วันที่ พฤหัสบดี กันยายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อยากทำธุรกิจ...เริ่มต้นยังไงดี?


ปัจจุบันนี้ การตลากออนไลน์มีบทบาทกับคนยุคใหม่มากขึ้น การค้าขายที่ไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้านสามารถทำได้ เพียงแต่ว่าเราจะทำอย่างไรให้ธุรกิจของเรามันสามารถแจ้งเกิดได้ และสามารถโลดแล่นในตลาดการค้าได้อย่างยาวนาน

ลองมาศึกษาการตลาดแบบลัดวงจรกันดีกว่าค่ะ

กิจกรรมที่ควรทำก่อนทำธุรกิจใดๆ คือ การสำรวจตลาด ไม่ใช่ว่าเรามีสินค้าในมือแล้วเราจะพยายามโหมโฆษณาอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อให้ลูกค้าเป้าหมายได้รู้จักและซื้อสินค้าเรา การทำธุรกิจสมัยใหม่ย่อมมีความแตกต่างจากในอดีต เพื่อให้ทันกับยุคสมัยเราจึงต้องตื่นตัวเพื่อรับมือกับปัญหาต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับธุรกิจอของเรา ลองมาศึกษาขั้นตอนที่น่าสนใจที่ผู้เขียนอยากแบ่งปันให้ผู้สนได้อ่าน ดังนี้ค่ะ

1.    Marketing Analysis; การวิเคราะความต้องการของตลาด หากจะผลิตแล้วเอาไปตั้งขายเลยอาจต้องใช้เวลานานกว่าจะขายได้ หรือขายไม่ได้เลย แต่หากว่าเราทำการสำรวจตลาดก่อน ความต้องการของลูกค้าต้องการอะไร จะช่วยให้หาคำตอบอย่างคร่าวๆ ว่าเราจะผลิตสินค้าอย่างไรให้โดนใจผู้ซื้อได้ เพราะในโลกปัจจุบันนี้ ลูกค้าคือผู้มีอำนาจอยู่ในมือ มีโอกาสในการเลือซื้อสินค้าและบริการอย่างมากมาย ตัวอย่างที่มองเห็นได้ชัดเจนคือ การทำสปา หากเราเห็นคนอื่นๆ เขาเปิดร้านนวดแล้วเก็บเงินได้เป็นกอบเป็นกำเราเองก็อยากทำมั่ง เซ้งร้าน จ้างพนักงานนวดมาสัก 4-5 คนมานวด ซื้อผ้าขนหนูและเตียงนวดมา แล้วเปิดหน้าร้านทำอย่างคนอื่นๆ ที่เขาทำๆ มา คาดว่าน่าจะทำเงิน ได้ค่ะหากโชคดีได้ทำเลนักท่องเที่ยวเดินผ่านเป็นประจำธุรกิจอาจอยู่ได้ แต่หากทำเลไม่ดีก็จะสูญเสียเงินลงทุนไปเปล่าๆ ดังนั้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการลงทุนเราเองจำเป็นต้องดูว่า

-      ความต้องการของลูกค้าปัจจุบันต้องการไปสปาเพื่ออะไร(ผ่อนคลาย, รักษา, ความงาม)

-      ลูกค้ายินดีจะจ่ายเท่าไหร่ต่อหนึ่งชั่วโมงการนวด (100, 150, 300, 1,000 หรือ5,000 บาทต่อชั่วโมง)

-      ชอบการนวดแบบไหนมากที่สุด(นวดไทย, นวดหน้า, นวดเท้า, นวดลดน้ำหนัก, นวดน้ำมัน)

-      ชอบสไตล์การตกแต่งร้านอย่างไร (ไทย, ญี่ปุ่น, บ้านสวน, บูติก)

-      ลูกค้าจะรู้จักเราได้อย่างไร (สื่อโฆษณา, การตลาด)

2.    Look for Trend; ศึกษาแนวโน้มของตลาด แน่นอนว่าเราย่อมไม่ได้อยากเป็นแค่ธุรกิจหนึ่งที่ตั้งขึ้นมาเพื่อประดับวงการ แต่เราต้องการเป็นผู้นำและทำกำไร ดังนั้น การศึกษาแนวโน้มของตลาดจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ตัวอย่าง การทำสปาแบบ walk-in แบบร้านเล็กที่เราเห็นอยู่ทั่วไป สปาที่ตั้งในโรงแรม หรือแบบ stand alone ทำอย่างไรจะไม่ให้ตกยุค เราต้องดูว่าความต้องการของลูกค้าปัจจุบันคืออะไร และต้องมองไปข้างหน้าว่าอะไรจะเป็นที่นิยมของผู้คน ในกระแสของคนที่เน้นความมีสุขภาพดี สปาที่มาแรงต่อไปคือ “สปาเพื่อสุขภาพ” เราจึงต้องมองหาคำตอบว่า เพื่อสุขภาพคืออะไร เพื่อจะได้ทำการวางแผนขั้นต่อไปในการทำธุรกิจ

