วันที่ จันทร์ กรกฎาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

แม่ฮ่องสอน อ่อนละมุน 4: บ้านรวมไทย แสงตะเกียงลำไผ่...รอยยิ้มของพลทหาร


 

แรมรอน…ข้ามวัน ข้ามคืน ผ่านโค้ง ผ่านเขา เจอผู้คนและเรื่องราวมากมาย แต่ลึกๆ เรารู้และแอบลุ้น
อยู่ในใจว่า สถานที่ไฮไลท์แบบที่คนสไตล์เราจะดื่มด่ำซาบซึ้งก็คงไม่ใช่ที่ไหน แต่เป็น “หมู่บ้านรวมไทย”…แห่งนี้นี่เอง…สถานที่เล็กๆ ที่ยังบริสุทธิ์สะอาด ทั้งผู้คนและธรรมชาติ…สถานที่ที่แม้แต่เจ้าหน้าที่ ททท. ก็ยังไม่ค่อยมีข้อมูล… และเป็นสถานที่ที่เราคงไม่มีวันลืม ชั่วชีวิต

ความงามของรวมไทย เป็นอะไรที่เราเรียกกันว่า “ไม่มีการจัดฉาก” ทั้งหมดทั้งมวลคือของจริง จะดีบ้าง ไม่มีบ้าง แต่นั่นก็คือผลิตผลของความสด! … เป็นวิถีความงามที่มีอยู่และเป็นไปอย่างเรียบง่าย หากจะมีสิ่งใดที่เป็นการปรุงแต่งบ้าง ก็เป็นการปรุงแต่งอย่างพอเหมาะพอดี ไม่มีก้ำเกิน ที่สำคัญทำให้ทุกๆ องค์ประกอบของชุมชนเล็กๆ แห่งนี้ สามารถผสมกลมกลืนกันได้อย่างลงตัวและมีเสน่ห์ในแบบเฉพาะของตัวเอง

“บ้าน” ที่ “ชาวบ้าน” เขาอยู่อาศัยกัน ก็เป็นบ้านแบบชนบทเรียบๆ ง่ายๆ ปลูกเรียงรายอยู่ราวสิบกว่าหลังคาเรือน สองฟากฝั่งมีถนนตัดผ่าน (และถนนนี้เอง ที่ทอดยาวสู่ปางอุ๋ง…ดินแดนแอ่งกะทะ จวบจนถึงจุดที่ได้รับการขนานนามว่า สวิสเมืองไทย) เด่นชัดตั้งแต่แรกเห็นคือ “ดิน” แปลกจริงหนอ… ดินที่นี่เป็นสีส้ม และชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา (น่าจะใช้เป็นโลเกชั่นโฆษณาโทรศัพท์ยี่ห้อหนึ่งเสียจริงๆ)

มองไปรอบๆ คนที่เคยคิดว่าตัวเองพอมีความรู้เรื่องต้นไม้บ้างอย่างฉัน ก็ต้องมีอันเสียความมั่นใจ เพราะมองไปทางไหน ก็เห็นพืชพันธุ์ไม้ที่แปลกตาเต็มไปหมด หลากสี หลากสัน… แต่ที่เหมือนกัน คือ “สวย”…



กระเป๋ารถคนงามและคนขับคนเก่งโบกมือลาเราไปแล้ว นักท่องเที่ยวจากเมืองหลวง แบกเป้โซซัดโซเซ เข้ารั้วบ้านหลังแรก … บ้านเลขที่หนึ่ง เจ้าของบ้านชื่อนายปาละ (ไม่มีนามสกุล) ที่นี่เอง สำนักงานแบบชาวบ้านและสถานที่ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองของรวมไทย มองปร๊าดเห็นป้ายไม้ เขียนด้วยลายมือธรรมดาๆ ว่า “กาแฟสด”… ไม่ใกล้ไม่ไกลจากป้ายนั้น ต้นกาแฟขนาดพุ่มกำลังสวย กำลังออกเมล็ดงาม เหมือนกับจะบอกกลายๆ ว่าเป็นกาแฟที่สดๆ แท้ๆ ไม่ใช่แค่โฆษณา…นะจ๊ะ

ผู้ใหญ่ปาละออกมาต้อนรับเรา พร้อมๆ กับภรรยาและเด็กชายตัวเล็กๆ ทุกคนอยู่ในชุดที่ดูว่าน่าจะป้องกันความหนาวได้ดีทีเดียว เรายกมือไหว้แบบทำเนียมไทย เด็กน้อยรู้งาน วิ่งมาช่วยเราขนสัมภาระ วางบนม้านั่งหน้าบ้าน เรานั่งพัก แหงนหน้าอ่านป้ายชื่อผู้ใหญ่อีกครั้ง อดชื่นชมไม่ได้ กับซุ้มไม้เลื้อยที่ทำไว้อย่างสวยเก๋ มองไปที่บ้านอื่นๆ ซึ่งอยู่ติดกัน ทุกๆ บ้าน…ต่างมีซุ้ม, ป้ายชื่อ และที่สำคัญ มีธงชาติไทยปักอยู่ทุกหลัง!

