วันที่ เสาร์ ตุลาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อย่าได้แคร์ก็แค่ยุโรป DAY 3 เที่ยวนอกเมืองในหมู่บ้านกังหันลม


ลอร่า ออกไปทำงานแต่เช้า ส่วนฉันนั่งทำการบ้านเรื่องการเดินทางสำหรับวันนี้

มันจะเป็นการเที่ยวนอกเมืองอัมสเตอร์ดัมไปยังหมู่บ้านซานส์ สคันส์ (Zaanse Schans)

เมื่อฉันลงรถไฟ tram ที่สถานีรถไฟกลาง ที่นั่น...ฉันยืนบื้ออยู่พักใหญ่ ก่อนจะเข้าไปหาเจ้าหน้าที่ของสถานี

ภาพบน : ที่หน้าสถานีรถไฟกลางอัมสเตอร์ดัม มีคุณลุงเล่นดนตรีเปิดหมวกอยู่

ฉันแอบชื่นชมการทำงานที่มีระบบระเบียบของหน่วยงานนี้ ที่มีทั้งโต๊ะประชาสัมพันธ์สำหรับนักท่องเที่ยวในหลาย ๆ จุด เมื่อเจ้าหน้าที่ใจดีได้อธิบายอย่างละเอียดแล้ว ฉันจึงบ้าไปกดซื้อตั๋วรถไฟอัตโนมัติด้วยตัวเองเพราะเคยอ่านหนังสือแนะนำมาว่า ถ้าเราไปซื้อตั๋วที่เคาน์เตอร์กับเจ้าหน้าที่โดยตรง เราจะต้องจ่ายเงินค่าธรรมเนียมเพิ่มอีก 1 ยูโร

ฉันก็เพียงอยากฉลาดมากกว่านักท่องเที่ยวคนอื่นบ้าง ก็เท่านั้นเอง

จนแล้วจนรอด..ก็โง่เหมือนเดิม เพราะมาพบทีหลังว่า ตั๋วที่ซื้อนั้นถูกเส้นทางแล้ว.......แต่ผิดสถานี

ฉันต้องไปเปลี่ยนตั๋วกับเคาน์เตอร์จนได้

 แต่มันก็ไม่ได้แพงอะไรนักกับตั๋วไปกลับในราคา 4.70 ยูโร (ประมาณ 235 บาท)

รถไฟที่นี่ตรงต่อเวลาและทุกนาทีมีความหมายจริง ๆ รถเคลื่อนขบวนเวลา 11.16 น.และถึงเวลา 11.33 น.ตรงเป๊ะ ไม่มีเบี้ยว

ขณะรถไฟเคลื่อนไปข้างหน้าฉันนั่งกางโฉนดที่จดมาจากสถานีรถไฟและนับสถานีไปด้วย เป็นการกันเหนียว

เมื่อถึงสถานี Koog-Zaandijk มีนักท่องเที่ยวลงที่นี่จำนวนไม่น้อย ซึ่งก็เดาได้ไม่ยากว่า พวกเขาคงจะไปจุดหมายเดียวกันกับเรานั่นแหละ

เด็กวัยรุ่นชาวญี่ปุ่นหลายคนเดินลุยนำหน้า ฉัน “ใช้” พวกเขาเป็นเครื่องมือป้องกันเดินหลงทางอยู่ข้างหลัง หรือถ้าหลง อย่างน้อยฉันก็ไม่ได้หลงคนเดียว

เวลาที่พวกเขาหยุดถามทาง ฉันก็หัวหมอ เดินชะลอช้า ๆ แล้วแอบฟังไปด้วย นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะมากันเป็นคู่ ใช่ว่าจะเป็นชายหญิง หากแต่เป็นเพื่อนเพศเดียวกันเสียมากกว่า ส่วนฉัน..เดินตามพวกเขาอย่างเหงา ๆ แต่เพียงผู้เดียว

ไม่ไกลจากสถานีรถไฟ...มีป้ายอธิบายการเดินทางไปในหมู่บ้าน แถมมีตู้เอกสารท่องเที่ยว สำหรับแจกฟรีอีกต่างหาก อากาศแปรปรวนที่นี่..คงจะไม่สนุกนักหากจะแจกเอกสารโดยไร้ที่กำบัง คนดัชต์จึงทำเอกสารใส่ไว้ในตู้สแตนเลส แล้วให้เราใช้คันโยกกดลงเมื่อต้องการเอกสารนั้น ๆ

