วันที่ ศุกร์ มีนาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

จาก 1 ปีในเยอรมัน สู่ชีวิต Backpacker ตัวน้อย (1)


นี้ก็1 ปีกว่าๆ แล้ว ที่ผมได้ไปใช้ชีวิตนักเรียนแลกเปลี่ยน AFS ในเยอรมัน

จากที่คิดว่า ไปแค่ไปเที่ยว แต่ผลที่ได้กลับมาให้อะไรผมในชีวิตหลายอย่างมากมาย

จนวันนี้ขณะที่เพื่อนๆกำลังเอนท์ทราน ผมก็ขอทุนไปเรียนต่อ เพื่อจะได้กลับไปเหมือนในช่วงเวลานั้นอีกครั้ง

จากวันที่ผมต้องลำลาพ่อแม่เพือนๆ เพื่อไปใช้ชีวิตอยู่ในเยอรมัน ผมก็รู้สึกว่าต่อไปนี้จะได้เจอโลกที่กว้างกว่าเดิมมาก

ความจริงแล้วทางบ้านผมเองก็พอจะมีฐานะแต่ก็ไม่ได้มากอะไร เคยได้ไปเที่ยวต่างประเทศบ่อยๆ

เพราะพ่อผมก็ทำงานเกี่ยวกับการท่องเที่ยวอยู่เหมือนกัน

แต่การไปครั้งนี้มันต่างจากทุกครั้งมากๆ เพราะไปตั้ง1ปีเชียว  

ครั้งแรกที่ลงจากสนามบินแฟรงเฟิตเราก็นึกอยู่ในใจ "เออ นี้หรือว่ะ เยอรมัน สนามบินเฟรงเฟิต กระจ๋อก กว่าสนามบินที่ กัวลาลัมเปอร์ตั้งเยอะ"

พอยิ่งได้ไปเดินในเมือง เดินห้าง ยิ่งรู้สึกว่า สยาม บ้านเรานี้โครตสวรรค์เลย

เพราะเมืองไม่ค่อยมีอะไร ห้างก็เหมือนกันทั้งประเทศ ที่โน้นเค้าไม่ได้เป็นขาช้อปแบบบ้านเรา

ตัวเลือกอะไรก็ดูจะน้อยกว่าเมืองไทย ยิ่งวันอาทิตย์อย่าหวังจะได้ออกไปไหนเลย ไม่ค่อยมีอะไรทำ(โดยเฉพาะหน้าหนาว)

ผมได้ไปอยู่ที่ เมืองฮัมบวก เมืองนี้เป็นเมืองท่าที่ใหญ่ที่สุดของเยอรมันและยุโรป เมื่อก่อนเคยเป็นรองแค่ นิวยอก เท่านั้น แต่หลังๆก็เจอ โยโกฮาม่า เจอเซี่ยงไฮ้ไล่ตี ฮัมบวกก็จ๋อยไป

พูดถึงฮัมบวกเราก็จะนึกถึงสโมสรฟุตบอล HSV ภาษาเยอรมันเรียกว่า ฮาเอสเฟา คนเยอรมันจะรู้จักฮัมบวกจากเป็นเมืองท่าและเมืองแห่งข่าวสาร นสพ.ชื่อดังในเยอรมันมักจะมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ฮัมบวกทั้งนั้น

ผมได้Hostที่ไม่ใช่ เยอรมันแท้ พ่อเป็นอินโดนีเซียแต่แม่เป็นเยอรมัน พ่อผมมาจาก สุราบาย่า เมืองใหญ่อันดับ2ของอินโด มาเรียนที่เยอรมัน บุพเพอะลาวาด ทำให้พ่อกับแม่ได้เจอกัน จนมีลูกๆถึง 4 คน

หากเมืองไทยบ้านที่จะถูกเรียกว่าอัจฉริยะคือ ลูกทั้งหมด จบเตรียมฯ จุฬา ธรรมศาสตร์ ได้ทุนเรียนต่อ แต่หากเปรียบบ้านผมที่เยอร ครอบครัวนี้อาจจะถูกเรียกว่า โครตอภิพญามหาอัจริยะ ลูกสาวคนโตเรียน Yell คนกลางเรีนย Harvard ลูกสาวคนเล็กเป็นAFSที่เมกา ที่บ้านก็เลยเหลือน้องชายคนเล็กคนเดียว คนน้องชายคนนี้ก็เรียนได้ที่1ตลอด โครตสุดทีน จริงๆ

ช่วงแรกภาษาเยอรมันของผมไม่กระเตือง ถึงขั้นว่าเรียนเท่าไรก็ไม่จำเพราะโครตโง่ เรียนแค่ภาษาไทยก็โง่แล้ว อังกฤษแล้วใหญ่ เจอเยอรมันไปโง่โครตๆ เอาว่าสื่อสารทางบ้านไม่รู้เรื่อง เพราะพ่อพูดอังกฤษไม่ค่อยได้ โชคดีที่มีภาษาจีน (พ่อเป็นอินโด เชื้อจีน) นิดหน่อย พอจะสื่อสารกับเค้าได้บ้าง

