วันที่ ศุกร์ ตุลาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อย่าได้แคร์ก็แค่ยุโรป DAY2 อีกัวน่าบุกอัมสเตอร์ดัม


วันนี้เป็นวันอาทิตย์ ถึงแม้ว่าลอร่าจะไม่ต้องไปทำงาน แต่เธอก็มีงานที่จะต้องทำที่บ้าน

ฉันจึงได้มีโอกาสโซโล่เดี่ยวในอัมสเตอร์ดัม

ก่อนออกจากบ้าน ลอร่าทำการบ้านติวเข้มในเรื่องเส้นทาง จนมั่นใจว่าฉันจะไม่หลง แล้วจึงปล่อยฉันออกจากบ้านในช่วงเวลาประมาณใกล้ ๆ เที่ยง

มันสายมากแล้วนะ..แต่ร้านรวงต่าง ๆ พร้อมใจกันปิดในวันอาทิตย์ แถมผู้คนก็ดูเหมือนอยากอุดอู้อยู่บนเตียงนอนกันเสียหมด

ฉันเดินอยู่บนถนนอย่างอ้างว้าง เหมือนอยู่ในเมืองร้างที่ไม่เคยมีใครเหยียบย่ำมาที่นี่เป็นเวลานานแล้ว

ฉันเดินมาได้พักใหญ่ แต่ก็ยังไม่พบใครผ่านไปมาสักคน

จึงพาลนึกไปถึงหนังแนวแอ็คชั่น ที่มนุษย์โดนฆ่าล้างโลกจนเป็นเมืองร้างไร้สิ่งมีชีวิต ฉันในตอนนี้...และตรงนี้..คงเหมือนตัว “อีกัวน่า” (แต่เป็นอีน่ากลัว ในเรื่องจริง) ย้อนยุคหินโลก มาเดินดุ่ม ๆ สำรวจบ้านเมืองอยู่ตัวเดียวอันเดียว

สักพักใหญ่ก็มีรถโดยสาร tram ผ่านมาอย่างเงียบ ๆ

ในช่วง 2-3 วินาที ที่รถผ่าน ฉันมองสำรวจลอดเข้าไปภายในรถ พบว่ามีมนุษย์โลกชาวดัตซ์นั่งกันตาปริบ ๆ จึงนึกโล่งใจที่พอได้เห็นว่ามีคนบ้าง

+++++++++++++++++++++++++++++++++

ที่ตั้งของบ้านลอร่า อยู่ไม่ไกลไปจากย่านชุมชนพลุกพล่านนัก...ไม่นาน ฉันก็โผล่มาที่ Museumplein แล้ว ตรงนั้นเป็นย่านพิพิธภัณฑ์สำคัญ ๆ มากมาย แถมมีร้านขายของที่ระลึกอีกหลายแห่งด้วย

ฉันมองเห็นป้ายตัวมหึมาเขียนว่า “I Amsterdam”

ฉันหันซ้ายหันขวา มองหาคนที่ดูว่าน่าจะถ่ายรูป “เป็น”..มาถ่ายให้ฉัน

จนแล้วรอดรอด ช่างภาพคนนั้นก็ไม่ได้ทำให้ฉันผิดหวังเลยนั่นคือออกมาไม่ได้เรื่องตามเคย

“ได้โปรดเถอะเพคะ เสด็จพี่...อย่าตัดหัวหม่อมฉันออกเลย” ฉันรำพึงรำพัน ขณะดูผลงานของบุคคลที่เดินจากไป

ฉันตัดสินใจเข้าชมพิพิธภัณฑ์ที่เขาว่าน่าจะสวยที่สุดในอัมสเตอร์ดัม คือ Rijks Museum

แม้ว่าจะอยู่ในช่วงของการปรับปรุงครั้งใหญ่ ทว่า..ชายแดนฮอลแลนด์ไม่ได้อยู่ติดกับประเทศไทย

โอกาสที่ฉันจะได้มาเยือนที่นี่อีกนั้น ไม่ได้เป็นไปได้ง่ายนัก..ฉันจึงต่อคิวเข้าแถวเพื่อชมความอลังการด้านใน สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดของที่นี่ สำหรับฉันแล้ว ไม่ใช่ของเก่าในยุคก่อน แต่เป็นผลงานภาพวาดของศิลปินชื่อดังหลาย ๆ ท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เรนแบรนด์” และ “เวอร์เมียร์” (Johannes Verneer) ซึ่งแม้เขาจะมีชื่อเสียงมาก แต่ฉันผู้อยู่นอกวงการและบางครั้งก็นอกโลกมนุษย์ออกไปเลย ฉันจึงไม่เคยได้ยลหรือสัมผัสของจริงของพวกเขามาก่อน