ฉันเห็นหนุ่มญี่ปุ่นทั้ง 4 คน ช่วยกันโยกคันโยกอย่างเมามันส์และถี่กระชั้นชิด เพื่อเขาทุกคนจะได้ถือไปคนละใบ แต่ให้ทำอย่างไร เอกสารก็หล่นมาเพียงแค่แผ่นเดียวเท่านั้น ฉันเดินเข้าไปรุมดูความพยายามของพวกเขาใกล้ ๆ แล้วปล่อยให้เขาเดินจากไปด้วยความผิดหวังพร้อมเอกสารแจกเพียงแผ่นเดียว

เพื่อกันการหน้าแหกหมอไม่รับเย็บ ฉันปล่อยให้น้องยุ่นเดินเลยไปห่าง ๆ สักพัก จากนั้นฉันจึงพยายามทำบ้าง

ฉันก้มลงไปอ่านคำอธิบาย ก่อนจะเห็นป้ายเขียนไว้ว่า “หลังจากได้รับเอกสารแล้ว คนต่อไปจะต้องรออีก 25 วินาที เพื่อให้กระดาษโหลดเข้ามา” ฉันยังไม่ได้โยกอะไร ก็พลันได้ยินเสียงกระดาษข้างในเคลื่อนที่ เพียงโยกแค่ครั้งเดียว ฉันก็ได้เอกสารนั้นมาครอบครอง

เรื่องนี้สอนให้ฉันรู้ว่า ..ใจเย็นเอาไว้ อดทนและรอบคอบอีกนิด ทุกอย่างก็จะดีเอง...

ฉันปล่อยให้น้องยุ่นเดินไปเรื่อย ๆ แต่ตัวเองหยุดเดินตามพวกเขา เมื่อเห็นป้ายในซอกหลืบเล็ก ๆ ที่เขียนว่า “ทางไปท่าเรือ Juliana vere ferry” ฉันลองเสี่ยงเดินเข้าไปดูแล้วจึงพบว่ามันคือโป๊ะข้ามเรือจริง ๆ

ตรงนั้น..มีนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่นกำลังยืนรอเรืออยู่พอดี เมื่อเรือมาถึง ฉันก็เข้าไปกระแซะถามคุณลุงประจำโป๊ะว่าเรือนี้จะไปไหน..คุณลุงว่าใช้ข้ามไปหมู่บ้านซานส์ สคันส์ ซึ่งเป็นบริการฟรี ฉันจึงกระโดดขึ้นโป๊ะทันทีเมื่อได้ยินคำว่า “ฟรี” เต็มรูหู

ไม่รู้ว่าป่านนี้..น้องยุ่นพวกนั้น มันจะหลงไปเข้าดงพงป่ากันไปถึงไหน ฉันไม่กล้าคุยกับพวกเขาหรอก เพราะตัวเองก็ไม่แน่ใจว่าตัดสินใจถูกหรือไม่

มาได้โล่งใจก็เมื่อเห็นน้องยุ่นปี่ เดินสวนฉันในหมู่บ้านนั่นแหละ

“เฮ้อ..พวกนายจะรู้ไหมนะ ว่าฉันแอบเป็นห่วงแก เจ้าอายิโนโมโต๊ะ เอ๊ย” ฉันนึกบ่นพวกเขาในใจที่ไม่ช่างสังเกตสังกา

ภาพบน : บ้านเล็ก น่ารัก

หมู่บ้านซานส์ สคันส์ น่าจะถูกสร้างขึ้นเพื่อเอาใจนักท่องเที่ยวเสียมากกว่า เพราะมีทั้งเรื่องราวประวัติศาสตร์ของกังหันลมที่เป็นเอกลักษณ์ของประเทศ แถมมีบ้านชนบทสไตล์ฮอลแลนด์ ที่ดูกี่ทีก็ไม่เบื่อ ก็มันเล็ก น่ารักและกะทัดรัด กระจุ๋มกระจิ๋มกันเสียจริง

ภาพบน : หลงรักเธอเหลือเกิน รู้ตัวบ้างไหม

ภาพบน : เข้าไปเลยบ้านทำชีส

ภาพบน : ชิมไป มองหน้าคนหั่นชีสไป...ทำไมมันอร่อยอย่างนี้นะ

ฉันเดินลัดเลาะดูบ้านเรือนหลังเก่า ๆ แล้วชมการสาธิตวิธีการทำชีส ที่นั่นมีชีสนานาชนิดให้ชิม เพื่อให้นักท่องเที่ยวจับจ่ายติดไม้ติดมือกลับไป

