วันที่ พฤหัสบดี กันยายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ล้ม 3G ทำไม เมื่อคนไทยมีแต่ได้กับได้


ล้ม 3G ทำไม เมื่อคนไทยมีแต่ได้กับได้

.

นึกถึงประมาณ 10 กว่าปีก่อน

สมัยนั้นมีแต่อินเตอร์เน็ต 56 k

เวลาจะใช้ต้องไปซื้อ username กับ password จากที่ร้าน

มาต่อกับโมเด็มและโทรศัพท์ที่บ้าน

เชื่อมต่อแต่ละทีเสียงดัง ตี๊ดๆ ตอดๆ ติดบ้างไม่ติดบ้าง

บางท่านอาจไม่ทันสังเกต ว่าในการเชื่อมต่อแต่ละครั้ง

ความเร็วในการเชื่อมต่อ ก็ เร็วบ้าง ช้า บ้าง

บางทีคู่สายหรือเบอร์ที่ใช้เชื่อมต่อมีปัญหา

ก็เชื่อมต่อไม่ติดเลย ก็เสียอารมณ์ไป

หลังจากนั้น ADSL หรือที่เรียกกันติดปากกันว่า

ไฮสปีด อินเตอร์เน็ต เริ่มเข้ามา

แรกๆ ไม่มีใครรู้จักว่ามันคืออะไร 

ตอนนั้นก็บอกว่า ADSL มันแพงแต่มันจะดีจริงเหรอ

พอสักพัก มีคนลองใช้มากๆขึ้น ก็ชักติดใจในความเร็ว

ที่มันเร็วต่างกับการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตแบบเดิม

เหมือนคนละโลกกันเลย

โหลดอะไรแต่ละหน้าไม่ต้องมานั่งตำน้ำพริกรอเหมือนเดิมอีกแล้ว

.

ตอนออกมาใหม่ๆ ค่าบริการอินเตอร์เน็ต ASDLความเร็ว 512 k

(เท่ากับ 0.5 เม็กกะบิตต่อวินาที)ราคา 7000 กว่า ต่อ เดือน 

ผู้ให้บริการ ก็มีไม่กี่ราย

ที่ทราบเพราะผมสมัครขอใช้งานอยู่ ขอไปเกือบปี จึงจะเริ่มได้ใช้

เพราะเหตุว่าพื้นที่ๆให้บริการ ADSL นั้น

กำลังอยู่ในช่วงขยายพื้นที่

เพราะในการใช้งาน ADSL นั้น ต้องเปลี่ยนอุปกรณ์

ในตู้ชุมสายโทรศัพท์ให้รองรับการส่งข้อมมูล ADSL ได้เสียก่อน

รวมถึงเปลี่ยนคู่สายโทรศัพท์ใหม่บางจุด ที่คุณภาพไม่ดีพอด้วย

ขนาดในกรุงเทพเอง ยังมีอินเตอร์เน็ตแบบ ADSL

ไม่ครบทุกพื้นที่เลยในช่วงแรกๆ

.

มาปัจจุบันนี้  ค่าบริการอินเตอร์เน็ตราคาถูกที่โฆษณาล่าสุด

ความเร็ว 6 เม็กกะบิตต่อวินาที เร็วกว่า 512 kในช่วงแรก ถึง 12 เท่า

ราคาถูกจนน่าตกใจ  เหลือค่าบริการแค่แค่เดือนละ 500 กว่าบาท !!!

ยิ่งให้บริการนานก็ยิ่งถูกลงเรื่อย ๆ

และเข้าถึงแทบจะทุกพื้นที่ของประเทศไทย

.

ประชาชนไทยเลยอาศัยความที่อินเตอร์เน็ตเข้าถึงนี่แหละ

ใช้ประ โยชน์จาก อินเตอร์เน็ต ในด้านต่างๆ

ไม่ว่าคนบ้านนอก หรือคนเมือง ก็เข้าถึง

ข้อมูล , สื่อ หรือ สิ่งตางๆ ได้ทัดเทียมกัน

.

นี่ยังไม่นับประโยชน์จาก การ ศึกษาทางไกลผ่านอินเตอร์เน็ต

ที่ทำให้ เด็กจากท้องทุ่งได้มีโอกาสทางการศึกษา

เนื่องจากเมื่ออินเตอร์เน็ตมีความเร็ว และเข้าถึงทั่วหัวระแหง

มันจึงเป็นสิ่งที่พลิกโอกาส จากผู้ไม่รู้ เป็นผู้รู้

คือมีสิทธิ์ที่จะรู้ได้ทัดเทียมกัน 

.

