วันที่ อาทิตย์ กันยายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ปัญหาการเมืองในองค์กร กับแนวคิด *เกมส์ชีวิต* (Psychological Games)




       "เบื่องาน!..." คำพูดคำนี้ที่ผมได้ยินจากบุคคลรอบข้าง(แม้กระทั่งจากตัวผมเอง)จนชินหูตั้งแต่เริ่มต้นทำงานใหม่ๆเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว จวบจนมาถึงทุกวันนี้ก็ยังผ่านหูกับคำพูดดังกล่าวอยู่เนืองๆ แต่ทว่า การแสดงออกของการเบื่อในวันนี้มันมีวิวัฒนาการควบคู่ไปกับความเจริญทางเทคโนโลยีการสื่อสารในยุคปัจจุบัน นั่นคือการระบายอารมณ์ของความเบื่อลงบนโลกของ Social Network ไม่เว้นแม้แต่ใน Facebook หรือ Blog เพราะนั่นเป็นอีกหนึ่งหนทางในการปลีกตัวเองออกมาจากโลกแห่งความเป็นจริง(ที่เป็นต้นเหตุของความเบื่อดังกล่าว) เข้าไปอยู่ในสังคมออนไลน์อีกโลกหนึ่งที่เสมือนจริง เพื่อสร้าง Profile ของตัวเองให้เป็นใครบางคนขึ้นมาในนั้น แลัวพยายามเป็นคนคนนั้นที่มีชีวิตการทำงานที่สวยหรู, มีเพื่อนร่วมงานดีๆ, มี Life style ที่โดดเด่น, มีความเป็นตัวของตัวเองสูง และเป็นพระเอกของโลกเสมือนจริงแห่งนั้น.... แต่ ช่างเถอะครับ นั่นไม่ใช่ประเด็นที่ผมจะกล่าวถึงในวันนี้

       กลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง........ ครับ ความเบื่อเหล่านั้นจะยังคงอยู่กับคนทำงานอย่างเราๆท่านๆ ไปอีกนานแสนนาน บางคนอาจจะเบื่อไปจนถึงวันสุดท้ายที่เลิกทำงานเลยก็เป็นได้ ตราบใดก็ตามที่เขาไม่รู้จักเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันอย่างเข้าใจ แน่นอนว่าความเบื่อนั้นไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นผลลัพธ์(Output)ที่มาจากปัญหา ดังนั้นการจะบริหารจัดการและลดทอนความเบื่อลงนั้น จำเป็นจะต้องแก้ไขให้ถึงต้นตอรากเหง้าและต้องวิเคราะห์กันในระดับเชิงลึกเลยล่ะครับ ในที่นี้ผมจะขอกล่าวถึง "ปัญหาเรื่องคนในองค์กร (People problem)"อีก ๑ ต้นเหตุของการเบื่องาน ในมุมมองสุดแสนจะตื้นเขินเท่าที่มีจากประสบการณ์อันน้อยนิดครับ

       ผมอ่านหนังสือเล่มหนึ่งในหลักสูตร Mini MBA in health ของคณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เจอเรื่อง "ทัศนะในชีวิต (Life positions)" เนื้อหาน่าสนใจมากเลยเอามาสรุปให้ได้อ่านกัน (สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ในตอนที่แล้ว คลิกที่นี่) โดยเนื้อหาได้กล่าวว่า คนเราจะมีสัมพันธภาพกับบุคคลอื่นไปในรูปแบบใดนั้นขึ้นอยู่กับทัศนคติที่มีต่อตนเองและผู้อื่นว่าจะกำหนดให้ตนเองและผู้อื่นมีสถานภาพอย่างไรเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกัน โดยทัศนะในชีวิตได้แบ่งออกเป็น ๔ ทัศนะ คือ
       ๑. I'm OK, You're OK. เป็นทัศนะของผู้มีสุขภาพจิตดี เคารพนับถือตนเองและผู้อื่น มองทั้งตนเองและผู้อื่นในแง่ดี ให้คุณค่ากับทุกคน เป็นคนปรับตัวได้ดี มีการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์
       ๒. I'm OK, You're not OK. เป็นทัศนะที่เห็นว่าตนเองเหนือกว่าผู้อื่น ตนเองดีแต่ผู้อื่นไม่ดี ดูถูกเหยียดหยามผู้อื่น ไม่ให้คุณค่ากับผู้อื่น วางอำนาจข่มขู่ นิยมกล่าวโทษหากเกิดความผิดพลาดขึ้น
       ๓. I'm not OK, You're OK. เป็นทัศนะที่เห็นว่าตนเองต่ำต้อยน้อยหน้าเมื่อเปรียบเทียบกับผู้อื่น ชอบเก็บกดความรู้สึกต่างๆ ไม่กล้าแสดงออก มีความสงสารตนเอง ชอบหลีกเลี่ยงไปจากผู้คน เกิดความท้อถอยเมื่อเจอกับปัญหา
       ๔. I'm not OK, You're not OK. เป็นทัศนะที่ไม่เห็นคุณค่าอะไรเลย แม้แต่ตนเองและผู้อื่น เข้าข่ายโรคจิตและโรคประสาท

