วันที่ ศุกร์ กันยายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Once upon a time in New York


 

.
.
ฤดูร้อน 18 มิถุนายน 2010

(1)

เสียงประกาศภายในเครื่องบินสายการบินเดลต้า แอร์ไลน์เตือนให้ผู้

โดยสารรู้ว่า ขณะนี้ เรากำลังร่อนลงสู่มหานครนิวยอร์ก ฉันละสายตา

จากนิตยสารที่กำลังอ่านอยู่ แนบหน้ากับกระจกมองลงเบื้องล่างอย่าง

ตื่นเต้น ภาพหมู่ตึกสูงระฟ้าที่กระจายตัวอยู่ในทุกหย่อมย่านของมหานคร

แห่งนี้ ทำให้หัวใจเริ่มฮัมเพลง New York New York เคล้าไปกับ

เสียงกระหึ่มของเครื่องบินอย่างสุขสม
.
.

Start spreading the news,

I’m leaving today

I want to be a part of it - new york, new york

These vagabond shoes, are longing to stray

Right through the very heart of it - new york,new york

.

.


นึกย้อนไปเมื่อกลางเดือนพฤษภาคมที่ฉันกลับมาสู่แผ่นดินอเมริกาอีก

ครั้งหลังจากกลับไปอกสั่นขวัญแขวนกับสงครามระหว่างสีอันเป็นโศก

นาฏกรรมบนแผ่นดินไทยอยู่ 3 เดือน เชื่อว่า ทุกหัวใจคงอดหลั่งน้ำตา

ไม่ได้กับความสูญเสียทั้งปวงที่ไม่คิดว่าจะได้เห็นในช่วงชีวิตของเรา

.

.



ฉันลูบไล้ทักทายโต๊ะเขียนหนังสือตัวเก่าอย่างแสนรัก พลันสายตาก็เห็น

ตั๋วเครื่องบินและตั๋วละครบรอดเวย์ The Phantom of the opera 2 ใบ

นอนยักคิ้วพลางกวักมือให้แต่ไกลบนตัวแม่ขวัญเรือน คอมพิวเตอร์คู่

ทุกข์คู่ยาก เลยหยิบมาดูมือไม้สั่น ก่อนที่ฉันจะเต้นระบำไปรอบบ้าน

เสียงนายลิงลอยมากำกับว่า นี่เป็นของขวัญวันครบรอบแต่งงานปีนี้

พลันสวรรค์ก็ชะลอลงมาอยู่ตรงหน้า นี่เองคือ บันทึกอีกหน้าหนึ่งของ

การเดินทาง Once upon a time in New York

.

.

.

.

(2)

ฉันนั่งครวญเพลงหงิงๆ มาในใจยังไม่ทันจบเพลงดี ล้อเครื่องบินก็

กระแทกรันเวย์โครมคราม ช่างสมเป็นสายการบินอเมริกันโดยแท้ เชื่อ

ฉันเถอะว่า ไม่มีกัปตันชาติไหนที่จะนำเครื่องลงจอดได้นุ่มนวลเท่า

กัปตันสัญชาติไทยอีกแล้ว เพราะมารยาทอย่างไทยๆ มันแทรกซึมอยู่ใน

สายเลือดของคนไทยทุกคน ทุกจริตกริยาและท่วงท่าการกระทำ ไม่ว่า

การเดินหรือการกิน ที่ละเมียดละไมไม่เร่งร้อน แต่อดแปลกใจไมได้ว่า

ช่วงเหตุการณ์เดือนเมษายนที่ผ่านมา ทำไมเราฆ่ากันได้อย่างเหี้ยม

เกรียมนัก ทั้งๆ วิถีไทยเราเปี่ยมไปด้วยความละมุนละไมอยู่ในสายเลือด

เช่นนี้

.

.


อาจจะเป็นเพราะการก่อสงคราม ไม่ว่าจะที่ใด ล้วนเป็นเช่นนี้คือ เป็น

กิจกรรมที่เราต้องฆ่าคนที่ไม่เคยรู้จัก เกี่ยวพันในสิ่งที่ไม่เคยเกี่ยวข้อง

แย่งชิงในสิ่งไร้สาระ ล้มตายในดินแดนที่ไม่เคยรู้จัก ทำตามคำสั่งของ

คนที่ไม่ใช่คนใกล้ชิด และสูญเสียในสิ่งที่เคยมีอยู่ ความแตกต่างในกระบวน

คิดทำให้เราแบ่งข้างคนละสี แล้วจับอาวุธสู้รบกันเอง

.