สำหรับฉัน..กำลังหิวอยู่พอดี

“เอาเหอะน่า ชีสก็ชีส อ้วนก็ช่างมัน” แต่การกินชีสแค่สองสามเส้น มันไม่ได้ช่วยอะไรกระเพาะฉันเลย

ขนมปังแข็ง ๆ แล้วทาด้วยน้ำพริกเผา ที่ฉันหิ้วมาจากเมืองไทย อัดด้วยหมูหยอง..เฮ้อ..ยังไงก็ไม่เหมือนข้าวอยู่ดี

ภาพบน : กำลังสอนฉันใช่ไหมจ๊ะ ว่าให้ชะโงกดูเงาตัวเองเสียบ้าง

+++++++++++++++++++++++++++++++++

ฉันใช้เวลาเดินเที่ยวดูการทำรองเท้าไม้ แล้วจึงหันหัวกลับเข้าเมืองในช่วงบ่าย

ภาพบน : ด้านหน้า..มีรองเท้าไม้ใหญ่มาก

ภาพบน : ชอบจักรยานคันนี้จัง

ภาพบน : ภาพสมัยก่อน ที่ใคร ๆ ก็ใส่รองเท้าไม้กัน

ภาพบน : หมู่บ้านในสมัยก่อน..คลาสสิกมาก

ภาพบน : การทำรองเท้าไม้ด้วยมือ ก่อนเทคโนโลยีจะเริ่มเข้ามา

ภาพบน : รองเท้าที่เรียงรายขายตามขนาดของไซส์

รถไฟที่นั่งในขากลับ เป็นทิศทางที่จะไปอัมสเตอร์ดัม แต่เพื่อความแน่ใจว่าจะไม่ต้องนั่งเล่นให้เสียเวลา ฉันจึงถามชายแก่ที่นั่งอยู่ด้านตรงข้ามบนรถไฟว่า

“ขอโทษนะคะ รถไฟสายนี้ จะไปถึงสถานีรถไฟกลางอัมสเตอร์ดัมหรือเปล่าคะ” ฉันถามอย่างสุภาพ

“I guess so” คำตอบที่แปลเป็นภาษาไทยว่า “คงอย่างงั้นมั้ง” มันเป็นคำตอบแบบไม่แทงกั๊ก

“ตอบอย่างนี้ แถวบ้านฉันเรียกว่า กวนโอ๊ย นะลุง” ฉันพูดเป็นภาษาไทยคนเดียว

เมื่อรู้สึกว่าชายคนนั้น นอกจากแก่แล้วยังไร้ประโยชน์ ฉันจึงเอาแผนที่ขึ้นมากางอ่าน ประหนึ่งว่าอยากให้เขารู้ว่าฉันถามเพราะฉันเป็นนักท่องเที่ยว ไม่ใช่คนท้องถิ่น

ลูกเล่นการแสดงที่แม้บทไม่เด่นเท่าแอน ทองประสม ของฉัน ก็พอได้ผลกับอีตาลุง

“ฉันก็จะไปอัมสเตอร์ดัมเหมือนกันนะ” เขาพูดกับฉัน

“ขอบคุณค่ะ” ฉันตอบ

ฉันจำได้ว่า 17 นาที ตอนขาไปหมู่บ้านซานส์ สคันส์ มันช่างรวดเร็วเสียเหลือเกิน แต่ 17 นาทีตอนขากลับที่ฉันต้องนั่งประจันหน้ากับตาลุงบ้าคนนี้ มันช่างยาวนานเสียนี่กระไร

ก็ตาลุง เริ่มมีงูเลื้อยออกมาจากหัว แล้วนั่งจ้องหน้าฉันมาตลอดทางนะสิ

ฉันนั่งบิดหน้าไปทางอื่นจนคิดถึงหมอนวดวัดโพธิ์ขึ้นมาทันที..ปวดคอจัง...