       ในหนึ่งวันเราทุกๆคนจะมีทัศนะที่หลากหลายและปรับเปลี่ยนไปตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและผ่านเข้ามาในแต่ละช่วงเวลา แต่คนที่มีสุขภาพจิตดีนั้นจะสามารถมองเหตุการณ์ต่างๆในทัศนะแบบ I'm OK, You're OK. คือการยอมรับนับถือตนเองและผู้อื่นแม้จะตกอยู่ในบทบาทของ"เหยื่อ"ก็ตาม แต่เขาจะสามารถควบคุมสถานการณ์และหาข้อยุติในความขัดแย้งได้ ในขณะที่คนที่มีทัศนะ I'm OK, You're not OK. (เหยียดหยามผู้อื่น) นั้นหากเกิดกรณีรุนแรง อาจจะลงเอยถึงขั้นที่สามารถทำลายอนาคตของผู้อื่นเลยก็เป็นได้ ซึ่งถือว่าอันตรายมากๆหากมีคนแบบนี้เป็นผู้บังคับบัญชา หรือเป็นเพื่อนร่วมงานในสายงานที่คุณรับผิดชอบอยู่... ส่วนกรณีคนที่ลงมืออัตวินิบาตกรรม(ฆ่าตัวตาย)เมื่อเผชิญกับปัญหาต่างๆที่รุนแรงนั้น มักจะเป็นคนที่มีทัศนะ I'm not OK, You're OK. (ต่ำต้อย-หมดศรัทธาในตนเอง) ยกตัวอย่างกรณีของพนักงานบริษัท"ฟรานซ์ เทเลคอม"ในฝรั่งเศษที่สังหารตนเองไป ๒๓ ราย และพยายามลงมืออีก ๑๒ รายแต่ไม่สำเร็จ ตลอดช่วงเวลา ๒ ปีที่ผ่านมา๑ (อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ คลิกที่นี่) ส่วนคนที่มีทัศนะแบบสุดท้าย I'm not OK, You're not OK. (สิ้นหวัง-โรคจิต)นั้นมักจะพบเห็นได้ตามพาดหัวข้อข่าวฆ่าผู้อื่นแล้วฆ่าตัวตายตาม เช่นกรณีชิงรักหักสวาท หรือปลิดชีพคนในครอบครัวเพื่อหนีปัญหา

       ครับ! ในโลกแห่งความเป็นจริง ลำพังแค่"ทัศนะในชีวิต"ของแต่ละคนเพียงอย่างเดียวนั้น ยังไม่มีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้คนเราที่ติดต่อสื่อสารกันในการทำงานเกิดกระบวนการที่นำไปสู่"การเบื่อ"หรือความเครียดได้ แต่ยังมีอีกตัวแปรหนึ่งที่เข้ามาเสริมนั่นก็คือ "บทบาทในชีวิต (Life Script)" สิ่งที่เสริมเข้ามานี้เองที่ผมนิยามว่าเป็น "นิสัยดั้งเดิม"หรือบทบาทที่สะสมมาตั้งแต่วัยเด็กโดยได้รับอิทธิพลมาจากการอบรมเลี้ยงดูว่าแต่ละคนมีพื้นฐานมาอย่างไรบ้าง ได้รับการเอาใจใส่ในทางบวกหรือทางลบ และการได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่วัยเยาว์นี้เองที่กำหนดให้แต่ละคนมีบทบาทเฉพาะตัว ซึ่งแบ่งออกได้ ๓ บทบาท คือ
       ๑. บทบาทของผู้กล่าวหา (Persecutor) ผู้ที่เล่นบทผู้ร้ายข่มเหงผู้อื่น จับผิด หรือต้อนผู้อื่นให้จนมุม บังคับให้ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของตน
       ๒. บทบาทของเหยื่อ (Victim) ผู้ที่เล่นบทถูกกลั่นแกล้งไม่ได้รับความเป็นธรรม สงสารตัวเอง ทำอะไรไม่ได้ ต้องเรียกร้องขอความช่วยเหลือ
       ๓. บทบาทของผู้ช่วยเหลือ (Rescuer) ผู้ที่เล่นบทพระเอก คอยช่วยเหลือ เป็นอัศวินขี่ม้าขาวเข้ามาแก้ไขสถานการณ์ ซึ่งบางครั้งเขาอาจเป็นผู้สร้างมันขึ้นมาเอง

