกแท่นสูงขึ้นสำหรับตั้งของเซ่นไหว้ และแทนที่นั่งสำหรับคนทรง พื้นที่ส่วนอื่นปูเสื่อกับพื้นดิน สำหรับเครื่องดนตรี และมโนราห์ ที่เหลือพอให้ผู้เฒ่าผู้แก่ได้อาศัยนั่งร่วมในพิธีอย่างใกล้ชิด

เสียงปี่ถี่กระชั้น สำทับด้วยเสียงทับกับตะโพนที่หนักแน่นทรงพลัง มีเสียงโหม่งและฉิ่งคอยขับขานเพิ่มใส่ความหวานอย่างมีมนต์เสน่ห์เข้าไป เมื่อบรรเลงเป็นจังหวะจะโคนลงตัว มโนราห์สูงวัยที่ดูท่าทางไร้เรี่ยวแรงเมื่อตอนกลางวัน บัดนี้น้ำเสียงดุดันทรงพลังเริ่มขับบทไหว้ครู ลูกคู่รับเป็นจังหวะ พาให้หัวใจคนชมฮึกเหิมระคนประหวั่นพรั่นพรึงไปในที  ผู้คนรอบข้างเริ่มเบียดชิดเข้ามาติดโรงจนแน่นขนัดแบบไม่เสียชื่อเวทีบ้านๆ

งานเชื้อท่านกลายเปรียบได้ดังพิธีบวงสรวง ที่เชิญท่านกลายมาเข้าทรงคนทรงซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี แต่ไม่ได้มีเพียงเฉพาะที่บ้านกลายนี้เท่านั้น หากแต่ตลอดลำน้ำคลองกลายที่หล่อเลี้ยงผู้คนละแวกนี้มานานพอๆ กับการเกิดขึ้นของหมู่บ้านตลอดลำน้ำ มีหลา(ศาลา) หรือศาลท่านกลายอยู่ตั้งแต่ต้นน้ำ ชาวบ้านรู้จักกันในชื่อ ศาลายอดน้ำ เรื่อยต่ำลงมาถึงศาลาน้ำตก (นาเหรง) ศาลาสระแก้ว จนกระทั่งสุดท้ายที่ใกล้ๆ ปากคลองกลาย วันนี้จะทำพิธีกันที่นี่ เป็นศาลาสุดท้ายของปี 

ท่านกลาย หรือ ทวดกลาย หรือ พ่อท่านกลาย ที่ชาวบ้านเรียกขานกัน เปรียบเสมือนเทพผู้ปกปักษ์รักษาลำน้ำคลองกลายมายาวนาน ตามประวัติซึ่งเล่าสืบทอดกันมา ท่านกลาย คือบุตรชายคนสุดท้องของพระยารามเดโชเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช  ในยุคที่เป็นเมืองประเทศราชของกรุงศรีอยุธยา คราวหนึ่งเมื่อมีศึกสงครามมาประชิดเมืองนครศรีธรรมราช ท่านได้ออกรบและเสียชีวิตลงแต่ไม่มีผู้ใดพบศพ จนผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ศพได้ลอยทวนน้ำขึ้นมาจากปากน้ำคลองกลายโดยที่ไม่เน่าเปื่อย ผู้คนจึงพากันฝังศพท่านไว้ทางทิศเหนือของคลองกลายใกล้ๆ ปากแม่น้ำ น่าเสียดายที่กว่า ๕๐ ปีที่ผ่านมา บริเวณนั้นได้ถูกน้ำกัดเซาะพังทลายไปเสียแล้ว  หลังจากนั้นมีผู้ตั้งศาลบูชาท่านกลายเป็นผู้ดูแลลำน้ำและทุกข์สุขชาวบ้านสืบมา

ข้อห้ามหลักๆ ของการใช้ลำน้ำคลองกลาย ที่ชาวบ้านต่างทราบกันคือ ห้ามซักมุ้ง  ห้ามล้างเนื้อหมู และทำความสกปรกลงคลองกลายโดดเด็ดขาด ใครไม่ทำตาม หรือลบหลู่ดูหมิ่นจะได้รับโทษต่างๆ นานาหนักเบาว่ากันไปตามแต่วาระการกระทำของแต่ละคน  ในเรื่องเล่าซึ่งผู้เฒ่าผู้แก่ได้ถ่ายทอดนั้น กล่าวว่าจะมีจระเข้สีขาวเผือกตัวมหึมาว่ายวนตามลำน้ำมาให้ชาวบ้านเห็นเพื่อดูแลคลองกลาย และลงโทษลูกหลานที่ไม่เชื่อฟัง  ไม่ว่าแท้จริงแล้วใครหรืออะไรจะเป็นสิ่งดลบันดาลให้เกิดความวิบัติต่อผู้ไม่เคารพ หากแต่สิ่งนี้คือกุศลโลบายที่ช่วยรักษาลำน้ำคลองกลาย ให้ยังเป็นคลองกลายจนกระทั่งปัจจุบัน

