วันที่ อังคาร ตุลาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อย่าได้แคร์ ก็แค่ยุโรป DAY 6 มนุษย์แมงตด


DAY 6

แม้จะเข้านอนดึก แต่วันนี้ฉันกลับตื่นตั้งแต่ไก่ (ในเมืองไทย) ยังไม่โห่

มองออกมาทางหน้าต่าง...อากาศช่างหม่นมัว ฝนฟ้ามืดครึ้ม จนแทบไม่น่าเชื่อว่าเมื่อวาน ฉันยังนั่งตากแดดหน้าดำอยู่บนเรือสปีโดอยู่เลย

หรือว่าฟ้าและใครบางคนไม่อยากให้ฉันจากที่นี่ไปกันแน่นะ

ในเมื่อวันนี้ ไม่มีรายการท่องเที่ยวหลงเหลืออยู่อีกแล้ว ฉันจึงปล่อยให้เวลาผ่านไปเรื่อย ๆ

ในวันอ้อยอิ่ง..ฉันอืดอาดเก็บข้าวของเพื่อเดินทางต่อไป mama เก็บเสื้อผ้าที่ซักเอาไว้ตอนกลางคืน มาวางพับให้ฉันไว้เสียเรียบร้อย...ฉันรู้สึกว่า mama เป็นเหมือนแม่ที่ดูแลฉันอย่างดีเสียเหลือเกิน

อาการคำรามร้องอยู่ในลำคอของท้องฟ้าในเช้านี้..ทำให้ฉันได้รู้ว่า mama เป็นคนที่กลัวฟ้าร้องเป็นที่สุด ถึงขนาดยอมทิ้งช้อนส้อมในขณะที่เรากำลังกินอาหารเช้า แล้ววิ่งไปขึ้นเตียง ขังตัวเองอยู่ในห้องนอนเพื่อหลบฟ้า

Papa ว่า นี่คือความทรงจำที่ฝังรากลึกอยู่กับเธอมาตั้งแต่เด็ก ๆ และไม่สามารถแก้ไขอะไรได้เลยสักนิด

บทสนทนาบนโต๊ะอาหารในเช้านี้ ..จึงมีเพียงแค่ฉันและ papa เท่านั้น

การพบกันคราวนี้ของพวกเรา papa และ mama คงจะได้รู้จักฉันมากขึ้นอีกระดับหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องกระบวนการทางความคิดและการจัดการกับจิตใจ หรือสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามากระทบฉัน ซึ่งดูเหมือนเขาจะยอมรับความเป็น “ตัว” ของฉันที่ “โต” พอและเป็นตั๊กแตนที่มี “ปีก” ที่แข็งแรงใช้ได้

11 โมงแล้ว..มันเป็นเวลาที่ฉันแจ้งกับที่พักของคืนนี้ว่า ฉันจะไปถึงที่นั่น

ฉันเริ่มกังวลใจว่า ถ้าไปช้ากว่านั้นมาก ๆ แล้วเขาจะตัดเราออกจากการจองห้องพักหรือไม่

ฉันแพ็กกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว และใส่รองเท้าเพื่อเตรียมตัวเดินทางต่อไปอย่างครบครัน แต่คนที่จะต้องทำหน้าที่ไปส่ง ยังอยู่ในคราบชุดนอนและกำลังเพลิดเพลินกับการวิ่งหาอัลบั้มรูปของทุก ๆ คนในตระกูลของเขามาให้ฉันชื่นชม..ขอย้ำว่า..ทั้งตระกูล

เล่มแล้ว..เล่มเล่า..เฝ้าแต่ชื่นชม..จนเวลาผ่านไปถึงบ่ายโมงกว่า ๆ ...

ฉันรู้สึกตะหงิดใจว่า..papa คงไม่อยากให้ฉันจากพวกเขาไปเพราะเขาชวนฉัน ให้ออกไปขี่จักรยานกันก่อน

ฉันเต็มใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ขอร้องให้เขาโทรศัพท์ไปแจ้งกับทางโฮสเทลว่า ฉันจะไปสายกว่าเก่าเพียงเท่านั้นเอง

เมื่อจักรยานหันหัวพร้อมออกท่องเมือง เจ้าปรายฝนก็เริ่มโปรยเม็ดลง ประหนึ่งอยากขัดแข้งขัดขาไม่ให้ฉันได้ออกไปเที่ยว..