.




ช่วงที่เราไปนิวยอร์กกันนั้นเป็นหน้าร้อนซึ่งเป็นฤดูยอดนิยมที่

อเมริกันชนไปพักผ่อนหย่อนใจ ตามกำลังเงินในกระเป๋า สนามบินใน

วันนี้จึงค่อนข้างคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวทั้งอเมริกันเองและจาก

ชาติอื่น
.

.


พอหลุดออกมาจากสนามบิน La Guardia ได้ เราก็ลากกระเป๋าหลุนๆ

ออกมามองหาแท็กซี่ แต่เมื่อบวกลบคูณหารดูแล้ว ด้วยความงก เราจึง

เลือกที่จะนั่งรถบัสปรับอากาศเข้าไปในแมนฮัตตัน แทนที่จะเรียกแท็กซี่

ไปส่งที่โรงแรม เพราะราคาถูกกว่าตั้งครึ่ง หากแต่หนุ่มผิวดำร่างยักษ์ยืน

เรียกแขกโหวกเหวกด้วยสำเนียงนิวยอร์กเกอร์แถบฮาเร็มที่จ้องเราเขม็ง ทำให้

เราเดินเข้าไปจ่ายเงินค่าตั๋วรถบัสอย่างงวยงงเหมือนถูกมนต์ดำ หลังจาก

จ่ายค่าตั๋วเสร็จสรรพ  สายตาขุ่นขึ้งคู่นั้นก็มีผลให้เรายัดสัมภาระและโยนตัว

เองเข้าไปในรถอย่างเร่งด่วน

.

.




เมื่อเรียกแขกจนพ่อคุณพอใจแล้ว นั่นแหละ ถึงได้ผันตัวเองไปเป็น

โชเฟอร์กระชากรถออกไปเหมือนเพิ่งโดนเมียตบบ้องหูมาหมาดๆ เพราะ

คุณท่านอยากจะเบรคก็เบรค อยากจะจอดก็จอด เล่นเอาผู้โดยสาร

พร้อมใจกันพึมพำด่าเป็นภาษาของตนเองโดยพร้อมเพรียงกัน ยิ่งกว่า

การประชุมใหญ่ของสหประชาชาติ

.

.


โชเฟอร์ผิวหมึกพาเราไปปล่อยไว้ตรงหน้าสถานีรถไฟแกรนด์เซ็นทรัล

ซึ่งไม่ว่าจะซ้ายขวาหน้าหลังล้วนเป็นถนนที่คับคั่งจอแจไปด้วยการ

จราจรทั้งสิ้น ผู้โดยสารคนอื่นก็ยืนทำหน้าหมาหลงงงงันไปพร้อมกับ

พวกเรา ไม่มีใครดีไปกว่าใครเลย จนอดรนทนไม่ไหว ต้องเร่ไปถามคน

แถวนั้นว่า จะไปโรงแรมที่พักได้ยังไง พอรู้ความ เราถึงเดินลาก

สังขารไปขึ้นรถตู้ของโรงแรม ซึ่งบริการรับส่งฟรี และจอดอยูู่อีกฟาก

หนึ่งของถนน แม้จะบริการฟรี ก็ต้องทิปคนขับเอาเองตามความหล่อ

ของคนขับและบริการที่ได้รับ

.

.

.


คราวนี้คนขับเป็นแขกอินเดียหัวล้าน ตัวดำเป็นเหนี่ยงแบบที่บ้านเราเรียก

ว่า แขกกะลิง พูดไปพยักหน้าไป ชวนปวดหัวที่สุด เพราะหน้าที่ยักขึ้น

ยักลงตามแบบ อีนี๋ นะนายจ๋า แถมยังอารมณ์ร้ายใจทมิฬจนทำให้คิด

ว่า แป้งทำโรตีที่บ้านบังแกคงหมด เลยอารมณ์ค้าง ส่งผลให้บังขบ

เขี้ยวเคี้ยวฟันโกรธาผู้โดยสารได้ขนาดนั้น แถมยังหันมาชี้นิ้วใส่ฉันหลุด

คำสบถดิบๆ ใส่หน้าว่า "อีนี่ ยูมันเครซี่มั่กๆ หนา นายจ๋า"

.

.