ภาพบน : ผลงานชิ้นเอกของเรมแบรนด์ที่มีความสำคัญมากสำหรับเมืองนี้

ภาพบน : ภาพจริงที่เห็นกับตา..ร้องซี้ดอยู่ในใจเลยทีเดียว..เชื่อเหอะเรื่องจริง

ขนาดฉันไม่ได้ร่ำเรียนมาจากด้านงานศิลปะ แต่ยังซาบซึ้งได้ถึงเพียงนี้..นี่ถ้าเด็กศิลป์ตัวจริงมาเยือน คงได้ยืนอ้าปากค้าง น้ำลายหยดสามแหมะเหมือนปลากระป๋องปุ้มปุ้ย กันเป็นแน่ ภาพวาดต่าง ๆ ที่เห็น เมื่อดูแล้ว ต้องยอมรับในความอัจฉริยะและฝีมือขั้นบรมครูต่าง ๆ จริง ๆ มันช่างเหมือน...เสียนี่กระไร

ฉันนึกไม่ออกเลยว่า พวกเขาวาดกันไปได้อย่างไร และแม้บางภาพที่ไม่เหมือนนัก แต่ทฤษฎีการใช้แสงนั้นเรียกว่าสุดยอด

ภาพบน : ภาพนี้วาดโดยจิตรชื่อ Frans Hals สุดยอดของรายละเอียด

+++++++++++++++++++++++++++++++++

ฉันเดินจนตาลายเพราะมาม่า ห่อเดียวไม่น่าจะเรียกว่าเป็นอาหารหลักมื้อเช้าได้

จึงเดินไปหาซื้อฮอทด็อก ตามรถที่ตั้งขายให้นักท่องเที่ยวซื้อกิน

“นี่มันอะไรกันวะ..ฮอทด็อกแท่งเล็ก ๆ ยัดใส่ขนมปังผ่ากลางยาวและน้ำเปล่าอีก 1 ขวด สนนราคาไทยประมาณ 200 กว่าบาท เชียวหรือ” ฉันคิดในใจ ขณะขย้ำอาหารที่ไม่อร่อยและไม่อิ่ม..เข้าปากด้วยความโมโหหิวและโมโหราคา

ในช่วงบ่ายที่เหลืออยู่ ฉันออกสำรวจบ้านเรือนในย่านถนน Pieter Cornelisz Hooft Straat มันเป็นแหล่งสินค้าแบรนด์เนมคุณภาพ ประเภทเดียวกับที่วางขายในเกษรพลาซ่าในกรุงเทพนั่นแหละ ฉันได้แต่มองลอดผ่านกระจกดูผู้คนที่มาจับจ่ายในย่านนี้..พวกเขาดูดีมีสตางค์กันทั้งนั้น..ไม่เหมือนฉัน

ขาซ้ายเดินนำไปให้เลี้ยวซ้าย ผ่านสวน Vondelpark ไปแล้ว...ฉันตัดสินใจข้ามไปอีกฝั่งของคลอง

รถราที่นี่วิ่งน่าปวดหัวสิ้นดีเพราะบนถนนไม่ได้มีเพียงแค่รถยนต์ แต่ยังมีรถไฟ tram อยู่บนรางอีกต่างหาก เวลาจะข้ามถนนแต่ละครั้ง ตาต้องดู ประกอบกับเสียงเซอร์ราวด์รอบทิศ เพราะบางครั้งก็อาจมีรถจักรยานพุ่งทะยานมาจากไหนก็ไม่รู้เช่นกัน

ฉันคิดว่า..เดินเหินในอัมสเตอร์ดัม คงต้องคอยตั้งสติให้มั่นเสียหน่อย หรือไม่ก็เดินจงกรมไปเลย รับรองไม่ตาย ก็รอด (จะพูดทำไมเนี่ย)

ในฝั่งตรงกันข้ามคลอง..ฉันเห็นคุณปู่เจ้าถิ่น กำลังครองตารางหมากรุกขนาดไม่ต้องกลัวว่าจะทำหมากหายหรือมองไม่เห็นแต่อย่างใด เพราะตัวเดินหมากมีขนาดพอ ๆ กับกรวยสีส้มที่ใช้กั้นรถบนถนนในเมืองไทยดี ๆ นี่เอง รอบ ๆ ตารางกรอบสี่เหลี่ยมดังกล่าว ฉันเห็นหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ยืนลุ้นครุ่นคิดอย่างเอาจริงเอาจัง ฉันเห็นแล้วอยากกระโดดเข้าไปท้าเล่นหมากฮ็อตแถมด้วยหมากเก็บกับคุณลุงสักเกมส์

ภาพบน : Excuse me, anyone wants to play หมากเก็บ with me?