แผนของบ่ายนี้ จึงเปลี่ยนเป็นการไปบ้านไกด้าและอารีอีกครั้ง

++++++++++++++++++++++++++++++++++

ฟ้าฝนยังคงกระหน่ำ ประหนึ่งคนตีโพยตีพาย ร่ำร้องเมื่อรู้ว่าฉันกำลังจะตีจาก

พวกเรารวมอยู่กันในบ้านน้อยหลังเล็กเพื่อนั่งดูภาพถ่ายที่ฉันดาวน์โหลดใส่แผ่นซีดีมาให้ไกด้าและอารี

นับเป็นครั้งแรกในชีวิตของฉัน ที่ได้ดูผลงานภาพถ่ายของตัวเองผ่านจอโทรทัศน์..ฉันไม่รู้ว่ามันเรียกเครื่องเล่นนี้ว่าอะไร แต่มันน่าสนใจเสียเหลือเกิน

++++++++++++++++++++++++++++++++++

ฉันร่ำลากับไกด้าและอารี เป็นครั้งที่ 2 ก่อนที่ Papa และ mama จะขับรถไปส่งฉันถึงเมืองร็อตเตอร์ดัม (Rotterdam)

ฉันรับรู้ได้ ว่าไม่มีใครสักคนที่มีความสุขกับการเดินทางต่อไปของฉัน..ก็คงเพราะเขาเป็นห่วง

Papa มีสีหน้าไม่ใคร่ดีนัก เมื่อต้องเอาฉันมาปล่อยที่ โฮสเทล (Hostel) 

ภาพบน : โฮสเทลของฉันอยู่ตึกสีแดงมุมขวานี่แหละค่ะ ด้านบนสุดคือที่พักของอิฉันเอง

 “นี่คือสิ่งที่ฉันไม่ได้ดีใจเลยสักนิด ที่เธอต้องจากพวกเรา การเดินทางด้วยกันของพวกเราในสองวันที่ผ่านมา ถือว่าเป็นทริปที่วิเศษมากสำหรับพวกเราทั้ง 4 คน” papa กล่าวกับฉันในประโยคเกือบท้าย ๆ ก่อนเราจาก

Papa ลากกระเป๋าเจ้าเล็กอ้วนนั้นมาส่งฉันถึงด้านหน้าประตู แต่ฉันขอร้องไม่ให้เขาเข้าไป ด้วยไม่อยากให้เขารู้สึกสลดใจไปมากกว่านี้ กับความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงของความเป็นอยู่ของฉันเมื่อเทียบกับสองคืนก่อน

ฉันสวมกอดพวกเขาทั้งสอง ฉันถูกหอมแก้มครั้งแล้วครั้งเล่า จนรู้สึกได้ถึงความรักที่เขามีให้ฉัน

Papa คงจะรักฉันมาก ๆ เพราะแกจูจุ๊บแก้มฉัน จนเสียงดังไปถึงชั้นดาดฟ้าของโฮสเทล

ฉันรู้สึกเหมือนมีอะไรมาจุกตรงที่ลำคอ ในวินาทีสุดท้ายของการบอกลา

มันทั้งเศร้าและเหงา ประหนึ่งว่าเราถูกทอดทิ้งให้อยู่ลำพัง จนเคว้งคว้างไร้ที่ยึดเหนี่ยว

“ฉันอยากบอกเธอว่า ฉันภูมิใจในตัวเธอมาก เธอสามารถเดินทางมาได้ไกลเพียงลำพังถึงทวีปยุโรป ไม่ว่าข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แต่จงจำไว้ว่ามันคือทางเลือกในชีวิตของเธอ” นี่คือประโยคสุดท้ายที่ papa กล่าวก่อนจากลา

ต่อจากนี้ไป..ฉันจะต้องอยู่ด้วยตัวเองบนเส้นทางนักท่องโลกสะพายเป้ หญิงเดี่ยวคนนี้

เพราะฉะนั้น..แพง ๆ “ไม่”...แต่ ถูก ๆ “ใช่เลย”..