3.    Business Model; การตั้งรูปแบบของธุรกิจ หลังจากที่ทราบความต้องการของตลาด แนวโน้มของตลาดแล้ว ก็มาเป็นการตั้งรูปแบบที่เราต้องการจะทำ เช่น “สปาเพื่อสุขภาพ” สปาไหนจะเป็นแบบอย่างที่เราอยากจะเป็น เลือก”ชีวาศรม”มั้ย สปาไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลก (ทำได้อย่างไร, เงินทุนเยอะ, สถานที่ทำเลที่ตั้งดี, บุคลากรมีความรู้ความสามารถ, การโฆษณาประชาสัมพันธ์, กลยุทธ์การตลาด) หรือเลือกที่อยากจะเป็น “เต๋าการ์เด้น เชียงใหม่” ที่เป็นสปาแบบสุขภาพครบวงจรตั้งแต่การนวด อาหารเพื่อสุขภาพ การออกกำลังกาย หรือแม้แต่การเป็นสถานที่ให้ความรู้เรื่องการนวดไปด้วย ตัวอย่าง แนวโน้มสปาเพื่อสุขภาพ

-      การมีโปรแกรมการนวดเพื่อเน้นการรักษามากกว่าการผ่อนคลายเพียงอย่างเดียว เพราะเป็นการไม่ต้องใช้ยาพร่ำเพรื่อเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วย

-      เน้นการใช้น้ำมันนวด / ครีมนวด / พืชสมุนไพรในการนวดมากขึ้น

-      การใช้วัสดุอุปกรณ์ในสปาที่เป็นมิตรกับผู้คนและสิ่งแวดล้อม

-      มีโปรแกรมอาหารสุขภาพเพื่อการรักษาร่างกายสำหรับสปาที่เป็นรีสอร์ทสปา เพราะสามารถทำเป็นโปรแกรมต่างๆ ได้ เช่น โปรแกรมล้างพิษ โปรแกรมลดนำหนัก โปรแกรมฟื้นฟูสุขภาพ

-      มีกิจกรรมอื่นๆ เสริมในปา เพื่อสนับสนุนสุขภาพดี เช่น การออกกำลังกายแบบไทเก็ก การเล่นโยคะ กิจกรรม Modern dance เป็นต้น

-      ลูกค้าที่มาใช้บริการสปามีหลายระดับมากขั้น คนที่มีรายได้ระดับกลางจะให้ความสนใจมาใช้บริการมากขึ้น ร้านสปาแบบเล็กๆ ที่มีการจัดร้านแบบเรียบง่าย ราคาไม่แพงมาก และมีเอกลักษณ์ของตัวเองจะได้รับความนิยมมากขึ้น ทั้งนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของมาตรฐานในการให้บริการ ความรู้ความสามารถของพนักงานนวด กลยุทธ์การตลาด และคู่แข่งทางการค้า

เราจึงควรมีรูปแบบในใจก่อนเพื่อเป็นต้นแบบธุรกิจ เราเองจะได้ไม่หลงทางในการทำธุรกิจ และต้องมีความรู้อย่างแท้จริงในธุรกิจนั้นๆ หรือหากเราไม่ถนัดจำเป็นต้องมีพันธมิตรที่มีความรู้ร่วมมือกันทำธุรกิจ

4.    Multi Skill; การฝึกฝนเรียนรู้หลายอย่าง เราจำเป็นต้องรู้อยู่หลายเรื่อง มีความรู้เกี่ยวกับธุรกิจที่อยากจะทำ เช่น

-      รู้ผลิตภัณฑ์; รู้ว่าตนเองทำอะไรได้ มีจุดขายอะไร ทำได้มากเท่าใด

-      รู้กระบวนการ; รู้ว่าผลิตได้อย่างไร แหล่งที่มาของสินค้าเรามาจากไหน ต้นทุนเท่าไหร่ ขายได้เท่าไหร่จึงจะมีกำไร โฆษณาประชาสัมพันธ์อย่างไร ขาย/ส่งสินค้าอย่างไร ชำระเงินค่าสินค้าและบริการอย่างไร

-      รู้บุคลากร; รู้จักสรรหาบุคลเข้าทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ รู้จักการสร้างทีมงาน

-      รู้ประสิทธิภาพ/ประสิทธิผล; ดูแลค่าตอบแทนพนักงานอย่างไร ดูแลลูกค้าหลังการขายอย่างไร ติดตามลูกค้าให้เกิดการซื้อซ้ำ กระตุ้นเตือนความจำลูกค้าอย่างไร ทำอย่างไรให้เกิดการบอกต่อ

จากที่กล่าวมาข้างต้น คงไม่มากเกินไปกับการที่จะทำธุรกิจที่อยากประสบผลสำเร็จใช่มั้ยค่ะ

 

โดย สิปปสินี

 

กลับไปที่ www.oknation.net