ผู้ใหญ่ปาละเชื้อเชิญให้เราเข้าบ้าน เราเลยไปนั่งอยู่ตรงโต๊ะรับแขกด้านใน (นึกถึงโต๊ะขายก๋วยเตี๋ยวต่างจังหวัด หรือ โต๊ะในโรงอาหารที่มีม้ายาวๆ ให้นั่งติดกันได้หลายๆ คน…นั่นหละ ใช่เลย) ภาพแรกที่ประทับไว้กับใจเลย คือ ภาพพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวง ที่มีแจกันแบบง่ายๆ ประดับดอกไม้ขนาบไว้สองข้าง บัคจังคงสะดุดอยู่ รีบวางเป้และทำการชักภาพทันใด…รวดเร็วปานกามนิตหนุ่ม

ทักทายถามไถ่ พร้อมได้ลิ้มรส ชา-กาแฟสดๆ จางปางอุ๋งที่เด็กชายยกมาเสิร์ฟ บัคจังเตร่ถ่ายรูปมุมโน้นมุมนี้ นักข่าวสาวติดอกติดใจกอไผ่กอสูงใหญ่ (ฉันเปรี้ยวปากอยากกินหน่อไม้) ที่บ้านผู้ใหญ่ปาละ ก็มี บ้านพักแบบ Home stay ด้วยสองสามหลัง เป็นบ้านแบบที่ชาวกะเหรี่ยงเขาอยู่กัน หลังคาทำด้วยใบตองตึง ตัวบ้านที่ติดพื้นทำจากไม้ เป็นสีสันคลาสิคแบบธรรมชาติ ตัดกันโชะเด๊ะกับสีของต้นคริสต์มาสและหน้าวัวที่หน้าบ้าน… ซุปเปอร์โมเดลอย่างนักข่าวสาวของเรา ไม่แอ๊ค…ไม่ได้แล้ว

พูดคุยตกลงเรื่องเวลาที่พักอาศัยเสร็จสรรพ ภรรยาผู้ใหญ่ปาละก็ค่อยๆ พาพวกเราซ้อนมอเตอร์ไซค์ไปส่งที่บริเวณบ้านพัก (ปางอุ๋ง) จริงๆ ระยะทางใกล้มาก ราวสามร้อยเมตรเห็นจะได้ เดินทอดน่องได้สบายๆ ด้วยซ้ำ แต่เธอคงเห็นว่าเราท่าทางเหนื่อยไม่น้อยกับการเดินทางนั่นเอง จึงใช้มอเตอร์ไซค์ช่วยทุนแรง
พอมอเตอร์ไซค์ (ฮ่าง) เลี้ยวซ้าย ถนนเล็กๆ ก็ค่อยๆ ลาดต่ำลง (ชนิดถ้าขี่จักรยานก็ไม่ต้องปั่นให้เมื่อยตุ้ม แค่ทำเท้าเฉยๆ จักรยานก็แล่นฉิว) ภาพที่เราเห็นตรงหน้า…ว้าว มายลอร์ดออฟบุ๊ดดา… สวรรค์ชัดๆ

ด้านซ้ายมือของถนน…แผ่นน้ำกว้างสุดลูกหูลูกตา โอบล้อมด้วยขุนเขาทอดยาว โอบอีกชั้นด้วยผืนฟ้าสีฟ้ากระจะกระจ่าง ด้านขวาเป็นทิวสนโปร่งงามเป็นระเบียบ เล่นเชิงไต่ชั้นสูงชันขึ้นไปตามแนวเขา บ้านพักหลังกระทัดรัดราวสิบหลังถูกปลูกไว้เป็นแถว มีทั้งที่เป็นวัสดุธรรมชาติและทำจากสิ่งสังเคราะห์ แต่ก็ดูกลมกลืนไม่ขัดตา ฉันประทับใจสุดๆ กับเรือนไม้ขัดแตะหลังน้อยๆ แต่พอดูประโยชน์การใช้สอยที่รับกันลงตัวกับจำนวนคน เราก็เลยตกลงเลือกเรือนหลังที่มีคนบางคนเรียกว่า “วีไอพี” ที่สุดของที่นี่