++++++++++++++++++++++++++++++++++

ภาพบน : บริเวณด้านใน

ภาพบน : ทางขึ้นไปชั้นบนสุดของตึก

ฉันลากกระเป๋าขึ้นบันไดไปเช็คอิน แล้วขึ้นห้องพักที่ได้รับเกียรติให้อยู่ชั้นบนสุดของตึก (ชั้น 4) และเห็นทิวทัศน์ด้านริมถนนอันงดงาม ห้องนี้ชื่อว่าห้อง Royal room มีเตียงทั้งหมด 8 เตียงและเป็นห้องน้ำรวมชาย-หญิง

นี่คือราคาที่ถูกที่สุดเท่าที่ ฉันจะหาได้แล้ว

ภาพบน : ถึงก่อนมีสิทธิ์ก่อน..อิฉันเลือกเตียงล่างค่ะ

ภาพบน : ยังแอบมีมุมน่ารักภายในห้อง 8 เตียงนี่อีก

ภายในห้องนั้น..ฉันพบวัยรุ่นชายหญิงชาวฟินแลนด์กำลังรื้อค้นข้าวของในกระเป๋าตัวเองจนกระจุยไปข้างหนึ่งบนเตียงของพวกเขา

ฉันจัดการเอาอาหารที่แบกมาจากเมื่อวานออกไปอุ่นกินเป็นมื้อเย็นที่ห้องครัวด้านล่าง

นี่เป็นอีกมื้อที่มีความสุขของฉัน....ข้าว...พริก....ไก่

++++++++++++++++++++++++++++++++++

ฉันออกเดินสำรวจพื้นที่โดยคร่าว ๆ ในแถบนั้น

เมืองร็อตเตอร์ดัม ในยามเย็น มันช่างเงียบเหงา จนฉันความโดดเดี่ยว อ้างว้าง มันกระโดดตะครุบใส่ฉัน อย่างไม่ทันตั้งตัว ฉันอยากกลับไปอยู่กับคนแก่ทั้ง 4 คนนั้นเหลือเกิน แต่อีกใจก็รู้ดีว่า อย่างไร ฉันก็ต้องกลับมาอยู่คนเดียวในทริปนี้ต่อไปวันยังค่ำ

ภาพบน : เมืองท่า...ร็อตเตอร์ดัม

ภาพบน : คุณพี่คนนี้...เขาอยู่ทุกที่ในร็อตเตอร์ดัม

ภาพบน : ดูไกล ๆ นึกว่า คุณพี่กำลังจะกระโดดตึก

ภาพบน : ชอบคุณพี่เขาจริง ๆ เลยค่ะ

ภาพบน : เขาเดินไปทั่ว

ภาพบน : เอ่อ...ผ้าขาวม้า สักผืนไหมคะ คุณพี่

 “มาลองกันสักตั้งดูซิ...ว่าเหงาแล้วจะตายไหม” ฉันประชดกับอารมณ์ที่ไม่ได้เป็นแขกรับเชิญแห่งวัน

อาจจะเป็นเพราะพิษห้วงอารมณ์ของเด็กน้อยที่เพิ่งถูกพ่อแม่ทอดทิ้งมา วันนี้..ร็อตเตอร์ดัม จึงยังไม่ได้ทำให้ฉันประทับใจอะไรนัก..ฉันจึงกลับมานอนเอาแรงได้งีบหนึ่ง...

ภาพบน : ที่สนามเด็กเล่น...เห็นแล้วอยากไปขี่ทากจัง...แต่กลัวหัก

ภาพบน : สวยโมเดิร์น

ภาพบน : อ้าว..มาอยู่ตรงนี้อีกคน

ในช่วงหัวค่ำนี้..ฉันได้เจอสมาชิกใหม่ในห้อง Royal room อีก 3 คน คนหนึ่งเป็นผู้หญิงบินเดี่ยวเช่นกัน แต่ดูท่าทางเธอจะมาที่นี่เพื่อทำงานเสียมากกว่า แต่อีก 2 คน..คือคนที่ฟ้าประทานมาให้ฉัน ในวันที่หัวใจฉันกำลังโดนความเหงาเศร้าเล่นงาน..ฟ้าลิขิตให้ฉันได้พบคนไทย ที่พวกเขาเป็นเด็กหนุ่มนักเรียนทุนหน้าตาน่ากินมาก โดยคนหนึ่งเป็นนักเรียนทุนนายร้อยอยู่ประเทศสเปน และอีกคนได้ทุนวิศวะ อยู่ที่เยอรมัน พวกเขาใช้เวลาในช่วงปิดเทอมด้วยการนัดพบและเดินทางท่องเที่ยวด้วยกัน

ความคิดถึงที่มีต่อ papa mama ไกด้า และอารี จึงถูกน้องสองคนนี้ ช่วยเจือจางลงไปได้บ้าง

++++++++++++++++++++++++++++++++++

คืนนี้..หญ้าอ่อนทั้งสองออกไปดื่มเบียร์สังสรรค์ ส่วนโคแก่อย่างฉัน เลือกที่จะเข้านอนเสียแต่หัวค่ำ

