วันที่ พฤหัสบดี กันยายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เ พ ล ง เ ก่ า เ ล่ า เ รื่ อ ง … What A Wonderful World


เพลงเก่า เล่าเรื่อง … What A Wonderful World

I see trees of green, red roses too

I see them bloom for me and you

And I think to myself, what a wonderful world

I see skies of blue and clouds of white

The bright blessed day, the dark sacred night

And I think to myself, what a wonderful world

The colours of the rainbow, so pretty in the sky

Are also on the faces of people going by

I see friends shakin' hands, sayin' "How do you do?"

They're really saying "I love you"

I hear babies cryin', I watch them grow

They'll learn much more than I'll ever know

And I think to myself, what a wonderful world

Yes, I think to myself, what a wonderful world

By : Louis Armstrong

ฉันมองเห็นต้นไม้เขียวขจี และกุหลาบสีแดง

ที่ผลิดอกออกช่อเพื่อคุณและฉัน

ทำให้ฉันคิดได้ว่า .. เออหนอโลกของเราช่างสวยงามจริงๆ

ฉันมองเห็นท้องฟ้าสีครามในท่ามกลางเมฒหมอกสีขาว

ช่างเป็นวันที่สดใส และค่ำคืนที่ศักสิทธิ์

ทำให้ฉันคิดได้ว่า .. เออหนอโลกของเราช่างสวยงามจริงๆ

รุ้งกินน้ำสีสวยที่พาดผ่านท้องฟ้า

ใบหน้าที่เปื้อนยิ้มของผู้คนที่เดินผ่าน

เพื่อนผองที่จับมือกันพร้อมทักทายว่า .. สวัสดี .. สบายดีนะคะ (ครับ)

อันที่จริงพวกเขากำลังพูดว่า .. ฉันรักคุณนะคะ (ครับ)

ฉันได้ยินเสียงเด็กทารกร้องไห้ .. ฉันเฝ้ามองพวกเขาค่อยๆเติบโตขึ้น

ยังมีอะไรมากมาย .. มากกว่าที่ฉันจะรู้ได้ ..ที่พวกเขาจะเรียนรู้

ทำให้ฉันคิดได้ว่า .. เออหนอโลกของเราช่างสวยงามจริงๆ

ใช่แล้วค่ะ …ทำให้ฉันคิดได้ว่า .. เออหนอโลกของเราช่างสวยงามจริงๆ

เนื้อความของเพลงนี้พูดถึงความน่ารื่นรมย์ของโลก … ไม่ได้เอ่ยถึงแก้ว แหวน เงินทอง หรือแม้แต่ความสมหวังในความรัก แต่พูดถึงสิ่งง่ายๆ อย่างเช่น แสงแดด ดอกไม้ สายรุ้ง และมิตรภาพ … ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่ไม่ต้องซื้อหาทั้งสิ้น

หลุยส์ อาร์มสตรอง คนร้องเพลง What a wonderful world เป็นตำนานของการเล่นดนตรีแจ๊ส เขาเป็นนักเป่าทรัมเปตและนักร้องที่ผู้คนทั่วโลกรัก และเขาเป็นดวงดาวที่เกิดขึ้นท่ามกลางแสงมืดมิดของความยากจน

หลุยส์ เกิดเมื่อปี ค.. 1901 ในเมืองนิวออร์ลีน สหรัฐอเมริกา เขามาจากครอบครัวของชาวนิโกรที่มีอดีตเป็นทาส ถิ่นที่หลุยส์เกิดเป็นถิ่นของคนยากจนของเมือง แม่ของหลุยส์อายุเพียง 15 ปีเมื่อเขาถือกำเนิด พ่อก็ทิ้งไปไม่ดูดำดูดี เขาเติบโตขึ้นมาโดยการดูแลของยาย ที่ทุ่มเทดูแลรักใคร่เขาอย่างมากมาย

ความรักที่เขาได้รับเมื่อเยาว์วัย ทำให้เขาเติบโตขึ้นเป็นคนที่มีความรักไว้แจกจ่ายทุกคน เขาไม่มีความขมขื่นกับอดีต และไม่เคยใช้ความขาดแคลนในวัยเด็กมาเป็นเครื่องต่อรองหรือเรียกร้อง

นิวออร์ลีน เมืองที่หลุยส์เกิด เป็นเมืองที่รวมเอาวัฒนธรรมหลายชาติ หลายภาษาเข้าไว้ด้วยกัน ทั้ง ฝรั่งเศส สเปน แอฟริกัน และอีกมากมาย … นิวออร์ลีนจึงกลายเป็นแหล่งกำเนิดของวิวัฒนาการทางดนตรีที่น่าสนใจที่สุดในโลก นั่นคือ … ดนตรีแจ๊ส

หลุยส์ ไม่ได้เกิดมาท่ามกลางหลากหลายวัฒนธรรมเท่านั้น เขายังเติบโตท่ามกลางเหล่านักพนัน แม่เล้า โสเภณี และแมงดา

