วันที่ อาทิตย์ กรกฎาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

“วิถีแม่น้ำ วิถีป่า ของปกากญอ” งานวิจัยปกากญอของคนแห่งลุ่มน้ำสาละวิน


“วิถีแม่น้ำ วิถีป่า ของปกากญอ” งานวิจัยปกากญอของคนแห่งลุ่มน้ำสาละวิน

เรื่องและภาพ โดย วิระยุทธ  นิยมชาติ


            เมื่อวันที่ ๔-๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๘(เมื่อเกือบสองปีที่ผ่านมา) ผมได้มีโอกาสไปเยือนบ้านสบเมย อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน เนื่องจากคณะนักวิจัยไทบ้าน สาละวิน และเครือข่ายแม่น้ำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEARIN)  ร่วมกันจัดงาน “ยาแอะโคลโหล่โกล..ฉันรักสาละวิน” เพื่อแถลงผลการวิจัยไทบ้าน “วิถีแม่น้ำ วิถีป่า ของปกากญอ”           

 

งานนี้เริ่มคึกคักขึ้นเมื่อคณะเดินทางจากที่ต่างๆมารวมกันที่ท่าเรือบ้านแม่สามแลบเพื่อนั่งเรือเข้าไปยังบ้านสบเมยอีกประมาณ ๔๐ นาที

คณะที่มานั้นประกอบด้วยเครือข่ายนักวิจัยไทบ้านน้ำสงคราม ปากมูนราษีไศล แก่งเสือเต้น เชียงของ-เวียงแก่น รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอนปลัดอาวุโสอำเภอแม่สะเรียง สมาชิกวุฒิสภา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาตินักวิชาการ เจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชน นักข่าว ศิลปินองค์กรพันธมิตรและนักวิจัยชาวปกากญอตามหย่อมบ้านต่างๆ ริมฝั่งแม่น้ำสาละวินกว่า ๒๐๐คน

บ้านสบเมยนี้เป็นหมู่บ้านสุดท้ายของประเทศไทยที่ติดกับแม่น้ำสาละวินและยังเป็นบริเวณที่แม่น้ำเมยไหลมาบรรจบสบกับแม่น้ำสาละวินก่อนจะไหลเข้าไปในเขตประเทศพม่าจึงเป็นที่มาของบ้านสบเมย

พ่อหลวงธวัชชัย อมรใฝ่ชนแดนแห่งบ้านห้วยแห้ง กล่าวถึงการจัดงานครั้งนี้ว่า“หลังจากที่คณะวิจัยได้ทำการศึกษาองค์ความรู้เกี่ยวกับความหลากหลายของระบบนิเวศวิถีชุมชน และการรักษาทรัพยากรธรรมชาติมาเป็นเวลาประมาณ ๓ ปีจึงอยากจะนำเสนอข้อเท็จจริงแก่สังคมและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นในกระบวนการตัดสินใจโครงการพัฒนาที่จะเกิดขึ้นในลุ่มน้ำแห่งนี้”

นางสาวเพียรพร ดีเทศน์ผู้ช่วยนักวิจัยจากเครือข่ายแม่น้ำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้เพิ่มเติมจากพ่อหลวงว่า“หวังจะให้สังคมได้รับรู้ว่าในป่าสาละวินและแม่น้ำสาละวินมีผู้คนที่อาศัยอยู่กินและยังได้ช่วยกันรักษาทรัพยากรธรรมชาติได้เป็นอย่างดี

       

สำหรับงานวิจัยชิ้นนี้จัดทำขึ้นโดยชาวบ้านปกากญอ ซึ่งเป็นกะเหรี่ยงอีกเชื้อสายหนึ่งที่อาศัยอยู่บริเวณพรมแดนทั้งฝั่งไทยและฝั่งพม่า ได้ทำการสำรวจข้อมูลและองค์ความรู้ท้องถิ่นจาก ๕๐ หย่อมบ้านริมฝั่งแม่น้ำสาละวิน จำนวน ๗ ประเด็น ประกอบด้วย  .ระบบนิเวศแม่น้ำสาละวินและลำห้วยสาขา  .สายพันธุ์ปลา สายพันธุ์ชีวิตในลุ่มน้ำสาละวิน  .เครื่องมือหาปลา ภูมิปัญญาแห่งลุ่มน้ำ  .เกษตรปกากญอ วิถีริมแม่น้ำแห่งดอยและหุบห้วย ๕.พรรณพืชอาหารและสมุนไพรจากป่าสาละวิน ๖.สัตว์ป่า โป่ง และการอนุรักษ์ทรัพยากรโดยชุมชน ส่วนเรื่อง ๗.สังคมวัฒนธรรม ประเพณีความเชื่อของชุมชนได้สอดแทรกอยู่ในทุกประเด็นที่ทำการศึกษาวิจัย           