ก็บังเล่นจับฉันกับนายลิงแยกจากกันคนละคัน แล้วเอาชายหน้าเหี้ยมเหมือนผู้

ร้ายฆ่าหั่นศพแปดศพติดต่อกันแถมหนวดเฟิ้ม กลิ่นเต่าแรง สามีชาวบ้านที่

ไหนไม่รู้มานั่งข้างฉันนี่หว่า ก็ต้องโวยเป็นธรรมดา ถ้าเอาหล่อๆ แบบแบรด

พิตต์มา จะไม่ว่าเลยซักคำ

.

.



พอคนเต็ม บังก็ยักหน้ายักตาเหล่มองผู้โดยสารแวบหนึ่ง แล้วสะบัดหน้า

ออกรถพรืดไปด้วยแรงแห่งความหิวโรตี

.

.


ฉันขัดใจบังเหลือกำลัง บ่นดังๆ ว่า ถ้าทิปบังนี่แค่ 50 เซนต์ จะโดนถีบ

มั้ยวะ เรียกเสียงหัวเราะจากเพื่อนร่วมชะตากรรมในรถที่โดนบังถ่มคำ

แรงๆ ใส่อย่างถ้วนหน้า นี่นะ บัง ถ้าฉันไม่เห็นแก่มหาตมะคานธี และรวี

ชังการ์ เพื่อนร่วมชาติของบังแล้วล่ะก็ ฉันจะทิปแค่ 50 เซนต์จริงๆ คอย

ดู แต่พอรับทิปจากมือฉันไปแล้ว บังก็ดูอารมณ์ดีขึ้นมาอย่างผิดหูผิดตา

แถมลงท้ายด้วยคำว่า sir และ madam เสียงอ่อนเสียงหวานจนน่าถีบ

.

.




เราบอกบังให้จอดตรงหัวมุมถนนสาย 54 ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงแรม

Warwick โรงแรมเก่าที่เราหลงใหลในความเก่าแบบคลาสสิก คงเป็น

เพราะเราสองคนชอบสะสมของเก่า เลยชอบอะไรเก่าๆ ไปด้วย

ทุกอย่าง ยกเว้นแฟนเก่าที่ถ้าหากเอามาประเคนใส่ถาดทองคำถวายคืน

ก็ยังไม่คิดอยากเอากลับมาเชยชม

.

.

.

.

โรงแรมวอร์วิคเป็นโรงแรมสะสวยเก่าแก่ตั้งอยู่กลางแมนฮัตตัน ระหว่าง

ถนนสายที่ 54 กับ 65 อยู่ไม่ไกลนักจากไทม์สแควร์และบรอดเวย์ แบบ

ที่เรียกได้ว่า พอเดินหนึ่งเมื่อย ก่อตั้งในปี 1926 โดยนักหนังสือพิมพ์ชื่อ

ดัง William Randolph Hearst

.

.

.

.

นับแต่นั้นมา โรงแรมแห่งนี้ได้กลายเป็นที่พำนักของดาราใหญ่น้อย เช่น

เอลวิส เพรสลีย์ เดอะ บีเทิลส์ และแครี่ แกรนท์ ด้วยความสำคัญและ

ความสวยงามแบบคลาสสิกนี่เองที่ทำให้โรงแรมแห่งนี้ได้รับการจด

ทะเบียนเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งหนึ่งในอเมริกา

.

.


หลังจากผจญเวรผจญกรรมกับพ่อตูดหมึกและบังบ้าจนความดันขึ้นแล้ว

เราก็อาบน้ำแต่งตัว และพยายามไม่ทำหน้าบ้านนอกตื่นกรุงให้มากนัก

ออกไปเดินชมเมือง สิ่งที่เห็นจนชินตาในแมนฮัดตันและแตกต่างไป

จากโซนอื่นในอเมริกาคือ แท็กซี่สีเหลืองและรถเข็นขายฮอตด็อก ที่

ประดับอยู่ทุกหัวระแหง ถึงจะเป็นหาบเร่แผงลอย แต่สนนราคาก็ใช่ว่าจะ

ถูก หากเทียบกับค่าครองชีพในเมืองขนาดกลางของรัฐอินเดียน่าอย่าง

บ้านฉัน

.

.

.

.

