วันที่ ศุกร์ กันยายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อุปกิเลส 16 : 11.ถัมภะ (ความหัวดื้อ)


            

 มนุษย์ส่วนใหญ่หัวดื้อ จึงยากที่จะเข้าถึงกระแสแห่งความเป็นจริง?

แต่มนุษย์ส่วนใหญ่ก็คิดว่า ตัวเองรู้จริง ทั้งๆ สิ่งที่รู้นั้นอาจจะเป็นสิ่งที่ตัวรู้ก็จริง (ตามความคิดความเชื่อของตน) แต่อาจจะไม่ใช่ความจริงสากล (ปรมัตถธรรม) ก็ได้ การทะเลาะกันตามความเชื่อของตัวเอง จึงเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตก และทำให้เกิดสงครามมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

ก็นั่นแหละ แต่ก็ใช่ว่า คนหัวอ่อน จะเข้าถึงกระแสแห่งความเป็นจริงได้เร็วกว่าก็หาไม่ ทั้งหัวอ่อน และหัวดื้อ จริงๆ แล้วเหมือนเป็นเหรียญเดียวกัน เพียงแต่อยู่คนละด้านเท่านั้น คนหัวดื้อส่วนใหญ่ จึงกลายเป็นคนหัวอ่อนอย่างมาก เมื่อเจออะไรที่สามารถทำให้คนๆ นั้นสยบได้ เช่น เงิน ผลประโยชน์ทางกาย วาจา และใจ ที่เป็นตัวดูดให้คนๆ นั้นเข้าไปเป็นสาวก เมื่อเข้าไปอยู่ในหลุมดำด้วยกันแล้ว จึงสามารถพลิกคำพูดที่ตนเคยมีอุดมการณ์ หรือมีความเชื่อเดิมไปได้อย่างชนิดหน้ามือเป็นหลังเท้าก็ได้

ลัทธิคลั่งครูบาอาจารย์ คลั่งสี คลั่งฮีโร่ จึงผุดเป็นดอกเห็ด เพราะมีศิษย์ที่เคยหัวดื้อ มาศิโรราบ

ล่าสุด ฉันเองก็เพิ่งเจอกับคนที่ยึดติดในความเชื่อของตน และยึดติดความเชื่อในสีที่ตนศรัทธา มายืนด่าคนอื่นอย่างน่าสงสาร โดยไม่ได้ดูตัวเองเลยว่าสิ่งที่ตัวเองด่าคนอื่นว่าไม่ดี ไม่ถูกต่างๆ นานานั้น แท้จริงแล้วผู้ด่าก็เป็นอย่างที่ด่าคนอื่นทั้งหมด (แต่ไม่รู้ตัว เพราะหัวดื้อ) และไม่ยอมรับความเป็นจริง (ต้องระวังไว้ ตัวเราเองก็อาจเป็นเช่นเขาได้เสมอ ถ้าขาดสติและปัญญาในตอนนั้น)

นี่จึงเป็นที่มาของอุปกิเลสตัวนี้ 'ถัมภะ' หรือ 'ความหัวดื้อ' ที่ไม่อาจนำพาผู้ที่ติดอยู่กับมันก้าวข้ามอัตตา ตัวตน ไปสู่การบรรลุธรรมได้

มีผู้รู้ในเวบไซต์ด์ ธรรมจักร www.dhammajak.net ช่วยแปลความหมายของถัมภะไว้มากมาย อาทิ ความหัวดื้อ หรือความดื้ออย่างรุนแรง เป็นความไม่มีเหตุผลอย่างยิ่ง จะเชื่อหรือไม่เชื่อสิ่งใด ก็เป็นไปตามความต้องการจะเชื่อหรือจะไม่เชื่อเท่านั้น ไม่ฟังเหตุผลใดๆ ไม่คำนึงถึงเหตุผลเลย ไม่ใช้ปัญญาคิด หรือไม่มีปัญญาพอจะคิด จึงเป็นความโง่ความมืดแห่งปัญญา

การแก้โรคหัวดื้อ พระท่านว่า ต้องใช้ปัญญา ใช้เหตุผลให้ถูกต้องเพียงพอ ก็เปรียบดังมีแสงสว่างเพียงพอ ตรงกันข้ามกับใช้เหตุผลใช้ปัญญาไม่เพียงพอ ก็เปรียบดังมีแสงสว่างไม่เพียงพอ มีความมืดมาก ซึ่งจะมืดหรือสว่างนั้น ก็ขึ้นอยู่กับความคิดปรุงแต่ง หรือจิตสังขาร หนึ่งในขันธ์ 5 (กาย เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ) ว่าเราคิดปรุงแต่งไปในทางที่ถูกต้อง หรือไม่ถูกต้อง เป็นกุศล หรือไม่เป็นกุศล

ถ้าเป็นความคิดปรุงแต่งอย่างแรก คือ ถูกต้อง เป็นกุศล ก็จะทำให้เราไม่ยึดติดกับมัน สามารถสลัดมันให้หลุดไปจากใจเราได้ เพียงแค่ 'มีปัญญา' มองเห็นว่า สิ่งที่เชื่อนั้นเป็นเพียงการปรุงแต่งของจิตเท่านั้น หาใช่ความจริงแท้ไม่ ถ้าเห็นตรงนี้ ปัญญาก็เกิด จิตก็สว่างไสว ประภัสสร.

 ปักกลดกลางป่ากระดาษ/หมอนไม้

                        เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับ 954

โดย หมอนไม้

 

กลับไปที่ www.oknation.net