การนำเสนอได้เริ่มขึ้นในช่วงเช้าวันถัดมา (๕ พฤศจิกายน) นักวิจัยได้เตรียมตัวกันมาเต็มที่ หลายคนมานั่งรอตั้งแต่เช้า การจัดเวทีค่อนข้างจะเป็นทางการ ก็ทำให้ตื่นเต้นบ้าง แต่ก็ผ่านไปด้วยดี 

ตลอดทั้งช่วงเวลาของการนำเสนอข้อมูล นักวิจัยบางคนพูดเป็นภาษาปกากญอต้องใช้ผู้ช่วยนักวิจัยที่เป็นเยาวชนในหมู่บ้านเป็นล่ามแปล แต่บางคนพูดภาษาไทยได้บ้างแต่ไม่ค่อยชัดเจนนัก คณะผู้เข้าร่วมในงานทุกคนถือว่าภาษาไม่เป็นอุปสรรคเลย ถ้าเทียบกับความสนใจและความต้องการรับรู้เรื่อง   “คนปกากญอก็ทำวิจัยเป็นเหมือนกัน...!?”

ทีเซ นักวิจัยจากหมู่บ้านแม่สามแลบ พูดเป็นภาษาปกากญอโดยมีล่ามแปลเป็นภาษาไทยได้ความว่า เขาขับเรือในแม่น้ำสาละวินมา ๒๐ กว่าปี และรู้จักแม่น้ำสายนี้เป็นอย่างดี รู้ว่ามันเป็นสายเลือดเส้นหลักของพวกเขาและพี่น้องเขาที่อยู่บนพรมแดนไทยกับพม่า

เขาเล่าว่าแม่น้ำสาละวินนี้มีแก่งที่อันตรายมากคนขับเรือต้องระมัดระวัง ในหน้าฝนน้ำจะไหลเชี่ยวแรงมาก กระแสน้ำนั้นได้พัดพาเอาตะกอนทรายละเอียดมาไว้ริมฝั่งแม่น้ำ ทำให้ชาวบ้านได้ใช้พื้นที่บริเวณนี้ปลูกผักในช่วงน้ำลด

 

“พอถึงฤดูหนาวระดับน้ำลดลง พวกเราก็เตรียมเมล็ดพันธุ์ที่จะนำไปปลูกแถบหาดทราย ริมฝั่งน้ำ” นายจ่าติ๊ป ปองผาติพร จากบ้านแม่กองคากล่าว 

 นอกจากนี้นักวิจัยยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องการทำไร่หมุนเวียนว่า ครอบครัวหนึ่งจะมีพื้นที่สำหรับทำไร่หมุนเวียนอยู่ ๔ แปลง มีการหมุนเวียนคราวละ ๕-๘ ปี  ซึ่งการหาพื้นที่ทำไร่จะต้องขออนุญาตผีเจ้าป่าก่อนลงมือทำไร่ หากไม่เช่นนั้นจะเกิดเรื่องไม่ดีกับครอบครัว

นายประสิทธิ์ ทองหล่อ ผู้ช่วยนักวิจัยเรื่องพันธุ์ปลา แปลข้อมูลจากภาษาปกากญอให้ฟังว่า ในแม่น้ำสาละวินบริเวณนี้พบปลาที่ชาวบ้านจับมาทำอาหารถึง ๗๐ ชนิด แยกเป็น ปลาหนังถึง ๒๒ ชนิด และปลาเกล็ดอีก ๔๘ ชนิด 

   

ส่วนนักวิจัยประเด็นเครื่องมือหาปลา เล่าว่า “ที่นี่จะมีการหาปลาตลอดทั้งปี เครื่องมือหาปลาจะต้องสัมพันธ์กับระบบนิเวศในแต่ละฤดูกาล ซึ่งอาศัยความรู้ดั้งเดิมรู้ว่าช่วงเวลาไหนปลาจะเข้าไปอยู่บริเวณใด ก็เอาเครื่องมือไปวาง” 

จากข้อมูลการสำรวจของนักวิจัยพบเครื่องมือหาปลาพื้นบ้านจำนวน  ๑๙ ชนิด บางชนิดมีไว้สำหรับผู้หญิงใช้อย่างเดียว 

 

พ่อหลวงจากบ้านห้วยแห้ง เล่าถึง ความผูกพันธ์ของชาวปกาญอกับแม่น้ำและผืนป่าสาละวินที่ได้ใช้ประโยชน์ พวกเขายังร่วมกันจัดตั้งเขตป่าอนุรักษ์ โดยห้ามตัดไม้ ห้ามเผาป่า ถ้าใครฝ่าฝืนจะมีการลงโทษ เขตอนุรักษ์พันธุ์ปลา โดยมีกฏเกณฑ์ห้ามช๊อตปลา ห้ามเบื่อปลาในบริเวณนั้น เนื่องจากมีคนหาปลาจากนอกชุมชนเริ่มเข้ามาใช้วิธีการหาปลาเช่นนั้นแล้ว 