ด้วยความยากจนนี่เอง ทำให้หลุยส์ต้องช่วยแม่ทำงานต่างๆตามที่จะทำได้ตั้งแต่ยังตัวน้อยๆ งานที่เขาทำเสมอคือ งานส่งถ่านหินให้บ้านโสเภณี ได้เห็นชีวิตความเป็นไปของ “ซ่อง” อย่างชัดเจน อันเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่เมื่อเขาโตขึ้น จึงเป็นคนที่มีความเข้าใจ และเห็นใจชีวิตของมนุษย์ และพร้อมที่จะให้อภัยอยู่เสมอ

พออายุ 7 ขวบ หลุยส์ได้งาน เป็นเด็กติดรถม้าของครอบครัวชาวยิวไปซื้อของเก่า … คงเหมือนกับอาชีพซาเล้งของบ้านเรา .. เขาพบว่า ชาวยิว ก็ได้รับการดูถูกและรังเกียจพอๆกับคนดำ เพียงแต่ต่างแบบกันเท่านั้น

หลุยส์ ได้รับความเมตตาจากครอบครัวยิวบ้านนี้มาก และแทบจะเป็นช่วงแรกของชีวิตที่เขาได้กินจนอิ่ม และครอบครัวยิวนี้เองที่ช่วยให้หนูน้อยหลุยส์ได้เป็นเจ้าของคอร์เนทอันแรกในชีวิต

ด้วยความประทับใจจากครอบครัวนี้ หลุยส์จึงเติบโตขึ้นโดยไม่ “ถือผิว” ไม่รังเกียจคนขาว ไม่โกรธแค้นต่อการปฏิบัติของคนขาว (เลวๆ) ต่อคนดำ … เขารู้โดยประสบการณ์ว่า มนุษย์ทุกเผ่าพันธุ์ ทุกเชื้อชาติ ล้วนแต่เหมือนกันทั้งสิ้น คือ มีทั้งคนดี คนเลว หลุยส์ ไม่เคย “เหมารวม” สันดานของมนุษย์

จะว่าไป .. เหมือนสวรรค์ได้วางแผนชีวิตของหลุยส์ไว้อย่างดีเลิศ ให้เขาเกิดมาในเมืองที่สามารถจะฝังวัฒนธรรมทางดนตรีอันแปลกให้แก่เขา สอนชีวิตในทุกแง่มุม และให้เขากลายเป็นทูต ที่นำเสียงเพลง ความสุข และความรักไปแจกจ่ายทุกมุมโลก … คนต่างผิวพันธุ์ ต่างวัฒนธรรม ล้วนมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว เมื่อได้ยินเสียงดนตรีของหลุยส์

เมื่อหลุยส์อายุได้ 11 ขวบ หลุยส์แอบเอาปืนของพ่อเลี้ยงไปควงก๋า ด้วยเห็นเป็นสิ่งโก้เก๋ เลยถูกจับเข้าสถานกักกันเด็กชาย … ที่นี่เอง หลุยส์ ได้ครูแสนดุแห่งโรงเรียนแห่งนี้สอนคอร์เนทให้อย่างเป็นเรื่อง เป็นราว จนเขากลายเป็นดาราเด่นของโรงเรียน และทำให้วงดนตรีของโรงเรียนได้รับเชิญให้ไปเล่นตามงานต่างๆ

ตอนที่โรงเรียนไปเดินพาเหรดที่เมืองเกิดของหลุยส์นั้น ว่ากันว่า เหล่าพ่อเล้า แม่เล้า แมงดา โสเภณีที่คุ้นเคย พากันมาดูเต็มถนนด้วยความภาคภูมิใจในตัวเขา … คนเหล่านี้บริจาคเงินมากมาย พอที่จะตัดเสื้อฟอร์มใหม่ให้นักดนตรีแห่งโรงเรียนดัดสันดานได้ทั้งวงทีเดียว

นอกจากจะได้เรียนดนตรีและวิชาการต่างๆ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตจากโรงเรียนดัดสันดานแล้ว หลุยส์ยังได้พบความจริงว่า เขามีความสุขกับการเล่นดนตรี มีความสุขกับการทำเพลง

ที่สำคัญที่สุด … หลุยส์พบว่า ดนตรีที่ดีนั้น ไม่มีสีผิว ไม่มีวัย ไม่มีเพศ และไม่มีชนชั้น … ดนตรีนำมาซึ่งมิตรภาพที่สวยงาม

จากโรงเรียนดัดสันดาน อันเป็นสถานที่ ที่หลุยส์รักและสำนึกในบุญคุณมากที่สุดแห่งหนึ่งในชีวิต หลุยส์ โลดแล่นไปบนถนนดนตรี จนตราบวันสุดท้ายของชีวิต

จากคอร์เนท หลุยส์เปลี่ยนไปเล่นทรัมเป็ต และเขากลายเป็นราชาทรัมเป็ต … เสียงทัมเป็ตของหลุยส์ไม่เหมือนใคร  และไม่มีใครเหมือน

