วันที่ อาทิตย์ กรกฎาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

...... ภัยจากตัวเอง โปรดระวัง


          วันก่อนตอบ Tag เพลงได้สอดแทรกเรื่องภัยใกล้ตัวจากการทำบล็อกไปแล้ว ขอเพิ่มเติมอีกสักนิดเกี่ยวกับเรื่อง 'ภัย' ที่อยู่ในตัวเรานี่ละค่ะ
         พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ว่า คนเรามี กิเลสอยู่ 10 อย่างที่พึงต้องสังวร และ ระวังอย่าได้ตกเป็นทาสของมันป็นอันขาด ในที่นี้ขอเรียก 'ทศมาร' เอ่อ ไม่เกี่ยวกับภริยาอดีตนายกนกขมิ้นนะคะ อันนี้ไม่เกี่ยวกับการเมืองค่ะ หรือว่าจะให้เกี่ยว? เกี่ยวได้กับทุกเรื่องที่มีคนเข้าไปเกี่ยวข้องล่ะค่ะ จะให้เกี่ยวกับ คมช เกี่ยวกับรัฐบาล หรือ เกี่ยวกับ ม็อบรักแม้วก็ได้หมด อ่านเสร็จแล้วจะหยิบตรงไหนไปเทียบเคียงกับกิเลสที่แต่ละคนมีและแสดงออกมาให้เห็นก็ได้ตามสบายนะคะ จะพยายามเขียนให้อ่านเข้าใจง่ายๆ

ทศมาร อันหมายถึง กิเลส ทั้ง10 มีดังนี้ คือ

มารตัวแรก ความยินดีพอใจในโลกียอารมณ์เย้ายวนทางกาม ความลุ่มหลงเมามัวต่างๆ เรียกว่า
โลภะ เกิดความเศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะยินดีชอบใจในอารมณ์ตามธรรมชาติ อย่างไม่ยับยั้งชั่งใจ

มารตัวที่สอง ความโกรธ ความไม่พอใจ คือ โทสะ เกิดความเศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะไม่ชอบใจในอารมณ์

มารตัวที่สาม ความหลง ความโง่ คือ โมหะ เกิดความเศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะความมัวเมาลุ่มหลง ไม่รู้สึกตัว
ปราศจากสติสัมปชัญญะ

มารตัวที่สี่ ความเย่อหยิ่ง ถือตัว คือ มานะ เกิดความเศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะความทระนงตนถือตัว 

มารตัวที่ห้า ความเห็นผิด ความดื้อดึง คือ ทิฏฐิ เกิดความเศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะความเห็นผิดจากเหตุผลตามความเป็นจริง

มารตัวที่หก ความสงสัย ลังเลใจในสิ่งที่ควรเขื่อ คือ วิจิกิจฉา เกิดความเศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะความสงสัยลังเลใจในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ผู้ถือคุณธรรม เป็นต้น

มารตัวที่เจ็ด ความหดหู่ หมองหม่น คือ ถีนะ เกิดความเศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะหดหู่ท้อถอยจากความเพียร

มารตัวที่แปด ความฟุ้งซ่าน คือ อุทธัจจะ เกิดความเศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะเกิดฟุ้งซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ

มารตัวที่เก้า ความไม่ละอายต่อการทำบาป ทำผิด ทุจริต คือ อหิริกะ เกิดความเศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะไม่ละอายในการกระทำบาป หรือที่เรียกว่า ขาด หิริ นั่นเอง

มารตัวที่สิบ ความไม่เกรงกลัวต่อบาป ต่อการทำผิด ต่อการทุจริต คือ อโนตตัปปะ เกิดความเศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะไม่เกรงกลัวผลของการกระทำบาป หรือที่เรียกว่า ขาด โอตัปปะ นั่นแล