 

พ่อหลวงสิริพอ จตุพรเวียงสกุล นักวิจัยจากบ้านอูหลู่ บอกว่า ในป่าสาละวินมีพรรณพืชมากมายที่ชาวบ้านใช้เป็นอาหารและยาสมุนไพร

“ชาวปกากญอได้ใช้สมุนไพรในป่าแห่งนี้ รักษาโรคเวลาเจ็บป่วยมาตั้งแต่บรรพบุรุษ” พ่อหลวงสิริพอ กล่าว 

 

ความสมบูรณ์เช่นนี้เองที่ชาวปกากญอแห่งลุ่มน้ำสาละวินขนานนามแม่น้ำสายนี้ว่าเป็นแม่น้ำแห่งชีวิตของพวกเขา ลูกหลาน และพี่น้องอีกหลายคน 

 

นั่นเป็นเรื่องราวของความสมบูรณ์ ความดี ความงามของผู้คนและสายน้ำแห่งนี้ที่ได้รับการบอกผ่าน 

ในแม่น้ำสาละวินนั้นพบระบบนิเวศถึง ๑๘ ชนิด และระบบนิเวศย่อยอื่นอีก ๑๕ ชนิด ช่วงพรมแดนไทย-พม่า ที่มีแม่น้ำสาละวินเป็นเส้นแบ่งความยาวประมาณ ๑๑๘ กิโลเมตร นั้นมีลำห้วยสาขาเฉพาะฝั่งประเทศไทยมากกว่า ๒๐๐ ลำห้วย

  

ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชน จังหวัดแม่ฮ่องสอน เล่าถึงการพัฒนาแม่น้ำสาละวินในปัจจุบันอย่างน่าสนใจว่า แม่น้ำแห่งนี้เป็นเป้าหมายของโครงการสร้างเขื่อน ได้แก่เขื่อนชุด ๑๓ แห่งในเขตประเทศจีน เขื่อนท่าซางในรัฐฉาน และเขื่อนสาละวินบนพรมแดนไทย-พม่า ๒ เขื่อน

ซึ่งโครงการสร้างเขื่อนเหล่านี้จะสร้างผลกระทบให้กับกลุ่มชาติพันธุ์ในลุ่มน้ำสาละวินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กว่า ๑๓ กลุ่มชาติพันธุ์ เช่น ไทยใหญ่ คะยา ปะด่อง ปะโอ อินตาแล เป็นต้น ทั้งในเขตประเทศจีน พม่า และไทย 

ดร.ชวลิต วิทยานนท์ จากกองทุนสัตว์ป่าโลก ประเทศไทย อธิบายว่า แม่น้ำสาละวินมีความยาวประมาณ ๒,๘๐๐ กิโลเมตร มีความยาวเป็นอันดับที่ ๒๖ ของโลก เกิดจากที่ราบสูงทิเบต ไหลลงสู่มลฑลยูนนาน ประเทศจีน ที่ซึ่งเรียกสายน้ำนี้ว่า นู่เจียง จากนั้นก็ไหลต่อเข้าสู่เขตประเทศพม่าผ่านรัฐฉาน รัฐคะยา ก่อนที่จะกลายเป็นแม่น้ำกั้นพรมแดน ระหว่างไทยกับพม่าที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ตรงข้ามกับรัฐกะเหรี่ยง หลังจากไหลกั้นพรมแดนไทยกับพม่า จึงไหลลงมาบรรจบกับแม่น้ำเมย ที่บ้านสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน หลังจากนั้นแม่น้ำสาละวินจึงไหลวกกลับเข้าประเทศพม่า และไหลลงสู่มหาสมุทรอินเดียที่อ่าวเมาะตะมะ ที่รัฐมอญ ประเทศพม่า โดยบริเวณต้นกำเนิดของแม่น้ำสาละวินอยู่เหนือเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งเต็มไปด้วยหิมะ จึงทำให้น้ำสาละวินในฤดูแล้งใสและเย็นกว่าแม่น้ำอื่นในประเทศไทย

 “เกาะแก่งเหมาะเป็นแหล่งสะสมอาหารของปลา ปลามักอพยพเข้าไปอาศัยและวางไข่ตามแก่ง จากการสำรวจจำนวนพันธุ์ปลาในแม่น้ำสาละวินบริเวณประเทศพม่าและไทยไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ ชนิด ซึ่งยังไม่ได้นับในเขตที่ของประเทศพม่า จีนและที่ราบสูงธิเบต” 