วันแรกที่ลงจากสนามบินแฟรงเฟิต เพียงจากนั้นแค่วันเดียวก็จับเรายัดเข้าโรงเรียน(ไม่ให้โอกาศเราทำใจบ้างเลย) โรงเรียนอยู่ใกล้บ้านเดิน5นาทีถึง แต่ดูจากสภาพแล้วน่าจะเป็นตึกแถวอาคารพาณิชย์ แถวๆลาดกระบังมากกว่า โรงเรียนที่เมืองไทย ขนาดใหญ่โตมโหราฬ แต่ที่โน้นเป็นตึกแถว โอ้!!!พระเจ้าจอรช์ 

แต่เข้าไปข้างในเท่านั้น เค้าจัดสภาพห้องเรียนดีมากๆ อุปกรณ์พร้อม เทคโนโลยีสุดๆ คอมพิวเตอร์เยอะกว่าจำนวนนักเรียน โอ้โหห รัฐบาลเค้าดูแลจริงๆ เปรียบดั่งสำนวนไทย ผ้าขี้ริ้วห่อทอง

วันแรกที่เค้าไปนี้จะเป็นอะไรที่ ป๊อปปูล่ามากๆ ใครว่าเรนส์มาเมืองไทยแล้ว สาวกรี๊ด ไอ้ผมกระเหรี่ยงจากไทยแลนด์ไปที่โน้น ฝรั่งรุมตอมยิ่งกว่า

ไอ้เราก็นึกว่าจะตอมไปตลอด1ปี ปรากฏว่า1ชั่วโมงมันก็เลิกเห่อ ช่างน่าเศร้าใจยิ่งนัก

มีคนเคยบอกว่านักเรียนไทยขี้อาย แต่เก่ง นักเรียนฝรั่งใจกล้า(หน้าด้าน) แต่โง่กว่า

อันนี้ดูจะจริง เพียงครูเรียกตอบคำถาม 19 คน ในห้องยกมือกันแย่งตอบทุกคน(ยกเว้นกระเหรี่ยงอย่างผม) ปรากฎว่าตอบผิดทุกคน มีแค่สาวน้อยที่เพิ่งย้ายมาจาก กวางโจ้ว ตอบถูกอยู่คนเดียว(ภูมิใจในผิวสีเหลืองของเรา)

การสูบบุหรี่ดูจะเป็นเรื่องปกติในสังคมเยอรมัน เด็ก 12 13 มันก็สูบกันแล้ว อายุขั้นต่ำที่โน้น คือ 16 ซื้อได้ทุกอย่าง

ไม่ว่าจะเปลี่ยนคาบ พัก กินข้าว ช่วงไหนที่มันไม่ได้เรียน ปากมันไม่เคยว่างจากนิโคติน

แต่แน่นอน เมื่อถึงเวลาเรียนแล้ว มันจะตั้งใจเรียนอย่างมาก และแย่งกันตอบคำถามอาจารย์ถึงแม้จะตอบผิดก็ตาม

ในห้องเรียนของเมืองใหญ่ๆในเยอรมัน เปอร์เซ็นต์นักเรียนที่เป็นชาวต่างชาติจะเยอะมากๆ ห้องผม มี 19 คน เป็นเติกส์ซ่ะ 7 เยอรมัน 5 รัสเซีย 3 จีน 2 ปินอย 1(ฟิลิปปินส์) และกระเหรี่ยงไทย อีก1

ทั้งนี้เพราะรัฐบาลเยอรมัน(เคย)มีนโยบายเรียนฟรี!!! ดึงดูดชาวต่างประเทศมาเรียนต่อ ดึงดูดไปดึงดูดมา ดึงไปเป็นที่3 ของโลก ที่มีชาวต่างชาตินิยมมาเรียนมากที่สุดรองจาก อเมริกาและอังกฤษ รัฐบาลเยอรมัน เลยเก็บชาวต่างชาติซักเล็กๆน้อยๆ 500 ยูโรซ่ะเลย(ไม่ฟรีซ่ะ แว้ว) ตามมาด้วยข่าวจะยกเลิกการอุ้มชูชาวเยอรมันให้เรียนฟรี เพราะรัฐบาลต้องเสียค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการเยอะมากๆ

จาก 1 วัน เป็น 1 อาทิตย์ จาก 1อาทิตย์เป็นเดือน จากเดือนเป็น 3 เดือน 4 เดือน .....

ในที่สุดเราก็พูดเยอรมันได้ อ่านการ์ตูนได้ พูดกับเพื่อนได้ และที่สำคัญเรียนได้

รู้สึกเหมือนเอาภูเขาออกจากอก เป็น 3-4 เดือนแห่งความกดดัน โฮสก็ด่าพูดเยอรมันไม่ได้(ลื่อไม่อยากูดจีน แวว) ฟังทีวีไม่รู้เรื่อง ต้องไปลงเรียนภาษาเยอรมันก็ยังมืนๆ ผลสุดท้ายสิ่งที่เข้ามาช่วยเราคือ การ์ตูนญี่ปุ่นภาคเยอรมัน

ซื้อมาอ่านแล้วนั่งแปล ซื้อมาอ่านแล้วนั่งแปล เช่าหนังภาษาอังกฤษsubเยอร ดูไปทุกวันๆ ก็โอเค อัลเลส ครา(ภาษาเยอรแปลว่า ทุกอย่างเรียบร้อย)

เด๋วมาเล่าให้ฟังใหม่น่ะครับ

โดย คุณผู้ชาย...ฮัมบวกนคร

 

กลับไปที่ www.oknation.net