การบวงสรวงในปีนี้ก็เป็นเช่นทุกปี ที่มีการเชิญครูหมอมโนราห์ เรียกว่า “มโนราห์เชื้อ”   มาเป็นประธานในการพิธี เป็นผู้ส่งสารเชื้อเชิญ หรือเป็นผู้ติดต่อท่านกลาย และเจ้าองค์อื่นมาทรงคนทรง หลังจากไหว้ครู ก็ถึงเวลาของการร้องเรียก “หลวงรอง” ซึ่งเคยเป็นผู้รับใช้ของท่านกลายมาก่อน เป็นที่ทราบกันว่าหากหลวงรองไม่มา หรือไม่ลงทรงแล้วล่ะก็ เจ้าองค์อื่นๆ ก็จะไม่มาลงทรงเช่นกัน เนื่องจากไม่มีคนคอยรับใช้ ที่จะบอกกล่าว ถ่ายทอดความต้องการต่างๆ

ปีนี้มีเจ้าลงทรง ๖ องค์ ได้แก่ หลวงรอง  ท่านกลาย ท่านขวัญตก ท่านเจ้าเพชร แม่มณฑา นางยา แต่บางปีก็มีมากถึง ๑๑ องค์ ที่เพิ่มเติมนอกจากนี้ก็มี ท่านโคกแซะ ท่านทรายทอง นางสีดา ท่านแสง ท่านกรอบเหล็ก ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นคนใกล้ชิด สนิทสนมในสมัยที่ท่านกลายยังมีชีวิต

บนพื้นฐานความเชื่อเรื่องท่านกลายนี้ เป็นส่วนหนึ่งที่หลอมรวมชุมชนพุทธและมุสลิมไว้ด้วยกันอย่างเหนียวแน่น ผู้มาร่วมงานจึงทั้งมีไทยพุทธมุสลิม ต่างให้เกียรติในศาสนาและความเชื่อซึ่งกันและกัน ชาวไม่มุสลิมไม่ได้ถือท่านกลายเป็นเทพเช่นชาวพุทธเพราะผิดหลักศาสนา หากแต่ก็มิได้ลบหลู่  กลับกันก็ให้ความนับถือเป็นหนึ่งบรรพชนที่คนรุ่นต่อมาควรค่าเคารพ ชาวพุทธเองก็ยึดมั่นหนักแน่นว่าในงานท่านกลาย อาหารคาวหวานจะต้องทำให้เป็นไปตามหลักศาสนาอิสลาม ให้ทุกคนได้แบ่งปันกันกินเช่นพี่น้องร่วมหมู่บ้าน

พิธีภาคค่ำจบสิ้นไป จนรุ่งสางของอีกวันมีการเลี้ยงพระ และการเข้าทรงอีกครั้งด้วยขั้นตอนเดียวกับช่วงค่ำ คราวนี้ชาวบ้านจะสามารถสอบถามข้อข้องใจ ทั้งความเป็นไปของบ้านเมืองและเรื่องส่วนตัว

ในโมงยามที่ทั้งหมู่บ้านกำลังพบกับระลอกคลื่นของความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เป็นเกลียวคลื่นในนามของการพัฒนา การมาของท่าเรือสร้างฐานปฏิบัติการณ์เพื่อขุดเจาะน้ำมัน และนิคมอุตสาหกรรมชายทะเล ที่หลายคนรู้สึกหวั่นกลัวยิ่งกว่าคลื่นมรสุมกลางทะเลห่างฝั่ง จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่มีลูกหลานจำนวนมากเฝ้ารอเพื่อสอบถามถึงความเป็นไปในอนาคตของหมู่บ้านต่อผู้ซึ่งเปรียบเสมือนญาติผู้ใหญ่ที่คอยดูแลลูกหลานมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตามสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านนับถือบูชาย่อมฟังเสียงร้องขอลูกหลาน ทุกอย่างจึงต้องขึ้นอยู่กับคนกลาย รวมถึงคนเมืองนครฯ และคนไทยทั้งหมด ว่าเราจะร่วมกันกำหนดอนาคตของบ้านเมือง และลูกหลานเราไว้เช่นไร ก็คงย่อมเป็นไปเช่นนั้น

ประวัติศาสตร์ยาวนานของบ้านกลาย อยู่คู่กับการเปลี่ยนแปลงเหมือนคำว่า “กลาย” หากจะมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งก็ภาวนาให้มันเป็นไปในทางที่ดีที่งาม และชาวบ้านกลายทุกคนได้มีส่วนรับรู้และเห็นพ้องตรงกัน เชื่อว่าเมื่อนั้นจะไม่มีพายุหรือคลื่นลมระลอกใดเป็นสิ่งน่ากลัวสำหรับลูกหลานชาวเล อย่างคนกลายแน่นอน

การเชื้อท่านกลายที่มีทุกปีถือเป็นหลักยึดที่น่ายินดีที่ชาวบ้านมาร่วมกันเนืองแน่น และหากทุกผู้คนแข็งขันแบบนี้ในการต่อต้านการรังแกของกลุ่มทุนที่จะมาใช้ทะเลเพื่อสิ่งอื่นที่มิใช่เพื่อการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิต ทั้งคนและสัตว์ เชื่อว่าประชาชนจะมีชัยแน่นอน และเมื่อนั้น คำกล่าวที่ว่า วัฒนธรรม คืออีกเกราะป้องปกชุมชน จะเกิดขึ้นให้เห็นเป็นประจักษ์ที่บ้านกลาย




โดย พ่อข้าวปั้น

 

กลับไปที่ www.oknation.net