เวลาเล่นดนตรี หลุยส์ ทุ่มเททั้งหัวใจ และทุกอณูที่มีอยู่ในตัว ด้วยวิญญาณและความรู้สึกที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น ไม่ใช่สิ่งที่ฝึกฝนมาแล้วซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า … เสียงดนตรีที่ออกมา จึงมีทั้ง หวาน … สดชื่น .. หยอกล้อ .. กระปรี้กระเปร่า .. กระเซ้ากระซี้ .. รื่นรมย์ .. ไปจนถึงโศกเศร้า โหยหวน และไม่ซ้ำกันในแต่ละครั้ง

ว่ากันว่า … แม้แต่คนที่เข้าใจดนตรีหรือรังเกียจว่า “แจ๊ส” เป็นดนตรีชั้นต่ำ เมื่อได้ฟังหลุยส์เล่นแล้ว ก็ยังเหมือนโดนมนต์สะกด … ขนาดนักดนตรีด้วยกัน ยังไม่เชื่อว่าจะมีนักดนตรีคนใดในโลกจะเล่นดนตรีได้อย่างหลุยส์

เมื่อเขาไปเล่นดนตรีในยุโรปช่วงแรก นักดนตรีในยุโรปถึงกับขอดูทรัมเป็ตของเขา เพราะเชื่อว่าคงเป็นเครื่องดนตรีที่แอบทำอะไรพิเศษเอาไว้ หลุยส์ก็ให้ดู แล้วเอาทรัมเป็ตของคนอื่นมาเล่น และยังเล่นได้อย่างวิเศษเช่นเดิม

จากวันนั้นเป็นต้นมา … หลุยส์ ได้รับความนับถือเต็มดีกรีจากนักดนตรีในยุโรป

แม้เวลาร่องเพลงด้วยเสียง “ขรุขระ” อันเป็นสัญลักษณ์ของเขา หลุยส์ก็ทำอย่างเดียวกัน ตัวอย่างเช่น Hello, Dolly ! เพลงดังต้นยุค 60’s อันเป็นเพลงโปรดของคนมากมายทั่วโลกนั้น  เล่ากันว่าเจ้าของเพลงไม่ค่อยมีงบประมาณ หลุยส์เลยช่วยมาร้องให้โดยไม่มีการเรียบเรียงเสียงประสาน ร้องหนเดียว ดนตรีก็เล่นหนเดียวโดยไม่ต้องนัดหมาย … ใช้ความสามารถ หัวใจ และความมันส์เข้าว่า เล่นแล้วบันทึกแผ่นเลย ไม่ต้องแก้ไข และเพลงขึ้นไปถึงอันดับหนึ่งได้แบบไม่ต้องลุ้น

หากยังนึกไม่ออก … ขอแนะนำให้ไปเปิดฟังเพลง Hello, Dolly ! ของหลุยส์ อาร์มสตรอง อีกสักครั้ง จะพบความมีชีวิตชีวา ของเพลงนี้อย่างเต็มเปี่ยม

ต่างกับเพลงและดนตรีในปัจจุบัน ที่ต้องใช้เทคโนโลยี่มาช่วยให้เกิด “ความสมบูรณ์” โดยลืมไปว่า “ความงามตามธรรมชาติ” ไม่เคย “สมบูรณ์” มีแต่ “ของแท้”

หลุยล์ อาร์มสตรอง จึงเป็น “ของแท้” ของโลก ตลอดชีวิตของการเป็นนักดนตรีของเขา

---------------------------------

 

วันนี้ นั่งฟังเพลง What a Wonderful World คนเดียว .. เพลงไพเราะมากมาย ..

น้ำเสียงที่ทรงพลังเจือความปวดร้าวของหลุยส์ อาร์มสตรอง

ผสมกับท่วงทำนองของแจ๊สแสนหวาน ..

ก็ทำให้น้ำตาซึมทุกครั้งที่ฟังได้เหมือนกัน ..

เนื้อร้องพูดถึงสิ่งสวยงาม .. สิ่งดีๆในโลก ..

ทำให้คิดว่า .. โลกนี้ยังมีสิ่งสวยงามอยู่อีกมากมาย รอให้เราค้นหา ..

อาจจะฟังดูว่ายากที่จะได้พานพบ ..

แต่หากได้นั่งลงนิ่งๆ ตรองดูให้ดี .. จะพบว่า ชีวิตคนเรานั้นแสนสั้น ..

หากเพียงแค่ .. เราใช้ชีวิตให้ช้าลงสักนิด ..

ใช้ดวงตา และดวงใจ มองดูสิ่งต่างๆรอบตัว ..

โลกนี้ก็จะสดใส สวยงาม ..

อย่างที่เราอยากจะเห็น และอยากจะให้เป็น ..

Stop and smell the roses …

 

โดย Supawan

 

กลับไปที่ www.oknation.net