ในช่วงดึกสงัด ..ขณะที่ทุกคนในห้องกำลังหลับสนิท ฉันได้ยินเสียงคนขี้เมาเปิดประตูโพล่งเข้ามาภายในห้อง

เขาเดินมาที่เตียงที่อยู่ติดกับของฉัน แม้อยู่ในความมืดที่เลือนลาง แต่ฉันยังจำได้ว่ามันคือ “ไอ้ขี้เมา”ที่นั่งเล่นไพ่อยู่ด้านล่าง แล้วตะโกนเสียงโหวกเหวกโวยวายตลอดเวลา แถมด้วยคำหยาบคายทั้งหลายทั้งปวงที่บรรพบุรุษของมัน อาจไม่เคยสอนคำเหล่านั้นเสียด้วยซ้ำ

ก่อนนอนเมื่อตอนหัวค่ำ..ฉันยังได้ยินเสียงมันดังขึ้นมายังห้องนอนชั้น 4 ของพวกเราเลย...

ไม่คิดไม่ฝันว่า “มัน” คือเจ้าของเตียงนอนที่อยู่ติดกับฉันนี่เอง

“ไอ้ขี้เมา” มันตะโกนปลุกเพื่อนของมัน ที่นอนอยู่บนเตียงชั้นบน แต่ไม่รู้ว่าเพื่อนมันตายหรือเปล่า เพราะปลุกอย่างไรก็ไม่ยอมตื่น

ไอ้ขี้เมา ไม่เมาเปล่า แต่มันดันเป็นโรคหอบหืดกำเริบอีกต่างหาก...มันไอเสียงดังลั่นติดกันเป็นขบวนรถไฟ ซึ่งฉันมั่นใจได้ว่า ภายใต้ห้องอันมืดมิดและเสียงไอที่ดังในห้องสงัดนี้...ทุกคนต้องได้ยินและคงไม่มีใครได้หลับเป็นแน่ โดยเฉพาะตัวฉัน

หลังจากที่มันเผลอหลับไปได้พักหนึ่ง..ฉันรีบเลื้อยหา ear plug เพื่อเอามายัดอุดหูตัวเองในทันที เพราะไอ้บ้านี่ มันไม่ได้หลับเฉย ๆ แต่กลับละเมอเพ้อพบพูดจาไม่รู้เรื่องอยู่ตลอดเวลา

และที่หนักที่สุดคือพูดไปด้วย ตดไปด้วย

ช่วงหนึ่งที่มันละเมอก่อนการ “ตด” เป็นการจบท้าย มันพูดว่า “Hey !!! Respect your husband…..ปู้ดดดดดด”

(แปลว่า...เฮ้ย..ให้เกียรติสามีเธอหน่อยซี่)

และอีกหนที่ฉันจำได้คือ “ป้าดดดดดดด......” แล้วมันก็พูดต่อว่า “บิงโก”

นี่มันคน หรือตัวแมงตด กันแน่เนี่ย...

แถมในวันถัดมา ในขณะที่ฉันกำลังง่วนหาของที่อยู่ตรงนอกชาน...ไอ้ขี้เมา มันแปลงร่างเป็นผีซุปเปอร์แมน โดยใส่กางเกงในตัวเดียว เดินมาสะกิดหลังฉันแล้วว่า “ถ้าเธอจะออกไปข้างนอกห้อง อย่าล็อกกลอนนะ เดี๋ยวฉันกลับมา”

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ข้อมูลน่าสนใจจากเว็บไซด์ (อื่น)

รอตเตอร์ดัมกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการในช่วงแรกๆ ของการสร้างประเทศเนเธอร์แลนด์ของกษัตริย์วิลเล็มที่ 3 ในปี 1328 (โอ้ว เก่าขนาดนี้เชียวอ่ะ) เมืองในฮอลแลนด์นั้น มักจะตั้งชื่อตามภูมิศาสตร์ ถ้าอยู่ใกล้แหล่งน้ำ มักมีชื่อลงท้ายด้วย Beek เช่น Oosterbeek หรือถ้าอยู่ใกล้แม่น้ำใหญ่ มีเขื่อนปิดกั้น (กันน้ำท่วมส่วนอื่นของประเทศ) ก็จะมีชื่อลงท้ายด้วย Dam เช่น Zaandam รอตเตอร์ดัมก็คือหนึ่งในนั้น โดยตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ Rotte