          เพียงเราเกิดกิเลส หรือ ถูกมารตัวใดตัวหนึ่งเข้าครอบงำ ก็จะเกิดความเศร้าหมอง ขาดความสุขไปมากมาย แล้วเราจะหยุดมันได้ไหมคะ ในทางศาสนาพุทธนั้นมีทางแก้ไว้แล้ว แต่อาจจะฟังดูยากและทำยากสักหน่อย เพราะต้องถือศีลบำเพ็ญภาวนากันถึงขั้น พระอรหัรต์เลยทีเดียว จึงจะตัดกิเลสได้หมดจริงๆ

โสดาปัตติมัคค ฆ่า ทิฏฐิและวิจิกิจฉา
อนาคามิมัคค ฆ่า โทสะ
อรหัตตมัคค ฆ่า กิเลสที่เหลือ คือ โลภะ โมหะ มานะ ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ และ อโนตตัปปะ ได้ทั้งหมด

โสดาปัตติมัคคจิต 
มาจากคำว่า โสต ( กระแส คือ ไหล ) + อาปัตติ ( ถึงครั้งแรก ) + มัคค ทาง ) + จิต
รวมแปล ความว่า จิตที่ถึงครั้งแรกซึ่งทางอันเป็นกระแสแห่งพระนิพพาน
หมายความว่าตกกระแสที่ไหลไปสู่พระนิพพานเหมือนดังกระแส น้ำไหลสู่มหาสมุทร

โสดาปัตติมัคคจิต เกิดขึ้นแก่บุคคลใด บุคคลนั้นได้ชื่อว่าโสดาปัตติมัคคบุคคล หรือที่เรียกว่า พระโสดาบัน
ซึ่งพระโสดาบัน นี้จะมี โสดาปัตติผลจิต เป็นจิตที่ประหารกิเลส เป็นจิตที่ประหารแล้วซึ่งอกุศลจิต ๕ ดวง อันเป็นข้อห้ามใน ศีล 5 นั่นเอง เป็นจิตที่พ้นแล้วจากอบายภูมิโดยเด็ดขาด หมายความว่า พระโสดาบันเมื่อจุติแล้ว จะไม่ปฏิสนธิในอบายภูมิอีกเลย

อนาคามิมัคคจิต
มาจากคำว่า
( ไม่ ) + อาคามีกลับมา ) + มัคค ( ทาง ) + จิต
รวมแปลความว่า จิตถึงซึ่งทางที่ไม่กลับมาอีก
มีความหมายว่าเป็นผู้ไม่กลับมาปฏิสนธิในกามโลกอีก คือจะต้องไปเกิดเป็นพรหมบุคคล

ในพรหมโลกแน่นอน
อนาคามิมัคคจิต เกิดขึ้นแก่บุคลลใด บุคคลนั้นได้ชื่อว่าอนาคามิมัคคบุคคล หรือที่เรียกว่า พระอนาคามี
ซึ่พระอนาคาม เป็นี นี้จะมี อนาคามิมัคคจิต เป็นจิตที่ประหาร โทสะกิเลส อันได้แก่ ปิสุณาวาจา ผรุสวาท และ พยาบาท เป็นจิตที่พ้นแล้วจากกามโลกโดยเด็ดขาด หมายความว่า พระอนาคามีเมื่อจุติแล้ว จะไม่มา

ปฏิสนธิใน กามโลก
อีกเลย

อรหัตมัคคจิต มาจากคำว่า อรหัตต ( ผู้ควรบูชาอย่างยิ่ง ) + มัคค ( ทาง ) + จิต รวมแปลว่า จิตถึงทางที่เป็นผู้ควรแก่การบูชาอย่างยิ่ง
อรหัตตมัคคจิต เกิดขึ้นแก่บุคคลใด บุคคลนั้นได้ชื่อว่าอรหัตตมัคคบุคคล หรือที่เรียกว่า พระอรหันต์
อรหัตตผลจิต เป็นจิตที่กำลังประหารกิเลส กล่าวโดยจิต ก็กำลังประหารอกุศลจิตที่เหลืออีก ๕ ดวง เป็นจิตที่พ้นแล้วจากรูปโลกและอรูปโลกโดยเด็ดขาดพระอรหันต์เมื่อปรินิพพานแล้ว ไม่ต้องปฏิสนธิอีกเลย เป็นอันสิ้นภพสิ้นชาติ พ้นจากสังสารวัฏฏ์ ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป พระอรหันต์หมายความว่า เป็นบุคคล ที่ควรสักการะบูชายิ่ง เป็นบุคคลที่สิ้นอาสวกิเลสโดยสิ้นเชิงแล้ว และเป็นผู้ที่ไม่ต้องศึกษาต่อไปอีกแล้ว