เราเดินไปจนสุดถนนและไปโผล่ตรงถนนสายที่ 5 อันโด่งดังหรือหากจะ

ให้ได้อารมณ์ความดัดจริตอย่างสุดขีด ก็สมควรคว้าลิปสติกสีแรดๆ

ออกมาระบายเรียวปากจนฉ่ำแล้วเผยอปากมันเยิ้มชุ่มสีออกเล็กน้อย

ปานกำลังจิบยินโทนิค จากนั้นก็ถ่มความสำออยออกมาเป็นสำเนียง

อเมริกัน-นนทบุรี ว่า ฟิฟธ์ อเวนิว

.

.



บนย่านฟิฟธ์ อเวนิวนี้ ฉันพลันตระการตาไปกับร้านแบรนด์เนมชั้นนำที่

ขนมาประดังสุมใส่ทุกพื้นที่บนถนนสายนี้วูบวาบมลังเมลือง เหล่าแม่

นางแสนรวยที่เดินฉับๆ สวนไปมา ล้วนแต่งตัวสะสวย แข้งขายาวเพรียว

ชวนมอง ไม่มีใครเลยที่จะน่องทู่ หน้าตาราวหมูป่าอย่างฉัน

.

.

.

.


ถนนสายแฟชั่นแห่งนี้อยู่ระหว่างถนนสายที่ 34 และ 59 และเป็นถนน

สายที่แพงสุดในโลก นอกเหนือจากร้านรวงทันสมัยสวยงามแล้วยังมี

โบสถ์คาทอลิก Saint Patrick's Cathedral ที่สร้างในปี 1858 ตั้งอยู่ฝั่ง

ตรงข้ามของอาคาร Rockefeller Plaza และที่ประทับใจกะเหรี่ยงไทย

แลนด์อย่างยิ่งคือ รูปปั้น Atlas holding the world หน้าตึก ซึ่งแน่นอน

ว่า ฝูงนักท่องเที่ยวเข้าไปชักภาพถ่ายรูปกับอีตาแอตลาสผู้มีกรรมกัน

อย่างสนุกสนาน

.






ภาพโบสถ์เก่าและอาคารสมัยใหม่บนถนนสายเดียวกันให้อารมณ์เหมือน

ชมภาพเขียนแนวเซอร์เรียลิสต์อันแปร่งปร่า เหมือนการสังวาสระหว่าง

โลกใหม่และโลกเก่า ภาพหญิงผู้เคร่งศาสนาเดินสวนไปมากับสาวทัน

สมัยในชุดหรู ทำให้โลกสองใบทับซ้อนอยู่มิติเดียวกันอย่างน่าพิศวง

.

.


เราชักม้าชมเมืองกันอย่างไม่รีบร้อน เพราะช่วงที่เราไปถึงโรงแรมที่พัก

นั้นก็บ่ายคล้อยแล้ว เหลือเวลาอีกไม่กี่ชั่วโมงก่อนค่ำในการเดินดูโน่นนี่

อย่างเรื่อยเปื่อย

.

.

.

.

จากแผ่นพับที่หยิบมาจากโรงแรม ให้รายละเอียดว่านิวยอร์กเป็นเมืองที่

มีประชากรมากที่สุดในสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้แล้วยังเป็นที่สุดของที่

สุดในหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องตึกสูงเสียดฟ้า ซึ่งข่มเราให้ตัวเล็กลง

อย่างน่าอัศจรรย์ใจ ทำให้เราตระหนักดีถึงความไร้ตัวตนของตนเอง

หากเทียบกับโลกใบนี้

.

.


ผืนน้ำสีครามงดงามของมหาสมุทรแอตแลนติกที่เห็นเมื่อยามเครื่องบิน

ลดระดับความสูงลงเพื่อเตรียมตัวลงจอด ทำให้รู้ว่า นิวยอร์กตั้งอยู่่บน

ชายฝั่งมหาสมุทรและมหานครแห่งนี้แบ่งเขตปกครองออกเป็น 5 เขต

คือ เดอะบรองซ์ บรูคลิน แมนฮัตตัน ควีนส์ และสแตตัน ไอส์แลนด์

.

.



นอกจากจะเป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุดแล้ว สัดส่วนพื้นที่ต่อ

ประชากรยังถือว่าหนาแน่นที่สุดในสหรัฐอเมริกาอีกด้วย โดยแมนฮัตตัน

เป็นย่านที่แพงและหรูหราที่สุด ส่วนในเขตฮาเร็มเป็นโซนของคนผิวดำ

และในเขตควีนส์นั้นเป็นย่านของพวกระดับบลูคอลลาร์หรือชนชั้นกลาง

มีซีรีย์เรื่องหนึ่งคือ King of Queens เป็นซีรีย์ตลกเบาสมองสะท้อนให้

เห็นวิถีชีวิตของคนในควีนส์โดยผูกเรื่องเข้ากับชุมชนในย่านนี้ นอกจาก

นี้ ยังมีแบ่งโซนออกเป็นลิตเติ้ลอิตาลี่ หรือไชน่าทาวน์ ตามเชื้อชาติ

ดั้งเดิมของคนที่อาศัยในเมืองนี้ด้วย

.