+++++++++++++++++++++++++++++++++

ที่หน้าสถานีรถไฟกลาง Amsterdam Centrum ฉันมั่นใจ แต่ไร้สติ (เหมือนเคย)เดินไปตามถนน ที่คาดว่าจะไปโผล่พิพิธภัณฑ์แอนนา แฟร้งค์ ได้ ฉันคงเพลิดเพลินที่ได้เดินในย่านคนเอเซียด้วยกระมัง จึงไม่ค่อยสนใจนักว่า ตัวเองอยู่ส่วนไหนของอัมสเตอร์ดัม

ภาพบน : มาเที่ยวฮอลแลนด์ทั้งที...ต้องมีทัวร์จักรยานด้วย

ภาพบน : ย่านนี้ คนเอเซียเยอะดี

ฉันหยุดดูราคาอาหารไทย แบบอยากรู้อยากเห็น ราคาผัดไท ที่นั่น จานละ 10 ยูโร (500 บาท)

โคตะระแพง สำหรับฉันเลย..ผัดไท ที่บ้านนอกฉัน ใส่เส้นเล็กตอกไข่เป็ดใบใหญ่ 2 ฟอง ขยุ้มมะม่วงเปรี้ยวสับ ๆ แล้วแถมด้วยถั่วคั่วและถั่วงอกกองใหญ่..แค่ 20 บาทเอง..

ณ ร้านอาหารไทย ฉันหยุดยืนมองดูชีวิตคนไทยที่นั่น ด้านในครัวกำลังยุ่งวุ่นวายอยู่กับการทำอาหารตามสั่ง เสียงแม่ครัวพูดเป็นภาษาไทยว่า “กระเพราหมู ใส่พริกไป 3 เม้ด” ตามมาด้วยกลิ่นที่อบอวลของใบกระเพรา โชยมาแตะจมูก...แค่นี้ ฉันก็แทบบ้า จนอยากควงปืนปล้นข้าวผัดกระเพรา จานนั้นเสียเหลือเกิน

ทำไมนะ..อะไรที่ใกล้แค่เอื้อม แต่กินไม่ได้ มันจึงมีพิษสงร้ายกาจ จนทำให้เราทรมานกายและใจได้ถึงเพียงนี้

และทำไมนะ..คนที่เราอยากรัก แต่เขามีเจ้าของแล้ว..มันจึงน่าทรมานพอ ๆ กับผัดกระเพราหมู จานนี้เลย

อยากกิน...แต่กินไม่ได้..(ฉันไม่ได้พูดถึงคุณหรอกค่ะ แบรด พิทท์)

+++++++++++++++++++++++++++++++++

ก็เพราะผัดกระเพราจานนั้น มันจึงทำให้ฉันอยากกินข้าวเต็มแก่

ฉันจึงเดินเข้าร้านซุปเปอร์มาร์เก็ต ที่ขายแต่ของเอเซีย แล้วคว้าข้าวแกงเขียวหวานแช่แข็งมากินเป็นมื้อเย็น..จะว่าไป ไอ้ข้าวกล่องอัดตู้เย็นที่ฉันเห็นใน 7 Eleven ที่บ้าน..ปกติแล้วฉันไม่เคยเหลียวแลพวกมันสักเท่าไหร่..แต่สำหรับตอนนี้..ที่นี่อัมสเตอร์ดัม..มันคือพระเจ้าจริง ๆ 

..โอ้ววว จอร์จ มันยอดมาก !!!

ฉันเดินกระเซอะกระเซิงมาโผล่ถิ่นเก่า คือย่านโสเภณี (Red light street) ได้ยังไงก็ไม่รู้ มาหลงคราวนี้ ฉันใจคอไม่ค่อยดีนักเพราะคราวก่อน ลอร่าก็ถามติดตลก เมื่อรู้ว่าฉันมาแถวนี้ว่า “กระเป๋าตังค์เธอยังอยู่หรือเปล่า”

ภาพบน : สวนเรมแบรนด์ เลียนแบบภาพวาด night watch

ฉันกึ่งวิ่งกึ่งเดินเพื่อให้พ้นย่านโลกีย์และกัญชา แล้วมาโผล่ที่สวนศิลปินเรมแบรนด์ (Rembrandt) ที่สร้างเลียนแบบภาพ Night Watch ( ดูภาพได้ตอนที่แล้ว DAY2 นะคะ) ที่นี่มีผู้คนมากมายมานั่งดื่มและกินตามร้านอาหารและบาร์ ซึ่งส่วนใหญ่ เขาจะเลือกที่นั่งด้านนอกเพื่อชื่นชมบรรยากาศและแสงแดด

นี่ถ้าเป็นกรุงเทพ..ป่านนี้คงเมาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กันก่อนเมาเบียร์เป็นแน่

ที่ลานสวนศิลปิน..มีจิตรกรนักวาดมากมายมาตั้งสินค้าของตนเอง ผลงานของพวกเขาเรียกว่า “เนี้ยบ” ไม่แพ้ครูบาอาจารย์รุ่นเก่าเลย ฉันถ่ายภาพบรรยากาศถนนและลานสินค้าอยู่เพลิน ๆ พลันก็มีจิตกรหญิงวัยกลางคนคนหนึ่ง ไล่ตะเพิดฉันอย่างหยาบคายและไม่ยอมให้ถ่ายรูป

ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมเธอจึงได้หวงนักกับผลงาน หากคุณป้ากลัวว่าจะถูกเอาผลงานของเธอไปเผยแพร่นั้น คุณป้าอาจไม่รู้ว่าสมัยนี้มันมีหลายวิธีกว่าฉันถ่ายภาพตามถนนนัก

ฉันก้มหัวคำนับและกล่าวคำขอโทษอย่างสุภาพแล้วเดินจากมา ประหนึ่งให้เธอรู้ว่า ไล่ฉันอย่างสุภาพเหมือนอย่างที่ฉันกล่าวขอโทษอย่างสุภาพเช่นนี้ก็ได้ ไม่เห็นจะมีใครประนาม..หรือคนบ้านฉัน อาจจะมีมารยาทมากกว่าก็เป็นได้

+++++++++++++++++++++++++++++++++

แม้จะหิ้วข้าวแกงเขียวหวานกลับบ้านอยู่ในมือ แต่ขนมปัง 2 แผ่นประกบ ไม่ได้ทำให้ฉันหิ้วท้องได้ทั้งวันหรอก

ความหิว..ทำให้ฉันเลิกเป็นคนช่างเลือกกิน แล้ววิ่งเข้าร้าน Febo เพื่อซื้อเฟร้นฟรายมาสวาปาม

ดูเหมือนว่าร้านเฟโบ จะมีอยู่ทั่วถิ่นในอัมสเตอร์ดัมเลยทีเดียว มันเป็นตู้อาหารหยอดเหรียญ ที่ 1 ตู้จะมีอาหาร 1 อย่าง และทุกอย่างก็จะเป็นอาหารขยะ” ทั้งสิ้น

แม้เฟร้นฟรายที่เป็นของทอดอมน้ำมันเป็นอย่างดี แต่เฟร้นฟรายเหมือนอุ้มฉันให้ลุกและมีแรงเดินต่อไปได้ในวันนี้

ภาพบน : อยากได้สักคัน..เดินเริ่มเมื่อยแล้ว

ภาพบน : ถ้าซื้อของพวกนี้เป็นของฝากให้พ่อแม่...มีหวังกลิ้ง 3 ตลบแน่...จะโดนมือหรือเท้า อันนี้ไม่แน่ใจ

+++++++++++++++++++++++++++++++++

ฉันใช้ “ขา”เป็นตัวเลือกในการนำทางกลับบ้าน การเดินลัดเลาะดูนั่นนี่ไปเรื่อย ๆ คือการดื่มด่ำอัมสเตอร์ดัมอย่างใกล้ชิดของฉัน ก่อนออกเดินทางไปยังจุดหมายอื่นในวันพรุ่ง

ภาพบน : ทางเดินกลับบ้าน ลอร่า

ภาพบน : ผู้คนที่ผ่านมามีหลากหลายรูปแบบ

ภาพบน : ขับขี่ไปโทรไป

ภาพบน : เรือน่ารักดี

ที่อพาร์ทเม้นท์..ถ้า “มือ” ไม่ต้องมีเอาไว้เปิดประตู ฉันคงเอามือไปรีบคว้ากะทะเป็นสิ่งแรกที่กลับมาถึง

ขณะที่กำลังอุ่นอาหาร..ลอร่าแวะมากินข้าวด้วย ก่อนเธอจะไปประชุมต่อในตอน 2 ทุ่ม

คืนนี้..ฉันอยู่ดึก จนลอร่ากลับบ้านอีกครั้งในตอน 5 ทุ่ม

เรามีบทสนทนากันและเธอว่ารู้สึกใจหายที่ฉันจะต้องจากไป

ฉันเองก็เช่นกัน ..แต่หนทางข้างหน้า..ยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่กำลังรอให้ฉันไปพบเจอ

ขอบคุณมากนะเพื่อนรัก ..แล้วเราจะพบกันอีกในเดือนหน้าตอนขากลับกรุงเทพ..พร้อมบทสรุปของการเดินทาง

เธอเป็นคนแรกที่ฉันพบและจะเป็นคนสุดท้ายที่ฉันจาก..แล้วเราจะพบกัน

เร็วสุดก็พรุ่งนี้เช้า ช้าสุดก็ตอนขากลับของฉัน..ราตรีสวัสดิ์ ลอร่า...

โดย tanthainium

 

กลับไปที่ www.oknation.net