จะต่างกันแค่ทักษะ ในการใช้งาน

และความสามารถ ในการคัดกรองข่าวสารเท่านั้นเอง

.

มาถึงการใช้อินเตอร์เน็ต ผ่านโทรศัพท์มือถือกันบ้าง

เมื่อก่อน GPRS limited คือใช้ไม่อั้น ตกเดือนละ 1000 บาท

ความเร็วก็เร็วกว่าอินเตอร์เน็ต 56 k นิดหน่อย ไม่เกิน 5 เท่า

คืออยู่ในช่วง 100 k กว่าๆ จนถึง เกือบ 300 k ในระบบ Edge

.

ก็พอใช้งานทั่วๆไปได้ ไม่อึดอัดมากนักครับ

แต่ถ้านำไปใช้อ่านเวป ที่มีรายละเอียดมากๆ

หรือใช้โหลดไฟล์ เช่นไฟล์ที่ถูกส่งมากับอีเมล์ก็ช้าน่ารำคาญเหมือนกัน

มาเดี๋ยวนี้ราคา GPRS แบบ Unlimited เหลือราคา 650 ต่อเดือน

ถูกลงกว่าก่อนหนึ่งในสาม หรืออาจใช้แพคเกจแบบรายชั่วโมง

ก็เหมาะสมกับการใช้งาน

.

ปัจจุบัน ท่านจะเห็นว่าความนิยมในการใช้งานโทรสัพท์ Blackberry

หรือโทรศัพท์แบบสมาร์ทโฟนจะพุ่งสูงเป็นก้าวกระโดด

ก็เนื่องจากผู้ใช้งาน ต้องการให้ตน เข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้

แม้ไม่อยู่ที่บ้าน หรือที่ทำงาน

และสามารถทำอะไรได้เหมือน ๆ กับเวลา นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์

แถมยังใช้เป็นเครื่องมืนำทาง GPS ได้อีกต่างหาก

.

ทุกวันนี้ ผมใช้ อินเตอร์เน็ต 3G ครับ

ก็ของ TOT ที่มาล้มประมูล 3G นี่แหละครับ

ผมใช้จนเป็นกิจวัตรประจำวัน

จนลืมและไม่อยากกลับไปใช้เลย กับ GPRS

เนื่องจากความเร็วของ 3G นั้น เร็วกว่า GPRS เป็น เป็นสิบเท่า

คือมีความเร็วระดับ 2 - 7 M เลยทีเดียว

โดยขึ้นอยู่กับเครือข่ายที่ได้เชื่อมต่อ ณ.พื้นที่นั้น 

เทียบเท่าได้กับความเร็วของอินเตอร์เน็ต ADSL อย่างนั้นเลย

มันเหมือนกับคุณ  พกเอา อินเตอร์เน็ต ADSL ติดตัวไปตลอดเวลา

.

แต่การให้บริการ ของ TOT ก็ยังครอบคลุมแค่ กทม

และจังหวัดใกล้เคียงเท่านั้น

ถ้าคนต่างจังหวัด อยากใช้ 3 G ก็ต้องมาใช้ของ CAT

หรือ Hutch ล่ะครับ

และท่านที่เคยใช้ Hutch คงจะทราบ ถึงความประทับใจในสัญญาณ

ซึ่งขาดๆ หายๆ ตลอดเวลา  และหลุดบ่อย มากๆ

พ่วงด้วยบริการคุณภาพ ใกล้เคียงกับบริการของรัฐ

ซึ่ง Hutch ได้เช่าเครือข่ายของ CAT อยู่

.

.
มาถึงจุดนี้หลายท่านอาจจะงง ๆ อ้าว ใหนสื่อบางฉบับบอกว่า 3G

รัฐบาลกับ กทช.กีดกันไม่ให้รัฐวิสาหกิจเข้าร่วมประมูล ฮั้วกัน

และให้แต่เอกชนเข้าประมูล

ก็ขอบอกไว้ณตรงนี้เลยครับ ว่าเป็นข้อมูลที่มั่ว และใส่ไข่อย่างแรง

เนื่องจากเครือข่ายโทรศัพท์มือถือความถี่ย่าน 3 G นั้น

CAT และ TOT มีอยู่ในมือมาเป็นสิบปี แล้วครับพี่น้อง !!!

จึงไม่มีความจำเป็นต้องเข้าร่วมประมูลแต่อย่างใด

.