.



ที่นี่ มีบริการรถไฟใต้ดินตลอด 24 ชั่วโมง บวกกับการจราจรจอแจและผู้

คนที่พลุกพล่านอยู่ตลอดเวลา ทำให้นิวยอร์กกลายเป็นเมืองที่ไม่เคย

หลับ เพราะที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวและย่านธุรกิจสำคัญอันดับหนึ่ง

ของประเทศ เหล่ามะกันชนจึงเรียกนิวยอร์กอย่างน่ารักน่าเอ็นดูว่า

กอร์ตเทม (Gotham) บ้าง บิ๊กแอปเปิล (Big Apple) บ้าง ตามอารมณ์

บรรเจิดในขณะนั้น

.

.

.

.
หากเราหลับตาแล้วนึกย้อนกลับไปในอดีต จะเห็นว่าผู้ที่เดินขวักไขว่อยู่

ในย่านแมนฮัตตันปัจจุบัน ไม่ใช่ฝรั่งดั้งโด่งอย่างทุกวันนี้ หากแต่เป็น

อินเดียนแดงเผ่าเลนาเป (Lenape) ที่อาศัยดินแดนแห่งนี้อยู่นานนับ

พันปี ก่อนที่จิโอวานี เดอ เวเรซาโน่ (Giovanni da Verrazzano) นัก

เดินเรือชาวอิตาเลียนจะค้นพบนิวยอร์กในปี 1524

.

.


ป๊าป๋าอิตาเลียนจีโอวานีได้รับคำบัญชาจากราชวงศ์ฝรั่งเศสให้มา

ออกรอบเดินสายล่าดินแดนและผลประโยชน์เข้าแผ่นดินตนเอง จนมา

เจอนิวยอร์กเข้าเลยทำให้ความโลภบังตา ใคร่อยากได้แผ่นดินของคน

อื่นจนตัวสั่น

.

.


ชาวยุโรปเข้ามาตั้งรกรากอย่างจริงจัง โดยเริ่มก่อตั้งชุมชนค้าผ้าขนสัตว์

ของชาวดัตช์ปี ค.ศ. 1614 แล้วตั้งชื่อดินแดนนี้ใหม่อย่างเก๋ไก๋ว่า "นิว

นีเดอร์แลนด์" (Nieuw Nederland) และเรียกท่าเรือทางตอนใต้ของ

เกาะแมนฮัตตันว่า “นิวอัมสเตอร์ดัม” (Nieuw Amsterdam)

.

.


จากนั้น Peter Minuit ซึ่งเป็นผู้ปกครองอาณานิคมนี้ได้ซื้อเกาะแมนฮัต

ตันทั้งหมดจากอินเดียนแดง เมื่อปี ค.ศ. 1626 ในราคากันเองมากคือ

ซื้อด้วยลูกปัดที่ทำจากแก้วในราคา $24 เท่านั้น   ซึ่งอินเดียนหน้า

ซื่อเผ่านั้นไม่รู้ประสีประสาในเรื่องการซื้อขาย ได้ลูกแก้วสีสวยๆ มาเชย

ชมก็ดีใจปานได้แก้ว กว่าจะรู้ว่าเสียรู้ ก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากกัดกราม

กรอดแล้วเดินปัดตูดล่าถอยไปตั้งหลักที่อื่น

.

.


.

.
คงเป็นเพราะโลภจนเกินเหตุที่หักคออินเดียนแดงซื้อแผ่นดินมาในราคา

แสนถูก กรรมเลยสนองทันตาเห็น ต่อมาอีกไม่นาน พวกอังกฤษก็ทน

ไม่ไหวที่เห็นพวกดัตซ์นั่งกินเค้กก้อนใหญ่สบายอกสบายใจต่อหน้าต่อ

ตา เลยรวบหัวรวบหางเข้ายึดครองอาณานิคมแห่งนี้ ในปี ค.ศ. 1664

และเปลี่ยนชื่อเมืองใหม่ว่า “นิวยอร์ก” เพื่อเกียรติให้กับดยุคแห่งยอร์ค

และอัลแบนี (English Duke of York and Albany)
.