         คำตอบที่พอทำได้สำหรับปุถุชนคนธรรมดาอย่าเราๆ คือ ตัวเราเอง ต้องมีสติ มีความยั้งคิด มีคุณธรรมในใจ มีหิริ โอตัปปะ มองโลกด้วยความเป็นจริง มีเหตุและผลไม่เพ้อฝัน ไม่ติดยึดในอัตตา อีโก้ของตนของหมู่คณะตน เป็นต้น

        คงยากนะคะ สำหรับคนที่กำลังผจญอยู่กับทศมารเหล่านี้ ที่จะหลุดพ้นบ่วงมารออกมาได้ เข้าใจเป็นอย่างดีค่ะ

        ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ขอบอกให้คนที่คิดว่าตัวเอง ละกิเลสได้แล้ว คือ เรื่อง อนุสัย ซึ่งหมายถึง กิเลสที่นอนนิ่งอยู่ในสันดาน เรียกว่า อนุสัยกิเลส ก็ได้ ขยายความก็คือ กิเลสละเอียดที่ตกตะกอนนอนแนบนิ่งอยู่ในจิต จนบางครั้งทำให้เข้าใจผิดคิดว่าไม่มี จนเมื่อกระทบอารมณ์อย่างแรงจึงแสดงตัวออกมา เหมือนตะกอนที่นอนอยู่ในตุ่มใหญ่ซึ่งมีน้ำใสอยู่ข้างบน พอถูกกวนแรงๆ ตะกอนจึงฟุ้งขึ้นมา ระวังกันไว้ด้วยนะคะ อย่าประมาทเจ้าตะกอนในตัวเองนี้

        วิธีง่ายๆสำหรับชาวพุทธในการลด ละ เลิก กิเลส (ทศมาร) ก็คือการสวดมนต์ภาวนา นั่งสมาธิ ท่อง “อิติปิ โส ภะคะวา ฯลฯ พุทโธ ภะคะวาติ” ทั้งหมดหรือบทใดบทหนึ่ง นึกภาวนาไปจนจิตสงบนิ่งแน่วอยู่กับอารมณ์ เมื่อระลึกถึงอยู่เนืองๆ ในทุกอิริยาบถ ทุกเวลา ย่อมส่งผลให้จิตสงบระงับจากราคะ โทสะ โมหะ มีจิตน้อมไปในพุทธภูมิเกิดหิริโอตตัปปะเหมือนอยู่ต่อพระพักรต์พระพุทธเจ้า ได้ศรัทธา สติ ปัญญา บุญบารมี เพิ่มไพบูลย์ขึ้น เกิดปิติปราโมทย์ยิ่งขึ้น สามารถข่มภัยและความกลัวได้ บรรเทาความทุกข์ได้

      ขอให้มีแรงสู้ทศมาร หรือ กิเลส10 ที่เข้ามาในชีวิตกันทุกคนนะคะ


        นอกจากที่พระพุทธองค์ได้สอนไว้ เรายังต้องผจญกับอีกหลายมารเชียวค่ะ อย่างเช่น

มารหัวใจ เรื่องนี้ ตัวใครตัวมันแล้วค่ะ เพราะปัญหาแต่ละคน คงไม่เหมือนกัน

มารหัวขน อันนี้ ป้องกันได้โดยมีครอบครัวเมื่อพร้อมนะคะ

ท้องมาน เขียนคนละอย่างแต่ก็นำความทุกข์มาให้ได้เหมือนกัน โบราณเค้าว่าคนงกดื่มน้ำคนเดียวจะท้องมาน ใช่ไหมคะ งั้นก็อย่า งก ค่ะ

โดย ปิรันญ่า

 

กลับไปที่ www.oknation.net