       เมื่อนำเอา"ทัศนะในชีวิต (Life positions)"รวมเข้ากับ "บทบาทในชีวิต (Life Script)"แล้วใส่ตัวแปรต่างๆเข้าไป เช่น ตัวละคร, การติดต่อสื่อสาร และสถานการณ์ เราก็จะสามารถทำสมการของ People problem ให้สมบูรณ์ได้ และผลลัพธ์ที่จะตามมานั้นก็คือ "เกมส์ชีวิต" (Psychological Games)"ครับ ตัวอย่างง่ายๆที่แสดงให้เห็นเด่นชัดในเรื่องดังกล่าวที่พอจะหยิบยกมาอธิบายได้ก็คือ กรณีข่าว"สายลับประเทศT"ที่เข้าไปโจรกรรมข้อมูลเที่ยวบินของบุคคลสำคัญท่านหนึ่งที่เป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจให้กับ"ประเทศ K" โดยที่บุคคลสำคัญท่านนั้นเคยมีสัญชาติ"ประเทศT"มาก่อน จนกลายเป็นข่าวโด่งดัง talk of the town ไม่นานมานี้... เมื่อใครบางคนพยายามเล่นบทบาทของผู้กล่าวหา (Persecutor)เพื่อที่เขาจะปรากฎตัวในบทบาทของผู้ช่วยเหลือ (Rescuer)ในภายหลัง(พระเอกขี้มาขาวเข้ามาคลี่คลายสถานการณ์ที่ตัวเองสร้างขึ้นมา) โดยการหาผู้เล่นที่มารับบทบาทของเหยื่อ (Victim)เป็นตัวดำเนินเรื่อง และที่เลวร้ายที่สุดก็คือทัศนะในชีวิตของ"ผู้กล่าวหา"และ"ผู้ช่วยเหลือ"ซึ่งเป็นคนคนเดียวกันนั้นก็คือ "I'm OK, You're not OK." ที่ไม่ยอมรับใครเลย ไม่ยอมรับกระบวนการต่างๆเลย เห็นก็แต่เพียงคุณค่าของตัวเองเท่านั้น

       การทำงานในองค์กรเล็กๆ เช่นบริษัทห้างร้าน สถาบันต่างๆ หน่วยงานของรัฐ นั้นก็เช่นเดียวกัน ชีวิตการทำงานของผมเองก็เคยประสบพบเจอผู้บังคับบัญชาระดับผู้จัดการ(Manager)มาหลากหลายรูปแบบ ทั้งที่สวมบทเทพสุดอำมหิต หรือสวมบทพ่อพระมาโปรด มีให้ได้เห็นให้ได้อ่าน ให้ได้วิเคราะห์แก่นแท้ ก้นบึ้งกันเยอะแยะมากมาย แต่เท่าที่ลองพิจารณาดูคร่าวๆก็จะพบว่าทั้งหมดหนีไม่พ้นกรณีข้างล่างทั้ง ๒ แบบต่อไปนี้ครับ
-ผู้บังคับบัญชาแบบ I'm OK, You're not OK. + Persecutor (บ้าอำนาจ)
-ผู้บังคับบัญชาแบบ I'm OK, You're not OK. + Rescuer (อัศวินจอมปลอม)

       เมื่อหน้าที่และความรับผิดชอบของผมนั้นเป็น "ผู้ใต้บังคับบัญชา" แม้จะพยายามคิดว่าผมเองก็เป็นคนที่มีทัศนะในชีวิตประเภท I'm OK, You're OK. ก็ตาม ยังไงซะก็คงหนีไม่พ้นการตกเป็น"เหยื่อ"ในเกมส์ชีวิตของการทำงานเหล่านี้ กับคนประเภทนี้... เพราะเราไม่ใช่ผู้คุมเกม ทางออกที่ดีที่สุดก็คือ เล่นไปตามเกมส์ พลิกบทบาท, สถานการณ์และออกมาจากเกมส์เหล่านั้นให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้....ก็คงต้องบอกกล่าวกับตัวเองในมุมมองทางพุทธศาสนาว่ามันเป็น"กรรม"ของผมครับที่เจอแต่คนแบบนี้ แต่ถ้ามองในแง่ดีก็น่าจะเห็นประโยชน์จากการได้เรียนรู้ใน concept ที่ว่า "NO Pain - NO grain" นะครับ................ และ เรื่องนี้ยาว มีรายละเอียดปลีกย่อยค่อนข้างเยอะครับ มีเวลาจะมาเขียนเพิ่มเติมให้จบครับ

       ทิ้งท้ายด้วยท่อนร้องเพราะๆจากบทเพลงที่ผมชื่นชอบ ครับ

"เรายินยอมให้ไปกลายเป็นฝ่ายแพ้ เราเผื่อแผ่น้ำใจกลายเป็นเหยื่อเขา
เลิกวางใจระวังมองใจแง่ร้าย ป้องกันไว้ก่อนภัยจะมาถึงตัวเรา
ผู้คนวันนี้เยาะเย้ย คอยถากถาง ใครล้ม พลาดพลั้ง เหยียบกันขึ้นไป" ................ (หวาดระแวง - คนยุคเหล็ก - หิน เหล็ก ไฟ)



ขอให้ทุกท่าน "สนุกกับเกมส์ชีวิต และเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน"

สวัสดีครับ
S u r Real i s m

โดย Surrealism

 

กลับไปที่ www.oknation.net