.


หลังจากนั้น ทั้งสองชาติก็ทำสัญญาประชาชั่ว ยื่นหมูยื่นแมวกันบนความ

เดือดร้อนของชาวบ้านที่ไม่ได้เป็นคนผิวขาว คือ ในช่วงปลายสงคราม

แองโกล-ดัตช์ ชาวเนเธอร์แลนด์ได้ล่าถอยไปยึดครองเกาะรัน ซึ่งเป็น

ส่วนหนึ่งของประเทศอินโดนีเซียปัจจุบัน แลกกับการให้อังกฤษยึดครอง

นิวอัมสเตอร์ดัม หรือนิวยอร์กในดินแดนอเมริกาเหนือ ส่งผลให้ต่อมาใน

ปี ค.ศ. 1700 ประชากรอินเดียนแดงเผ่าเลนาเปลดลงเหลือเพียง 200

คน คาดว่า ที่เหลือคงเสียชีวิตจากการกระอักเลือดด้วยความแค้น

แน่นอกที่โดนคนขาวปู้ยี่ปู้ยำใช้เล่ห์เหลี่ยมขโมยแผ่นดินของตน

.

.

.

.

นิวยอร์กเติบโตอย่างรวดเร็วกลายเป็นเมืองท่าขนาดใหญ่ที่สำคัญยิ่ง

ต่อมา อาณานิคมในอเมริกาทั้งสิบสามแห่งภายใต้การปกครองของ

อังกฤษต้องการแยกตัวออกเป็นอิสระ จอร์จ วอชิงตัน ผู้

บัญชาการกองทัพภาคพื้นทวีปของฝ่ายอาณานิคม (Continental

Army) เป็นผู้นำประกาศอิสรภาพในวันที่ 4 กรกฎาคม 1776

.





เหตุการณ์หลังจากนั้นก็มันพ่ะย่ะค่ะอยู่นาน เพราะทหารทั้งสองฝ่ายจับ

อาวุธขึ้นต่อสู้กันจนกระทั่งสงครามได้สิ้นสุดลงในปี 1783 โดยชัยชนะ

เป็นของอดีตอาณานิคม

.

.



ภายหลังสงครามยุติลงได้มีการจัดประชุมและประกาศให้นิวยอร์กเป็น

เมืองหลวง จนถึงปี 1790 ก็ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกา

(United States Constitution) เป็นครั้งแรก และจอร์จ วอชิงตันได้รับ

เลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีคนแรกแห่งสหรัฐอเมริกาไป

อย่างไม่พลิกโผ ถือเป็นการเริ่มต้นดินแดนใหม่ที่คนทั้งโลกเรียกขาน

ว่า "สหรัฐอเมริกา" ก่อนที่จะแผ่ขยายอาณาเขตของตนเองจาก 13 รัฐ

ไปถึง 50 รัฐกับอีกหนึ่งเขตปกครองกลาง

.

.


.

.

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 จนกระทั่งต้นศตวรรษที่ 20 วอลล์สตรีท

(Wall Street) ได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งเงินตรา เพราะกลายเป็น

ศูนย์กลางที่มีอิทธิพลต่อระบบการเงินของโลกมาตั้งแต่สงครามโลกครั้ง

ที่ 2 และเป็นที่ตั้งของตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE: New York

Stock Exchange) ซึ่งฉันเองไม่ค่อยสนใจนักกับการไปเยี่ยมชมตลาด

หุ้นที่นี่ เพราะโดยส่วนตัวแล้ว นิยมเล่นแต่หวย ตามประสาคนเบี้ยน้อย

และไม่หวังรวยหุ้นแต่อย่างใด
.

.


ในปัจจุบัน นิวยอร์กมีสถานที่สำคัญมากมาย รวมทั้งตึกที่เคยสูงที่สุดใน

โลก ก่อนถูกตึกแฝดเปโตรนาสในมาเลเซียเฆี่ยนยับอย่างไม่เห็นฝุ่น

อย่างตึกเอ็มไพร์สเตท (Empire State Building) แต่กระนั้น ความ

ตระหง่านและชื่อเสียงของตึกนี้ยังฝังแน่นอยู่ในใจทุกคนไม่รู้ลืม อีกทั้ง

ตึก WTC (World Trade Center) ซึ่งถล่มลงมาจากเหตุการณ์ 9/11 ก็

เป็นอีกตึกหนึ่งที่ทุกคนในโลกยังจดจำ

.

