วันที่ ศุกร์ กันยายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ทำบุญเดือนสิบ : การกลับบ้านเกิดของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยเงิน



กลับมาจากงานทำบุญเดือนสิบครับ

คราวนี้กลับไปวัดบ้านเกิดที่พัทลุง ในอารมณ์ที่ขุ่นมัวอยู่กับภาวะงานอันใกล้ซึ่งทวีปัญหาหนักอกให้ได้แก้ไข ไปถึงวัดก็เห็นคนพลุกพล่าน คนเสื้อหลากสีเดินสวนกันเต็มลานวัด งงๆไปเหมือนกัน ไม่รู้เป็นใครมาจากไหน ให้แปลกใจไม่น้อยว่าทั้งหมดที่ผมเห็นอยู่นี้คือคนบ้านเดียวกันกับผมหรือเปล่า

ย่ำผ่านลานทรายขาว ต้นลั่นทมเหลือแต่กิ่งก้านเปลือยเปล่าทอดตัวออกลีลาแผ่กว้าง ผ่านเต็นท์ใหญ่ที่ร้อนอ้าว ผมเข้าไปนั่งทนไม่ไหวจนต้องหาที่นั่งใหม่ในศาลาเก่าที่เย็นสบายกว่า ได้พบคนเฒ่าคนแก่ที่สุขภาพย่ำแย่เต็มทีหลายคน บางคนผมขาวจนจำแทบไม่ได้




เดินไปดูรอบๆ มองดูเด็กหนุ่ม เด็กสาว ที่หน้าตาก็พอดูออกว่า เด็กบ้านๆ แต่การแต่งกายเป็นเด็กเมืองเต็มตัว เด็กสาวบางคนสวมแว่นตาราวกับดารา เด็กๆเหล่านี้คือเด็กบ้านเดียวกับผมหรือเปล่าหนอ?

หากใช่ ก็ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า เราพัฒนาบ้านเมืองกันแบบไหน? ผ่านไปไม่กี่สิบปี บ้านเมืองเราไปไกลเหลือเิกิน วัฒนธรรมการศึกษาที่ส่งคนออกจากบ้านเกิดเข้มแข็งจนกระทั่งว่า ไม่เหลือใครเฝ้าบ้าน คงมีเพียงคนเฒ่าคนแก่ หาเด็กหนุ่มสาวกลับมาพัฒนาบ้านเกิดยากเต็มทน และพวกเขาที่มาในวันนี้คงเป็นกิ่งแขนงที่แตกกอออกไปมากมายจากไม้ใหญ่ ทั้งลูกเขย ลูกสะไภ้ หลานชาย หลานสาว ลูกของญาติ ลูกของป้า ลูกของน้า นับไปก็จนปัญญาจะรู้ได้ว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใคร แต่วันนี้ทุกคนอยู่รวมกัน ณ ที่แห่งนี้ ด้วยหัวใจเดียวกัน

ในความคิดของคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ผม คงไม่อยากให้ลูกหลานลำบาก นั่นหมายความว่า บ้านเกิดแห่งนี้มีความหมายคือ ลำบาก ขัดสน ไม่เจริญ ใครมีเงินก็พยายามส่งลูกเรียนหนังสือ เพื่อจะได้เป็นเจ้าคนนายคน ห่างไกลออกไปจากบ้านเกิดทุกที

และแน่นอน เมื่อมีเงินทอง ได้เป็นเจ้าคนนายคน ถามว่าพวกเขาทำอะไรต่อไป...ส่งเงินกลับมาให้พ่อแม่สร้างบ้านใหญ่โต บ้านที่โอ่โถง แต่ไร้คนอยู่

ครั้นถามต่อไปอีกว่า เมื่อพ่อแม่แก่เฒ่า เจ็บไข้ ใครจะดูแล?