ในยุคเก่ากึ๊กกั๊กนั้น รอตเตอร์ดัม ซึ่งเป็นเมืองท่าเรือเล็กๆ มีคู่แข่งสำคัญคือเมืองเดลฟท์ Delft และ ดอร์เดร็ค Dordrecht ซึ่งเมืองแรกนี้ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเขามีอะไรดัง แต่เหตุผลอะไรล่ะที่ทำให้รอตเตอร์ดัมเจริญเติบโตและกลายเป็นผู้นำด้านการขน ส่งทางเรือได้ขนาดนี้ - ในช่วงน้ำท่วมหนักในปี 1421 (Elizabeth Flood) รอตเตอร์ดัมรอดมาได้อย่างปลอดภัยเหมือนมีปาฏิหาริย์ ทั้งๆที่เมืองนี้ก็อยู่ถึงห้าเมตรต่ำกว่าระดับน้ำทะเล อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นเป็นต้นมา เมื่อคู่แข่งโดนกำจัดไป รอตเตอร์ดัมก็พัฒนาขึ้นมากลายเป็นเมืองท่าสำคัญทางตอนใต้ของฮอลแลนด์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสองเมืองท่าสำคัญคือ Antwerp และ Amsterdam โดยล้อมไว้ทำให้เรือเข้าออกไม่ได้เลย ในช่วงสงครามกับสเปนปี 1570 รอตเตอร์ดัมก็เลยได้หัวเราะทีหลังดังกว่า กลายเป็นเมืองท่าน้องใหม่เติบโตขึ้นท้าแข่งพี่ๆ รุ่นเดอะ

ผ่านมาหลายร้อยปีหลังจากนั้น เมืองนี้ก็ยังไม่หยุดการเติบโตเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ จนกระทั่งเช้าที่ท้องฟ้าสดในวันหนึ่งในต้นฤดูร้อน สงครามโลกครั้งที่สองก็ระเบิดขึ้น ฮิตเล่อร์กับแผนการอันชาญฉลาดของเขาไม่ได้มุ่งโจมตีไปที่เมืองหลวงของประเทศ คืออัมสเตอร์ดัม แต่เป้าหมายหลักคือการบอร์มบาดใจกลางกรุงรอตเตอร์ดัมเพื่อเป็นการตัดกำลัง ประเทศฮอลแลนด์ ในคืนวันที่ 14 พ.ค. ชาวเมืองรอตเตอร์ดัมที่ยังรอดตายจากการถล่ม ก็ได้แต่เพียงร่ำไห้ และช่วยกันค้นหาญาติมิตรที่ติดอยู่ในซากปรักหักพัง การรื้อฟื้นสร้างเมืองขึ้นใหม่ใช้เวลามากกว่าปี และนี่คือสาเหตุว่าทำไม รอตเตอร์ดัมจึงไม่มีอะไรเก่าๆสวยๆ แบบดัชต์ๆให้คุณได้ดูกันเหมือนเมืองอื่น ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบอะไรจากสงครามแม้แต่น้อย นักประติมากรรม Zadkine ได้สร้างที่ระลึกแห่งสงครามไว้หนึ่งชิ้นแก่รอตเตอร์ดัม คือ The Razed city (City without Heart ) ถ้าคุณแวะมารอตเตอร์ดัม อย่าลืมแวะไปชมรูปปั้นนี้นะคะ

ผลจากสงครามและการทำลายล้าง ทำให้เกิดโอกาสดีสำหรับนักออกแบบรุ่นใหม่ๆ ตึกรามบ้านช่องที่ยังพอหลงเหลืออยู่ในทุกวันนี้ กลายเป็นของแปลกท่ามกลางตึกรามบ้านช่องรูปทรงทันสมัยแปลกตา ที่เป็นกลายเป็นจุดดึงดูดความสนใจนักท่องเที่ยวผู้พิศมัยในความงามของการออก แบบและการก่อสร้าง ถ้าคุณเป็นหนึ่งในนั้น รอตเตอร์ดัมจะไม่ทำให้คุณผิดหวังเลยค่ะ

ทุกวันนี้รอตเตอร์ดัมกลายเป็นหนึ่งในท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ละปีมีคอนเทนเนอร์มากกว่าสามร้อยล้านตันผ่านเข้าออก และที่แน่อยู่แล้ว เมืองนี้กลายเป็นที่อยู่ของแรงงานจากต่างประเทศนับแสน หลากหลายประชากรจาก 135 ประเทศทั่วโลก อยู่ในเมืองนี้แค่เมืองเดียว เช่นเดียวกะแรงงานจากเมืองไทยตัวเล็กๆ ตาดำๆ คนนี้ด้วย