ดร.ชยันต์ วรรธนะภูติ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้กล่าวสนับสนุนงานวิจัยชิ้นนี้ว่า มีความหลากหลายมากกว่างานวิจัยทุกชิ้นที่เคยทำงานในบริเวณนี้ทั้งจากนักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย หรือคนภายนอกที่เข้ามาทำ

“ที่ผ่านมาประเทศไทยยังคงติดอยู่กับระบบงานวิจัยที่ยึดติดกับผู้มีความรู้จากภายนอก ทำให้มองไม่เห็นความหลากหลายและความเท็จจริงของข้อมูล แต่งานวิจัยของชาวบ้านได้นำประสบการณ์ ความรู้ วิถีชีวิต เข้ามาร่วมกันถ่ายทอดทั้งชุมชน ซึ่งจะมองเห็นความสัมพันธุ์ระหว่างชาวบ้าน วัฒนธรรมท้องถิ่นและทรัพยากรธรรมชาติ”

นายไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า ขั้นตอนต่อไปสำหรับงานวิจัยไทบ้านคือการยกระดับความรู้ท้องถิ่นให้เป็นวิชาการมากขึ้น โดยมีนักวิชาการ สถาบันการศึกษาเข้ามาช่วย และนำงานวิจัยไทบ้านไปสนับสนุนการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของท้องถิ่น

นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว หรือ ครูตี๋ จากกลุ่มรักษ์เชียงของ สะท้อนมุมมองของงานวิจัยว่า การกำหนดมาตรฐานกับงานวิจัยชาวบ้านนั้นไม่สามารถทำได้ เนื่องจากงานวิจัยชาวบ้านทำมาจากของจริง เอาของจริงมาว่ากัน และที่แม่น้ำโขง ช่วง อ.เชียงของ จ.เชียงราย ก็เป็นการทำงานวิจัยไทบ้านเหมือนกัน

“เราน่าจะเริ่มทำวิจัยอย่างนี้เมื่อ ๒๐ ปีก่อนแล้ว ความรุนแรงด้านทรัพยากรคงไม่เกิดขึ้นกับชุมชนแน่นอน” ครูตี๋กล่าวด้วยความเสียดาย

นายสุริยา โคตะมี จากเครือข่ายนักวิจัยไทบ้านลุ่มน้ำสงคราม กล่าวว่า หลังจากการทำงานวิจัยไทบ้านมาแล้วนั้นได้ประโยชน์จากตรงนี้มาก ชุมชนสามารถนำข้อมูลและองค์ความรู้นี้มาใช้เป็นฐานในการวางแผนการจัดการทรัพยากรของชุมชน

การสนทนาครั้งนี้ได้จบลงพร้อมกับแสงอาทิตย์เริ่มเลือนลางจากปลายขอบฟ้า

เสียงดนตรีของชาวปกากญอเริ่มดังขึ้นมาขับกล่อมผู้คนและสายน้ำแห่งลุ่มน้ำสาละวินให้คงความอุดมสมบูรณ์ไว้คู่กัน

หมายเหตุ         

งานวิจัยไทบ้าน คือ งานวิจัยที่ทำขึ้นโดยชาวบ้านเพื่อรวบรวมองค์ความรู้ด้านทรัพยากร สังคม วัฒนธรรม ประเพณี เศรษฐกิจและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในชุมชน เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการบริหารจัดการทรัพยากรของชุมชนอย่างยั่งยืน

ปัจจุบันงานวิจัยไทบ้านหลายพื้นที่ได้เสร็จสมบูรณ์และพิมพ์เป็นหนังสือเพื่อเผยแพร่ คือ ๑. แม่มูน:กับการกลับมาของคนหาปลา ๒.แม่น้ำโขง:แม่น้ำแห่งชีวิตและวัฒนธรรม ๓.นิเวศวิทยาและประวัติศาสตร์:ป่าบุ่งป่าทามลุ่มน้ำสงครามตอนล่าง และ ๔. วิถีน้ำ วิถีป่า ปกากญอ สาละวิน  ส่วนงานวิจัยไทบ้านใกล้จะเสร็จสมบูรณ์ คือ งานวิจัยไทบ้านแก่งเสือเต้น จ.แพร่ กับงานวิจัยไทบ้านราษีไศล จ.ศรีสเกษ และกำลังเริ่มทำในขณะนี้ คือ งานวิจัยไทบ้านที่ แม่น้ำโขง ช่วง จ.สรึงเตร็ง ประเทศกัมพูชา และงานวิจัยไทบ้านที่อุทยานแห่งชาติฉั่มชิมและลางเซ็น บริเวณใกล้ปากแม่น้ำโขง ที่ประเทศเวียตนาม

ตีพิมพ์ ใน วารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๓๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม - มีนาคม ๒๕๔๙

โดย virayuthniyomchat

 

กลับไปที่ www.oknation.net