คนๆ นั้น ไม่ใช่ใคร เขาคือพลทหารหน้าอ่อนที่มีใบหน้าเปื้อนยิ้มแบบที่ฉันรู้สึกว่า เป็นรอยยิ้มที่กระจ่างใสที่สุดแบบหนึ่ง เป็นยิ้มพิมพ์ใจ และจริงใจ บอกให้รู้ว่าสิ่งที่เขาพูดเขาบอกเรานั้น มัน “ใช่” ทุกเรื่อง ไม่มีอะไร ที่มากไปกว่านั้น จริงๆ… บ้านหลังที่เราเลือกพัก เป็นหลังที่ใหญ่ที่สุด และก็สะดวกสบายที่สุด (ตามอัตภาพ) เขาเชื้อเชิญเราเข้าบ้าน แล้วบอกว่า มันวีไอพีที่สุดแล้ว มีห้องน้ำในตัว หลังค่อนข้างใหญ่ ในราคาคืนละ…250 บาท!

เราพบพลทหารสมชาติ โดยการแนะนำของภรรยาผู้ใหญ่ปาละ เขาเป็นหนุ่มจากเมืองระยอง แรกสุดประจำการอยู่ที่ชลบุรีบ้านเกิดฉันเอง จากนั้น เมื่อมีการคัดคนให้มาประจำการที่ปางอุ๋ง เขาก็มาด้วยความเต็มใจ และอยู่ได้อย่างมีความสุข…จะไม่สุขได้อย่างไร เมื่อหนุ่มน้อยที่ขยันขันแข็ง ชอบต้นไม้ใบหญ้า และรักการบริการด้วยหัวจิตหัวใจ มาเจอกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ลงตัวที่นี่…ความ “ถูกใจ ใช่เลย” ก็ย่อมมีเป็นธรรมดา ดังนั้น จึงไม่แปลกใจหรอก กับภาพที่เราคุ้นตาตลอดระยะเวลาที่อยู่ที่นี่ คือภาพการอยู่กับต้นไม้ การดูแลนักเดินทางทั้งมากทั้งน้อยอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย และการเป็นเพื่อนที่สนิทชิดเชื้อของชาวบ้าน…พลทหารสมชาติทำได้ดี แบบที่เราเองก็ยังอดชื่นชมไม่ได้ (หลายครั้ง ฉันรู้สึกว่า การบริการของเขามันมาจากหัวใจจริงๆ มากกว่าพนักงานบริการของหลายๆ หน่วยงานหรือบริษัทที่เคยเห็นๆ ด้วยซ้ำ) อ้อ… สมชาติชอบนั่งเกากีตาร์ร้องเพลงสบายๆ ในยามว่างงานด้วย ดังนั้น เมื่อกลับมาถึงเมืองหลวง เราเลยส่งหนังสือเพลงพร้อมโน้ตกีตาร์เล่มโต ให้เขาไว้ใช้ร้องสบายอุรา…กล่อมป่ากล่อมเขา

ชาวบ้านผู้หญิงอีกคนสองคนมาช่วยเราดูแลเรื่องที่หลับที่นอนว่าเพียงพอหรือเปล่า อื้ม ที่นี่ เขากระจายรายได้กันดีทีเดียว หมู่ไพรัชเคยบอกเราว่าที่พักที่นี่เป็นของทหารปลูกไว้ แต่ให้ชาวบ้านดูแล จะได้มีรายได้เลี้ยงตัวเอง แล้วเขาก็อยากให้นักท่องเที่ยวมาเยี่ยมมาเยือนกันเยอะๆ ชาวบ้านจะได้อยู่กันอย่างแฮปปี้ มีรายได้ตามอัตภาพ (นี่คือสาเหตุที่หมู่ไพรัช ให้ความสนใจกับเราเป็นพิเศษ และลงทุนขี่มอเตอร์ไซค์ไปรับเราจากที่พักในตัวเมืองแม่ฮ่องสอนเพื่อไปส่งยังท่ารถสองแถว)

ชมวิวพอเป็นปลื้ม เราก็เดินจากปางอุ๋งไปหมู่บ้านรวมไทยอีกครั้ง เพื่อหาอะไรใส่กระเพราะ ตอนเดินขึ้นเนิน เราทักทายม้าวัยรุ่นสองตัว ที่เล็มหญ้าอย่างสบายอุราอยู่ข้างทาง แหม.. ในสภาพวิว ทิวเขาสวยๆ อย่างนี้ ฉันนึกถึงหนังที่มีม้าเป็นนักแสดงประกอบหลายต่อหลายเรื่อง เพชรทายสวมบทบาทจะเป็นอโศกมหาราช หนังอินเดียที่เคยไปดูมา เอ้า เรื่องจินตนาการขอให้บอกเค้า!