.



นอกจากนี้ นิวยอร์กยังเป็นบ้านเกิดของวัฒนธรรมหลากหลายกระแสไม่

ว่าจะเป็นงานวรรณกรรมและทัศนศิลป์ที่เรียกว่า ฮาเล็ม เรอเนสซองค์

(Harlem Renaissance) งานภาพเขียนที่เรียกว่าศิลปะกึ่งนามธรรม

(Abstract Expressionism) รวมทั้งยังเป็นบ้านเกิดของละครบรอดเวย์

อีกด้วย และละครบรอดเวย์นี่เองที่ฉุดมือเราให้เดินทางหลายพันไมล์มา

เพื่อการนี้โดยเฉพาะ

.

.


พออ่านข้อมูลเกี่ยวกับนิวยอร์กจบ ก็หิวข้าวพอดี อีกอย่าง สายการบินใน

ประเทศฝรั่งอั้งม้อนี่ ไม่แจกอะไรเลย 7-8 ชั่วโมงนี่ก็ไม่มีหรอกที่จะแจก

ของกิน แจกแค่ถั่วคั่วเค็มปี๋ถุงเล็กๆ แบบซองละบาทอย่างของบ้านเรา

ก้บน้ำ เท่านี้เอง ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ทำไมต้องแจกถั่วทุกเที่ยวบิน

ทั้งๆ ที่พอกินถั่วแล้ว อาจจะมีมลพิษทางกลิ่นในเที่ยวบินนั้นได้ แต่ก็นั่น

แหละ  เวลาแอร์โฮสเตสแจกถั่วทีไร พวกเราก็เคี้ยวถั่วหงุบหงับๆ

ไปเสียทุกครั้ง

.

.


พอท้องร้องอุทธรณ์ จากที่เคยเพลินชมโน่นนี่นั่น ตาและตีนก็พลัน

เปลี่ยนจุดหมายจากของสวยงามเป็นของกิน แต่..โอ้แม่เจ้า นานๆ

กะเหรี่ยงอย่างเราจะเข้ามหานครทั้งที ก็นึกอยากกินอะไรที่มันดูดีมีชาติ

ตระกูล แต่จากเมนูอาหารที่แปะไว้หน้าภัตตาคารแบบดินเนอร์ท่าม

กลางแสงเทียน แต่ละจาน ราคาพันกว่าบาทขึ้นไปแทบทุกร้าน

.

.

หลังจากเดินสำรวจราคาอยู่พักหนึ่ง สองยาจกจากรัฐบ้านนอกก็แฉลบเข้า

ร้านอิตาเลี่ยนชื่อร้าน Pasta's Lover ที่ตกแต่งได้น่ารัก ดูอบอุ่น และ

บรรยากาศน่านั่ง ส่วนราคา เริ่มไม่คิดมากแล้ว หลังจากเดินขาลากมา

ทั้งวัน ขอให้มีที่นั่งจิบอะไรเย็นๆ เถอะ ทุกร้านในแมนฮัตตันแน่น

ขนัด เพราะเป็นคืนวันศุกร์นั่นเอง
.

.


เราสั่งไวน์มากินแกล้มกับเฟตตูชินี่กุ้งราดซอสอัลเฟรโดอย่างเอร็ดอร่อย

ให้คุ้มกับที่ผจญกรรมตลอดวันจากอินเดียน่ามานิวยอร์ก อร่อยอย่าง

เป็นบ้าเป็นหลังจนแทบเลียจาน ด้วยความหิวแทบจะเป็นลม เลยไม่ได้

ถ่ายรูปอะไรมาให้ดู อีกอย่างก็อายคนอื่นด้วย เพราะไม่มีใครที่ไหนเค้า

ทำกัน แต่ละคนนั่งสบตาซึ้งกันท่ามกลางแสงเทียน จะให้ฉันลุกยงโย่ยง

หยกขึ้นมาถ่ายรูปอาหารก็ใช่ที่
อ.

.