ภาพบน : พี่คะ..อย่าเครียด เดี๋ยวหน้าแก่ (ลุงตอบ สายไปแล้วหนู)

ฉันเดินมั่วซั่วจนมาโผล่ที่ Leidseplein ซึ่งเป็นเขตเมืองหลวง (City Center) ที่นี่ มันช่างดูยุ่งเหยิงวุ่นวายจนดูเหมือนว่า เหตุที่เมื่อตอนเช้าฉันหาใครไม่เห็น ก็เพราะผู้คนทั้งเมือง แห่มาที่นี่กันหมดนะซี
ย่านช็อปปิ้งที่เปิดในวันอาทิตย์...มีเพียงสองแห่งคือที่นี่และถนน Kalverstraat เท่านั้น

ภาพบน : คนเยอะแบบนี้ อีกัวน่าตกใจหมด

ภาพบน : อย่ามัวเดินจงกรมค่ะ...รถไฟมาข้างหลังแล้วค่ะคุณพี่


+++++++++++++++++++++++++++++++++
ตลาดดอกไม้ในวันนี้ ดาดดื่นไปด้วยเมล็ดพันธุ์มาตั้งขาย “ตา” ก็ดูจนเพลิน แต่ “ขา”ไม่ยอมหยุด
มารู้ตัวอีกที ก็มาถึงดัมสแควร์ (Dam Square) ซึ่งเป็นลานกว้างไว้ใช้สำหรับทำกิจกรรมสำคัญของชาติบ้านเมือง คงไม่ต่างอะไรจากไปสนามหลวงบ้านเรานั่นเอง บริเวณนี้มีพระราชวังและอนุสาวรีย์ที่ลอร่า เรียกมันว่า “ไอ้จู๋” ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม
“ไอ้จู๋”ที่เธอเรียกจนเสียหายนั้น อันที่จริงมันคือ Dutch National Monument ถูกสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงผู้เสียสละชีวิตให้กับชาติในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้านข้างของดัมสแควร์ ยังมีพิพิธภัณฑ์มาดามทุชโซ่ ซึ่งฉันทำแค่เพียงไปเกาะกระจกดู แล้วถ่ายรูปพี่สาวคนโตเก็บเอาไว้ (Jennifer Lopez) จากบริเวณด้านนอกเท่านั้น

ภาพบน : สวัสดีค่ะพี่สาว..หน้าตาเราคล้ายกันจริง ๆ แหะ แหะ

ภาพบน : ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์มาดามทุซโซ่


ลานกว้างของดัมสแควร์ในวันนี้ มีผู้คนมาแต่งตัวเลียนแบบหนัง Star War ฉันเดินไปเลาะเลียบฟังดนตรีที่มาแสดง ณ ลานแห่งนี้ เริ่มเบื่อ ๆ ก็เริ่มเดิน โดยคราวนี้ ฉันปล่อยตัวให้ตามฝูงชนเข้าไปในซอยเล็กซอยน้อย

ภาพบน : ภาพบน : รีบ ๆ เล่นหน่อยค่ะพี่ เดี๋ยวตำรวจมาไล่ที่นะคะ

ภาพบน : บอกแล้วว่าให้รีบเล่น

ณ ตรงนั้น...ฉันรู้สึกได้ถึงสิ่งไม่ดี รวมทั้งเรื่องโลกีย์และสิ่งผิดกฎหมาย ก็ร้านรวงแถวนี้ มีแต่ร้าน Coffee shop หรือที่รู้ ๆ กันในเมืองว่า มันคือร้านสูบกัญชานานาชนิด ฉันเริ่มเห็นคนสีผิวมากขึ้น มากขึ้น และมากขึ้น บ้างก็เดินโซซัดโซเซมึนเมาจากอบายมุขตัวใดตัวหนึ่ง แต่เมื่อถลำเข้ามาแล้ว ฉันก็ต้องทำมึน แต่ไม่เมา ใจกล้าเดินบ้าตามฝูงชนต่อไปเรื่อย ๆ

ถึงแม้ว่าฉันจะมาเพียงคนเดียว แต่ก็ไม่ได้แสดงตัวให้ผู้อื่นสังเกต ค่าที่ฉันพยายามเอาตัวเข้าไปรวมกลุ่มกับผู้คนที่เดิน ประหนึ่งมั่วนิ่มว่าเป็นเพื่อนกับใครคนใดคนหนึ่งที่เดินอยู่ในนั่นแหละ

ภาพบน : ไม่มีกาแฟเหรอคะพี่...จะซื้อไปฝาก บก.โอเคฯซะหน่อย

เดินไปเดินมา ฉันมาโผล่ในย่านโสเภณี (Red light Street) เข้าจนได้
ชะตาเรา..ต้องกันนัก ไม่ตั้งใจเจอ ก็ได้เจอ