ที่หมู่บ้านรวมไทยมีวัดด้วย คงจะมีพระอยู่ไม่กี่รูป ลักษณะวัดเป็นเรือนไม้ธรรมดา คล้ายๆ กุฏิตามชนบททั่วไป คนที่นี่ส่วนใหญ่ก็นับถือศาสนาพุทธ ยกเว้นบ้านผู้ใหญ่ปาละที่เป็นคริสต์ นี่คือสาเหตุที่ผู้ใหญ่ปาละพูดภาษาอังกฤษได้คล่องปรื๋อ และมีชื่อภาษาฝรั่งว่า “เฮนรี่” แหม…โกอินเตอร์จริงๆ ผู้ใหญ่เรา

มื้อนี้เรามีผัดพริกหมู ต้มจืด และ ผัดผักรวมไปสร้างความสุนทรีย์ให้กระเพราะ ผักที่นี่ ชาวบ้านเขาปลูกกันเอง ทั้งสด ทั้งหวาน แน่นอน ฉันเห็นการกระจายรายได้ และภาพของชีวิตความเป็นอยู่แบบ “เศรษฐกิจพอเพียง” และ “ชุมชนเข้มแข็ง” ตามแนวพระราชดำริก็เริ่มชัดเจนขึ้น ภรรยาผู้ใหญ่ปาละ แม้จะอยู่ป่าอยู่เขา แต่ฝีมือทำกับข้าวก็ไม่แพ้กุ๊กในเมืองเลยหละ

กินข้าวอิ่มแล้ว เราต่างก็เจื้อยแจ้วเจรจา ได้ความรู้ใหม่เพิ่มเติมว่า ที่นี่สมัยก่อนทั้งทุรกันดาร ทั้งแห้งแล้ง เรียกว่า ดินปลูกอะไรไม่ขึ้นเลย สมัยที่ผู้ใหญ่ปาละและภรรยามาอยู่ใหม่ๆ ได้รับความช่วยเหลือจากทางการและอยู่ในโครงการพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระเมตตาให้โอกาสชาวเขาแถวนี้ ที่เดิมปลูกฝิ่นและทำไร่เลื่อนลอย ได้ลงหลักปักฐาน ผืนดินทั้งผืน ถูกพลิกฟื้นขึ้นมาใหม่ ความรู้ของกรมวิชาการเกษตรได้ช่วยให้ดินที่ปลูกพืชไม่ขึ้น กลายเป็นดินอุดม ปลูกอะไรก็งาม

ทั้งกาแฟ ชา กล้วยไม้ และพืชพันธุ์ไม้เมืองเหนือ ถูกนำมาปลูกดูแล และทำให้ราษฎรมีรายได้ ผู้ใหญ่ปาละและภรรยาเล่าให้เราฟัง พร้อมโชว์อัลบั้มภาพถ่ายเมื่อครั้งอดีต ที่ชาวกระเหรี่ยงอย่างพวกเขา ไดเข้าเฝ้าในหลวง-พระราชินีอย่างใกล้ชิด ผู้ใหญ่ปาละยังเล่าอย่างภาคภูมิใจด้วยว่า โต๊ะรับแขกหน้าบ้านของเขา เคยต้อนรับนายทหารรักษาพระองค์ใหญ่ๆ โตๆ มามากมาย และจากไมตรีของนายทหารเหล่านั้น ท่านได้จ่ายค่าความอร่อย ของกาแฟปางอุ๋ง ถึงแก้วละ 500 บาท เอ้า! เป็นเล่นไป งานนี้ สตาร์บัคยังอายเลยนะ พะย่ะค่ะ!