แต่ก็อย่างที่ต้องการชี้ให้เห็น ความเป็นรัฐวิสาหกิจ นี่แหละ

มันเป็นทั้งจุดแข็ง และจุดอ่อนในเวลาเดียวกัน

พนักงานบางท่าน ทำงานมานานๆ เงินเดือนเป็นแสนๆ

ทั้งที่ก็ไม่ได้แน่ใจว่า ท่าน ได้ทำประโยชน์กับองค์กร 

เหมาะสมกับอัตราเงินเดือนที่ได้รับหรือไม่

.

บอร์ดบริหารเงินเดือนหลายแสน จนถึงเป็นล้าน

ก็ต้องถามต่อว่า  ตามหลักการบริหารองค์กร ที่แท้จริงแล้ว CATและ TOT

บริหาร ได้เหมาะสมและ มีประสิทธิภาพ จริงหรือไม่

เงินที่อยู่ในองค์กรของท่าน 

ถูกนำไปใช้กับสิ่งที่อาจไม่ได้ออกดอกออกผลเท่าที่ควรหรือเปล่า

นั่นอาจเป็นสาเหตุที่ความถี่ 3G ในมือของหน่วยงานทั้งสองนั้น

ไม่ได้ถูกนำมาพัฒนาให้มีประสิทธิภาพเพียงพอ

.

เนื่องจากทุกวันนี้ รายได้จากค่าสัมปทานมือถือ ที่ บ.เอกชนนั้นจ่ายให้รัฐ

เป็นการจ่ายผ่าน CAT และ TOT โดยทั้ง 2 หน่วยงานนี้

จะนำเงินส่วนหนึ่ง เข้าไปใช้จ่ายในองค์กร

แล้วจึงค่อยส่งส่วนที่เหลือเข้ากระทรวงการคลัง

ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ของหน่วยรัฐทั้งสองนี้

.

ถามว่า หาก 3G เปิดประมูลสำเร็จ

แล้วรัฐจะไม่ได้ผลประโยชน์เหมือนตอนเก็บค่าสัมปทานแบบเดิม

 ตามที่สื่อบางฉบับ ออกมาบิดเบือนกันใช่ใหม

ปล่าวเลย รัฐยังจะสามารถเก็บรายได้

ข้าทั้งในส่วนของค่าออกใบอนุญาติ

และค่าสัมปทานตามเหมือนเดิม

เพียงแต่รายได้ที่ถูกส่งเข้ากระทรวงการคลัง

จะไม่จำเป็นต้องผ่านมือ CAT และ TOT เหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว

เพราะจะถูกส่งตรง เข้ากระทรวงการคลังเลย 

แล้วก็เบิกจ่ายมาพัฒนาชาติตามปกติ

.

แน่นอน หาก กทช. สามารถออกใบอนุญาติตามที่ตั้งใจไว้ได้

รายได้ค่าสัมปทาน ที่ผ่านมือสององค์กรนี้

ซึ่งก็ไม่ได้มาจากฝีมือการขับเคลื่อนภายในองค์กรของทั้งสอง 

 ก็จะหดหายไปอย่างรวดเร็ว

และใหนจะยังมีลูกค้า ซึ่งอยู่ในระบบ 2 G ตามสัญญาสัมปทานเดิม

สามารถย้ายไปใช้ 3G ได้อีก

รายได้ของสองหน่วยงานนี้ จึงถูกกระทบอย่างมหาศาล !

และเป็นอะไร ที่ไม่ต้องตีความหมายใดๆอีก เมื่อ ประธานกรรมการบริหาร

ของทั้ง TOT และ CAT

รวมทั้ง สหภาพแรงงาน รัฐวิสาหกิจ ออกมาพูดตรงๆ แบบไม่ต้องแปล

ว่า CAT และ TOT จะต้องออกมาฟ้องร้องเพื่อล้มการประมูล

ด้วยเหตุผลเพียงข้อเดียวคือ

" รักษาผลประโยชน์องค์กร !!! "

.

โดยเสี่ยงดวง  วัดกันที่ศาลปกครองโดยยื่นมูลเหตุที่ฟ้องว่า

กทช. มีอำนาจในการออกใบอนุญาติ 3G จริงหรือไม่

.

ปรากฏว่าความพยายามของ CAT และ TOT ได้ผล 

ศาลปกครองได้มีคำสั่งว่า กทช. มิได้มีอำนาจในการออกใบอนุญาติ 3G

การประมูล 3G ที่เราไฝ่ฝันอยากจะใช้ จึงล่มในบัดดล

.