ธุรกิจในช่วงตะวันยังไม่ตกดิน ยังคงดูเงียบเหงาสำหรับแม่หล่อนที่ยืนอยู่ในห้องกระจกทั้งหลาย
ในยามที่ฉันเดินผ่านไปแต่เพียงผู้เดียวเช่นนี้ ฉันจึงเป็นฝ่ายถูกโสเภณีมองเสียมากกว่าที่ฉันจะกล้ามองพวกเขาให้เต็มตา แม้กระนั้นก็ตาม สิ่งที่ฉันมั่นใจและสามารถฟันธงได้ว่า งานนี้ คุณน้องชาย พี่ชาย คุณลุง หรือคุณปู่ กระทั่งคุณทวด หากมา Red light street พวกเขาก็ยังสามารถหาผู้หญิงในสเป็คเจอได้ที่นี่ทั้งหมด ก็ขนาดคุณยายวัยดึก ยังทิ้งเชี่ยนหมากไว้ที่บ้าน เพื่อมานั่งในตู้กระจกรับจ็อบกับเขาเลย

ไม่รู้ว่าตอนรับงาน คุณยายจะถอดฟันปลอมวางไว้ ป้องกันการหลุดร่วงจากปากรึเปล่านะ

สาวบางคนที่ฉันเห็น ดูเยี่ยงไรก็คล้ายกระบือไม่มีผิด ไม่ว่าจะเป็นผิวพรรณ ขนาดลำตัว ลำแข้งที่เป็นมัด ๆ แถมอ้วนอย่างไม่เกรงอกเกรงใจใครอีกต่างหาก หนุ่ม ๆ เห็นเธอ อาจอยากเป็นชาวนาขึ้นมาทันที

ถ้าความคิดของฉันพูดได้ ป่านนี้..คงจะไม่ได้ก้าวขาออกมาจากที่นั่นเสียแน่แท้

ถ้าไม่โดนตบจนตายคาฝ่าพระบาทน้องกระบือคนนั้น ก็อาจจะถูกทาบทามให้ร่วมวงการเพราะอีกตู้ข้าง ๆ ก็กำลังขาดกระบืออีกตัวหนึ่งอยู่พอดี
+++++++++++++++++++++++++++++++++

ภาพบน : อีกัวน่าตกใจอีกแล้ว...นึกว่าของจริง ..เพื่อนกันค่ะ เพื่อนกัน

ค่ำแล้ว..ฉันหิวจนเดินไม่ไหว ขาก็ปวด ท้องก็ว่าง
ฉันเดินบิดซ้ายบิดขวา แล้วเดินเข้าร้านซุปเปอร์มาเก็ต
สำรวจดูราคาแซนวิสที่ลดราคา (แล้ว) ของวัน ยังคงเหลือ 2.25 ยูโร (112.50 บาท) ซึ่งไม่น่าพอใจ ฉันจึงเก็บท้องให้ว่างต่อไป แล้วรอกลับไปกินที่บ้านเพราะลอร่าจะทำสปาเก็ตตี้ให้กิน
+++++++++++++++++++++++++++++++++

ฉันตัดสินใจใช้รถไฟ tram เป็นครั้งแรก ซึ่งมันก็ไม่ยากเย็นนัก ถ้าหากเราใจกล้าและหน้าด้านบ้างเล็กน้อย
ที่บ้าน ฉันพบซากเดิมของลอร่าที่กำลังนั่งเพลินอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เหมือนตอนที่ฉันออกไปจากบ้านในตอนเช้า
ฉันผิดหวังเป็นที่สุดเมื่อได้ยินลอร่า พูดว่า “ไม่มีอะไรกิน” (อยากเป็นก่องข้าวน้อยฆ่าเพื่อนแล้วเนี่ย)
เธอว่าเธอขี้เกียจออกจากบ้านไปซื้อของกิน แล้วจึงหันมาถามฉันว่า หิวหรือไม่
จะให้ฉันตอบอะไรกับเจ้าของบ้านได้ นอกจากการคว้าซองมาม่า มาต้มกินเป็นอาหารมื้อเย็น
คืนนี้...ฉันอาจจะยังเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางเมื่อวานอยู่ เพราะหมดเรี่ยวหมดแรงตั้งแต่หัวค่ำ
+++++++++++++++++++++++++++++++++
ท้ายบท
- พิพิธภัณฑ์ Rijk Museum เป็นศูนย์รวมของศิลปินโลกมากมายเชิญตามลิงค์นี้ไปกันเลยนะคะ
http://www.rijksmuseum.nl 
เว็บไซด์นี้ มีภาพมุม 360 องศา ที่น่าดูมากค่ะ
- ขอบคุณ link ภาพวาดของ Vermeer :
http://madamepickwickartblog.com/counterfeiting-a-visual-world/

โดย tanthainium

 

กลับไปที่ www.oknation.net