 
ผู้ใหญ่ปาละ พาเราชมสวนหลังบ้าน ที่ปลูกต้นไม้หลากหลายพันธุ์ เก็บเกี่ยวสร้างรายได้ตลอดปี ทั้งท้อ, กาแฟ, ชา และอื่นๆ อีกมากมาย ดังนั้น กิจวัตรในแต่ละวันของผู้ใหญ่และภรรยาจึงค่อนข้างที่จะยุ่ง ทั้งต้องต้อนรับดูแลแขกที่มาท่องเที่ยว จัดการเรื่องที่พัก อาหาร กาแฟ และยังต้องจัดการกับผลผลิตในไร่ ซึ่งแน่นอนว่า เด็กๆ และชาวบ้านคนอื่นๆ ก็ได้มีส่วนช่วยด้วยเหมือนกัน

ภาพที่ชินตา จนจากความตื่นเต้นจนกลายเป็นความธรรมดา คือ ชาวเขาที่เดินแบกข้าวของต่างๆ ผ่านไป บัคจังสิงห์ปืนไว ไปเก็บภาพหลัง (ชาว) เขาไว้ได้ภาพนึง เก๋ไก๋ใช่เล่น

ตกบ่ายใกล้เย็น เรากลับที่พัก เดินเตร่ไปเตร่มา วิ่งไปที่แพท่าน้ำ ที่สวยสงบ น้ำในฝาย ใสแจ๋ว เย็นเจี๊ยบ น่ากระโจนเล่นเป็นที่สุด
 
ถ่ายรูปและเดินสำรวจคือภารกิจของเรา จากนั้นก็ทยอยกันอาบน้ำ เพราะเกรงว่า ยิ่งเย็นยิ่งดึก เราจะไม่ได้อาบเพราะความหนาว เสร็จสรรพ ก็พาท้องไปฝากไว้ที่บ้านผู้ใหญ่ปาละอีกมื้อหนึ่ง มื้อนี้ เราเห็นชาวต่างชาติมากันสี่คน ด้วยมอเตอร์ไซค์ ว้าว ซิ่งขึ้นเขา แปลว่าฝีเท้า ไม่ใช่ขี้ไก่ๆ นะเนี่ย!

กลับไปที่พำนักอีกครั้ง ความมืดเข้ามาทักทาย เราเห็นว่าตะเกียงในลำไผ่ที่เรียงรายอยู่ตลอดแนวที่พักทั้งแถบ เริ่มมีแสงวอมแวมขึ้น จากการจุดของพลทหารสมชาติ คืนนี้นักท่องเที่ยวไม่น่าจะเยอะนัก เราเลยบอกสมชาติด้วยความเกรงใจ ว่าไม่ต้องจุดทั้งหมดก็ได้

สมชาติยิ้มแล้วเงยหน้าขึ้นมาคุยกับเรา “ไม่เป็นไรครับ จุดเยอะๆ เถอะครับ พอถึงกลางคืนๆ จะได้สวย….ย” คุณเชื่อมั้ย คำว่า “สวย” ของเขา ฉันฟังแล้วมัน “สวย” จริงๆ…


เมื่อที่นี่ไม่มีไฟฟ้า มีเพียงเทียนเล่มน้อย ๆ และเทียนหอมที่เราหอบหิ้วมาจากกรุงเทพฯ ตกกลางคืน ภายในบ้านพัก จึงอบอวลด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ และอบอุ่นด้วยแสงสว่างมลังเมลือง หากแต่เมื่อเราเปิดประตูไปนอกบ้าน แสงตะเกียงในลำไผ่ที่วอมแวมเรียงรายกระจายกันเป็นจุดๆ ก็สร้างความประทับใจได้ไม่แพ้กัน… เห็นแสงตะเกียงในลำไผ่ เราทุกคนก็อดไม่ได้ ที่จะคิดถึงเจ้าของตะเกียงและคนจุด… พร้อมคำว่า “สวย”…ก็แว่วมาอีกครั้ง ใช่แล้ว สวยจริงๆ…

สงบ อิ่มอาบ ซึมซาบกับบรรยากาศของป่าดงพงไพร ในค่ำคืนที่ไม่มีไฟฟ้า…เรารู้ดีว่า ปางอุ๋ง อาจขาดแคลนไฟฟ้า ความเจริญที่เป็นพื้นฐานของทุกที่ทั่วไทย แต่ที่นี่ จะร่ำรวยด้วยความกระจ่างสวยใสของทะเลดาวบนฟ้า…อย่างแน่นอนนอน
 
(จบตอน 4 มีต่อตอน 5 จ้า...)

โดย จันทร์เพ็ญ_จันทนา

 

กลับไปที่ www.oknation.net