ในแง่มุมของกฏหมาย ผมเองก็เห็นด้วย

ว่าหากจะมีการออกใบอนูญาติ หรือให้สัมปทานใดๆ

ก็ควรออกโดยหน่อยงานรัฐที่มีอำนาจอย่างถูกต้อง สมบูรณ์

.

แต่นี่ไม่ใช่ประเด็นเรื่องกฏหมาย แต่เป็นประเด็น

เรื่องรักษาผลประโยชน์ขององค์กร

.

ซึ่งก็มีคำถามตามมาต่ออีกว่า CAT และ TOT

จะฟ้องล้มการประมูลหรือไม่ ?

หากการออกใบอนุญาตินั้นไม่ขัดกับผลประโยชน์องค์กรของตน

.

มันเป็นเหตุลเรื่องผลประโยชน์ข้อเดียวจริงๆ

แล้วสิ่งที่ประชาชนคนไทยจะได้รับล่ะ มันกลับต้องมาหายไป

เครือข่ายอินเตอร์เน็ต ที่จะมาเติมช่องว่าง

และมาทดแทนอินเตอร์เน็ตแบบ ADSL เดิมล่ะ

โอกาสของเราหายไปใหน

.

แล้ว จริงๆแล้ว CAT และ TOT และสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ

พวกเขากำลังช่วยขับเคลื่อนการสื่อสารและเทคโนโลยีของชาติ

 และทำเพื่อผลประโยชน์ชาติ จริงหรือไม่

หรือทำเพื่อตัวเอง !!!


 .

บางท่านอาจจะบอกว่าโทรศัพท์ ใช้แค่รับและโทรก็พอแล้ว

คนไทยจะใช้อะไรมากกว่านั้น ?

.

อย่างที่บอกแหละครับ เราต้องปรับตัว ตามการพัฒนาของโลก

ท่านผู้ที่ พูด ว่าโทรศัพท์ ใช้แค่รับและโทร

เนื่องจากท่านเองอาจจะใช้แค่นั้น ท่านก็เห็นเท่านั้น

.

แต่ท่านอื่น ที่มีความจำเป็น จะต้องใช้งานโทรศัพท์มากกว่านั้น

 เขาก็จะได้ใช้สะดวกมากขึ้น

.

และ 3G ไม่ได้เป็นแค่เครือข่ายโทรศัพท์

หากแต่ประโยชน์แท้จริงของ 3G อยู่ที่เครือข่ายอินเตอร์เน็ตต่างหาก!!!

.

ที่จะเข้ามาเติมช่องว่าง ของอินเตอร์เน็ตแบบ ADSL เดิม

ซึ่งหมายความว่า ต่อไปผู้ใช้บริการ สามารถใช้อินเตอร์

กระทำการทุกสิ่งอย่างได้รวดเร็วเหมือน ADSL

 แต่ท่านสามารถทำได้ ทุกพื้นที่ของประเทศไทย !!!

.

ทำได้แม้ในพื้นที่ๆ ADSL เข้าไม่ถึง

และทำได้แม้ในขณะเคลื่อนที่อยู่  

.

พูดตรงๆว่าที่ใหนท่านใช้โทรศัพท์มือถือได้ 

ก็ใช้อินเตอร์เน็ต3Gได้ !!

.

แถมใช้อินเตอร์เน็ตได้พร้อมกันกับใช้โทรศัพท์ได้เสียด้วย

ซึ่งเป็นอีกจุดหนึ่งซึ่ง  เทคโนโลยี 3 G เหนือกว่าเทคโนโลยีแบบเก่า

.

และหากแนวโน้วเป็นไปตามกลไกการตลาดเหมือนในอดีตที่ผ่านมา

ราคาก็ควรจะถูกลง ตามเวลา และการแข่งขันที่ต้องแย่งลูกค้ากัน

เนื่องจากในอนาคตอันใกล้ก็จะมีระบบ 4G มาแทนอีก

ซึ่งโดยหลักการแล้วความเร็วก็จะมากกว่า 3 G ไปอีกเป็นสิบเท่าทีเดียว


จากที่เคยมองว่า อินเตอร์เน็ตไม่จำเป็น

มาวันนี้ อินเตอร์เน็ต  กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว

.