รอตเตอร์ดัม เป็นหนึ่งในสี่เมืองหลักของประเทศ นอกจาก Amsterdam, Den haag(The Hague), และ Utrecht ท่าเรือรอตเตอร์ดัมเองก็เป็นแหล่งอันตรายที่สุดในประเทศ เนื่องจากเป็นที่รวมของโรงงานเคมีภัณท์ โรงกลั่นน้ำมัน ทุกวันจันทร์แรกของเดือนเวลาเที่ยง คุณจะได้ยินเสียงหวูดสัญญาณเตือนภัยที่ทางจังหวัดเปิดซ้อมเพื่อทดสอบการได้ ยินเสียงของชาวเมืองทุกคนในเขตรอตเตอร์ดัมเพื่อเตือนภัยหากมีการรั่วไหลของ สารเคมีอันตรายและการระเบิดของโรงไฟฟ้าเพราะตัวเมืองไม่ได้เล็กกระจ้อย เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว เมืองรอตเตอร์ดัมในทุกวันนี้ได้ขยายออกจนข้ามอีกฝั่งของแม่น้ำ Maas (แม่น้ำเดียวกันที่ไหลผ่านบรัสเซลส์ เบลเยี่ยม) อีกฝั่งหนึ่งก็ติดแม่น้ำ Schie และเมือง Schiedam

รอตเตอร์ดัมประกอบไปด้วย 13 อำเภอย่อยคืออำเภอ Rotterdam, Charlois, Delfshaven, Feijenoord, Hillegersberg-Schiebroek, Hoek van Holland, Hoogvliet, IJsselmonde, Kralingen-Crooswijk , Noord , Overschie , Prins Alexander และ Pernis


สำหรับคนที่ชอบธรรมชาติ รอตเตอร์ดัมมีสวนสัตว์ที่ใหญ่และสวยติดอันดับของเนเธอร์แลนด์ และเขตนอกเมืองที่ร่มรื่น สวยงาม เหมาะแก่การปั่นจักรยานเรียบริมแม่น้ำ Rotte ไปชมสถาพธรรมชาติและชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ถ้าคุณมีเวลาก็สามารถแวะไปชม Kinderdijk กังหันลมมรดกโลกในเขตเมือง Lekkerland ที่ใช้เวลาเดินทาง 45 นาทีจากตัวเมืองรอตเตอร์ดัม การเดินทางไปยังเมืองอื่นในฮอลแลนด์ก็แสนง่ายดาย เพราะชุมสายรถไฟที่รอตเตอร์ดัมมีถึง 15 ชานชาลา และคุณจะเดินทางไปต่อยังประเทศเบลเยี่ยมและเยอรมันได้อย่างไม่ลำบากโดยรถไฟ อินเตอร์เนชั่นนอลที่จะผ่านมาทุกๆ หนึ่งชั่วโมง การเดินทางภายในตัวเมืองก็สะดวกสบาย เพราะรอตเตอร์ดัมเป็นเมืองเดียวในเนเธอร์แลนด์ที่มีทั้งรถไฟใต้ดิน รถไฟลอยฟ้า รถราง รถบัส เรือเมล์ และรถไฟวิ่งผ่าน และที่สำคัญไม่เหมือนเมืองอื่นคือ ไม่ว่ารัฐบาลจะริเริ่มทำอะไรมักจะมาทำที่รอตเตอร์ดัมก่อนเสมอ อย่างการเริ่มใช้โทรศัพท์ก็ผ่านการทดลองมาจากประชาชนเมืองนี้ก่อน ใครที่อยู่ในฮอลแลนด์จึงไม่ต้องสงสัยว่าทำไม หมายเลขประจำจังหวัดรอตเตอร์ดัมจึงเป็น 010 อัมสเตอร์ดัม 020 อูเทรค 030 ภายในปี 2008 นี้รอตเตอร์ดัมจะเป็นเมืองบุกเบิกการใช้บัตรชิปเพื่อการจ่ายค่าโดยสารรถ โดยสารในเมืองทุกชิดอีก หากการทดลองนี้เป็นผลดี ทุกเมืองในประเทศก็จะเปลี่ยนมาใช้การจ่ายค่าโดยสารกันแบบนี้

ขอบคุณข้อมูลร็อตเตอร์ดัมจากคุณลี่

http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=roydokmai&date=06-09-2005&group=7&gblog=2 

 


MusicPlaylist

โดย tanthainium

 

กลับไปที่ www.oknation.net