นานครั้งได้กลับบ้านเกิด แต่ไม่รู้เป็นไร เห็นความทรุดโทรมของวัดแล้วก็เศร้า แม้จะมีโบสถ์ใหม่ มีการต่อเติมก่อสร้างโรงธรรมใหม่ แต่ความไม่กลมกลืนระหว่าง "เก่า" และ "ใหม่" ทำให้ผมรู้สึกหงุดหงิด

เพราะเห็นแต่การพัฒนาวัตถุ แน่นอนในสัีงคมชนบทใหม่ การพัฒนาจะมาจากไหน? การเมืองท้องถิ่นหรือ? ไม่น่าใช่ เพราะคนมีการศึกษาดีๆ มีความคิดก้าวหน้า ถูกส่งออกไปหมดแล้ว ที่เหลือก็คือ นายบ่อน คนเลี้ยงไก่ นายบ้าน กำนัน ผู้มีบารมี หรือไม่ก็เจ้าอาวาส และแน่นอน การพัฒนาที่ง่ายที่สุดก็คือ การก่อสร้างวัตถุนี่แหละ เพราะนี่คือสัญลัีกษณ์ของความเจริญ ลูกหลานที่ได้ดีก็พลอยได้หน้า ได้มีส่วนร่วม ช่วยเรื่องเงินนี่แหละง่ายที่สุด ก่อสร้างนี่แหละง่ายที่สุด

ทำให้ละเลยที่จะพัฒนาในด้านอื่นๆ

เด็กคนไหนคิดสวนกระแส อยากกลับบ้าน พัฒนาบ้านเกิด ก็ถูกมองด้วยสายตาหมิ่นแคลน ดูถูกว่าไปไหนไม่รอด ไม่มีปัญญา ไม่สามารถทำให้พ่อแม่ภาคภูมิใจ...เช่นนี้แล้วจะมีใครมีกะใจอยากกลับ

ใครเจ็บก็จ้างพยาบาลดูแล ฝากใครก็ไม่รู้มาดู เดือนปีได้กลับมาดูใจสักครั้ง กระทั่งวันตายจาก ลูกหลานที่จากไปไกลก็จะได้กลับมาอีกครั้ง และคราวนี้ลูกที่ห่างเหินที่สุดก็จะเป็นเจ้าภาพใหญ่ จัดงานศพใหญ่โต ประกาศศักดาว่าทำเพื่อพ่อแม่

แต่พ่อแม่ก็ตายจากไปแล้ว สุดท้่ายคนที่ได้ก็คือตัวเองนั่นแหละ รักษาหน้า

สุดท้ายก็เลยไม่รู้ว่า การพัฒนาที่ใช้เงินเป็นที่ตั้งดั่งที่เราเป็นกันอยู่นี้ ทำให้ชีวิตเราดีขึ้นหรือแย่ลง

เดินสำรวจไปรอบๆ ทุกตรางนิ้วในวัดแห่งนี้ ผมเป็นเด็กเคยวิ่งเล่น ย่ำ่ผ่านมาแล้วทั้งสิ้น



บ่อน้ำแห่งนี้ ผมเคยนั่งรถรุนมากับพ่อ ไม่ใกล้นะครัีบ บ้านกับวัด พ่อจะใช้ "หมา" ตักน้ำจากบ่อลงใน "ปอด" ใส่น้ำ ใช้ผ้าขะม้าคลุมทับกันไว้เวลาน้ำกระฉอก น้ำในบ่อแห่งนี้เราได้ใช้ดื่มกิน ใช้หุงหาอาหาร

ที่ประตูเข้า มีศาลาให้เราได้วิ่งเล่น โลกแห่งความสนุกสนานของเด็กๆ เบ่งบานอยู่ที่นี่ ในวัดแห่งนี้ เราสามารถสร้างสรรค์เกมสนุกๆ ได้ทุกฤดูกาล ไม้อี่ เข้ขาเดียว ปิดตาลักซ่อน ทอยกอง ฟุตบอล ฯลฯ

ผมดูหนังกางแปลงครั้งแรกก็ที่นี่ เช้าๆยังเดินเก็บเศษฟีล์มมามองย้อนแสงดูภาพทีละเฟรม ได้นอนตากน้ำค้างยันเช้าดูโนรา หนังตะลุงก็ที่นี่

ยามเย็น ทุกวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ วัดคือสนามแห่งความสนุกสนานที่เด็กๆทั้งหมู่บ้านได้อาศัยเป็นที่วิ่งเล่น

และผมเองก็เป็นอีกคนที่ถูก "ตีน" แห่งการพัฒนาถีบส่ง กระเด็นออกจากบ้านเกิด.















ในอดีตเคยเป็นสระน้ำขนาดใหญ่




โดย นายชาคริต

 

กลับไปที่ www.oknation.net