ทำงาน รับส่งอีเมล์ facebook twitter อ่านข่าว ดูหนัง บันเทิง

โหลดโปรแกรม เล่นเกมส์  โหลดเพลง จองตั๋วหนัง

เช็คยอดบัญชีธนาคาร จ่ายค่าสาธารณูโภคต่างๆ

ล้วนทำได้โดยผ่านอินเตอร์เน็ต  

โดยที่ท่านไม่จำเป็นต้องเดินทางไปด้วยตนเอง

.

แถมยังไม่ต้องไปเสียค่าบริการให้พวกเคาท์เตอร์ต่างๆอีกด้วย

.

ที่เวปผู้จัดการ โอเคเนชั่น เวปเสื้อแดงหรือเวปอะไรก็ตามที

มีคนเข้ามาชมเยอะแยะมากมาย พร้อมคำติชมเพื่อพัฒนาเวปต่างๆนาๆ

เพราะคนเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ทุกพื้นที่

.

และราคาค่าบริการอินเตอร์เน็ต ก็ถูกลงๆ นี่แหละครับ

เราถึงได้เห็นบล็อกเกอร์คุณภาพ หน้าใหม่ เกิดขึ้้นตลอดเวลา

.

.
ถามว่าถ้าคนเราไม่ใช้อินเตอร์เน็ตได้ใหม

ได้ครับ ไม่มีใครตายเพราะไม่ใช้อินเตอร์เน็ตหรอก

.

แต่มันก็เหมือนกับถามว่าไม่ให้เราใช้รถยนต์ได้ใหมนั่นแหละ

มันก็ได้ ไม่มีใครตาย ก็ใช้รถเมล์รถอะไรไป

แต่เวลาจะไปใหนทำอะไรที มันก็ช้า

ไม่ทันกันภาระกิจ หรืองานการที่ต้องทำในแต่ละวัน

.

.
มองภาพง่ายๆแทนที่ท่านจะส่งอีเมล์ ไปหาใครโดย

ไม่เปลืองทรัพยากรกระดาษ

ท่านกลับต้องมานั่งรอให้สายว่างเพื่อส่งแฟกซ์หาเขา 

 หรือต้องไปไปรษณีย์ส่งจดหมายหา

.

การโอนเงิน แทนที่ท่านจะใช้โอนผ่านอินเตอร์เน็ต

ท่านอาจต้องโอนผ่านธนาณัฐแล้วอีกฝ่ายก็วิ่งไปรับทางไปรษณีย์

.

สิ่งที่ท่านทำได้อย่างมีประสิทธิ์ภาพเมื่อกระทำผ่านอินเตอร์เน็ต 

กลับเหนื่อยล้าสาหัสสากรรจ์  กว่าจะเสร็จแต่ละอย่าง

เมื่อท่านทำด้วยวิธีอื่น

.

อาจเป็นการเปรียบเทียบที่เกินจริงไปหน่อย

แต่มันเห็นภาพว่า เทคโนโลยีที่ต่างกันนั้น

มันส่งผลถึง ประสิทธิภาพ และผลลัพธ์มากเพียงใด

.

.
ผมเองก็หวังเพียงแต่ว่า  สิ่งที่เป็นโครงสร้างการสื่อสารหลัก ที่ดีนั้น

เราควรจะได้ให้ประชาชนเราได้มาใช้กัน

เพื่อให้ทุุกคน ได้มีโอกาสเข้าถึงความรู้ ได้เท่าเทียมกัน

เพื่อให้ทันต่อการแข่งขันของโลก

.

น่าดีใจนะครับ เมื่อเด็กๆเยาวชนไทย หรือคนไทย

เวลาเข้าแข่งขันด้านคอมพิวเตอร์

หรือด้านเทคโนโลยี  เราจะได้รางวัล และติดอันดับต้นๆเสมอ

.

.
ในขณะเดียวกัน เมื่อคนทั้งประเทศ ซึ่งควรที่จะมีโอกาส

ที่จะได้เข้าถึงแหล่งความรู้อย่างอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง 

และครอบคลุมทุกพื้นที่โดยผ่านเครือข่าย 3G เรากลับไม่มีโอกาสได้ใช้

.

เนื่องจากมีกลุ่มคน กลุ่มเล็กๆ  กลุ่มหนึ่งออกมาบอกว่า

อย่าใช้เลย เพราะมันทำให้พวกผม ไม่มีกำไร.....

ทั้งที่พวกเขา ก็ไม่เคยที่จะคิดทำกำไรอะไร 

จริงๆจังเลย

.

.

.


โดย ข้าราชบริพาร

 

กลับไปที่ www.oknation.net