ออกมาจากร้านแล้วเดินอ้อยสร้อยชมเมืองยามราตรีกันต่อ อากาศ

นิวยอร์กในช่วงหน้าร้อนก็ไม่ร้อนจัด พอกับอากาศในเมืองหิมะที่ฉัน

อาศัยอยู่ ทั้งภูมิอากาศและโซนเวลาก็ใช้แบบเดียวกัน คือ ใช้ Eastern

Time Zone สำเนียงพูดก็ไม่ต่างกันมาก ไม่เหมือนสำเนียงฝรั่งจากรัฐ

ทางใต้ ซึ่งเรียกพวกอเมริกันจากรัฐทางเหนือ เหมารวมไปตั้งแต่

อีสต์โคสต์ไปจรดมิดเวสต์ ไม่ว่าจะจากรัฐไหนว่า เป็นพวกแยงกี้ทั้งสิ้น
.

.

หากสำเนียงที่ฟังยากที่สุดเห็นจะเป็นสำเนียงฮาเร็ม คนนิวยอร์กพูดสั้น

และห้วนกว่าผู้คนแถบมิดเวสต์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว มาเจอสำเนียงคนดำ

แถวฮาเร็มนี่ อึ้งกิมกี่ไปเลย ฉันยืนงงงวยฟังเด็กดำร้องขายน้ำบรรจุขวด

อยู่หน้าเซ็นทรัลพาร์กอยู่นาน ตะแคงหูฟังอย่างดิบดีก็ยังไม่เข้าใจว่าพูดอะไร

จนนายลิงมาเฉลยนั่นแหละ ถึงได้กระจ่าง

.

.

.

.

เราเดินอ้อยอิ่งกลับโรงแรมในคืนค่ำแสนรื่นรมย์ พลันสายตาก็ประสบ

กับขอทานทั้งแบบบรรดาศักดิ์ คือ แต่งชุดเอลโม่มายืนขอเงินและมา

แนวลำลอง คือ เดินออกจากบ้านได้ก็แบมือขอเลย แบบไม่แคร์สื่อ ทำ

ให้ประจักษ์สัจธรรม ไม่ว่าจะเป็นเมืองไหนๆ ทั้งเจริญหรือด้อยพัฒนา

ตราบใดที่มีความเหลื่อมล้ำทางสังคม ก็ไม่มีวันแก้ปัญหาขอทานได้

.

.



ใครก็ตามที่ชอบบอกว่า ขายหน้าฝรั่งที่เมืองไทยเราไม่สะสวยงด

งาม สกปรกไปด้วยคนจรจัดและขอทานเกลื่อนถนนหนทาง ฉันอยากจะ

บอกว่า ไม่ต้องอายหรอก เพราะที่ไหนก็มีทั้งนั้น โดยเฉพาะในเมืองใหญ่

ในซีกโลกตะวันตก เป็นเหมือนดัชนีชี้ชัดถึงความไม่สมดุลแห่งการ

พัฒนาที่หลงใหลเพียงแค่เปลือกความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เป็น

ตัวประจานให้โลกรู้ถึงความไร้เดียงสาในแนวคิดแห่งการพัฒนาที่บิด

เบี้ยวและเป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างบอดบ้า อันนับวันมีแต่จะ

ทำลายโลกใบนี้ให้แล้งร้อนไปทุกหย่อมหญ้าทั้งในปัจจุบันและอนาคต
.

.


เราเดินทอดน่องไปตามถนนหนทางในแมนฮัตตันจนถึงเที่ยงคืน

แล้วกลับโรงแรม แต่กระนั้น ราตรีนี้ยังยาวนานนักสำหรับเหล่านิวยอร์ก

เกอร์ แสงสีวิบวาวของไฟนีออนปลุกเร้าคนราตรีให้ลุกขึ้นสยายปีก

บรรเลงเพลงรัตติกาลที่มีลีลาเฉพาะตน เคล้าไปกับลมกลางคืนโชย

ชื่นมาจากมหาสมุทรแอตแลนติก ต่อลมหายใจมหานครแห่งนี้ให้ไหว

ระริกผ่านวันและคืนไปอย่างไม่เคยหยุดนิ่ง

.

.

ตีพิมพ์ครั้งแรก : คอลัมน์ Hello America

Vote Magazine

ปักษ์หลัง มกราคม 2554

  ปักษ์แรก กุมภาพันธ์ 2554

.

.

.

.

 เอ็นทรี่หน้าพาเที่ยวพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา

Metropolitan Museum of Art @ New York

(หากไม่ขี้เกียจเขียนซะก่อน)

โดย เจริญขวัญ

 

กลับไปที่ www.oknation.net