วันที่ ศุกร์ ตุลาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ระเบิดเวลาแห่งศรัทธา เมื่อ “พระ” ต้องมาปะทะกับ “เงิน” !


 



แม้เวลาจะผ่านไปนานเท่าไรก็ตาม อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ก็ยังคงความสำคัญในฐานะ ของจำเป็น(พื้นฐาน) ที่มนุษย์แต่ละคนก้มหน้าก้มตาแสวงหามัน บ้างก็เพื่อความอยู่รอดของหลายชีวิตในครอบครัว บ้างก็เพื่อการสะสมเป็น Option ในฐานะส่วนเกินของชีวิต ทว่า ก็มีอยู่จำนวนไม่น้อยเช่นกันที่แสวงหามันเพื่อหยิบยื่น ของจำเป็น เช่นว่านั้น ให้กับคนอื่น

สำหรับฆราวาสอย่างเรา ๆ ท่าน ทั้งอุบาสก อุบาสิกา ผู้บริโภคกามก็ดี ถือพรหมจรรย์ก็ดี นอกจากปัจจัย 4 ที่เป็นเสมือนเครื่องวัด “คุณภาพชีวิต” เบื้องต้นแล้ว ปัจจัยที่ 5,6,7,8,... ซึ่งเกิดขึ้นตามลำดับความต้องการอันไม่สิ้นสุดของมนุษย์ ก็ยังคงต้องอาศัยเงินในฐานะปัจจัยที่ 0 โดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ในโลกแห่งทุนนิยมนี้ อาศัยเพื่อเป็นเหตุให้ได้มาซึ่งผล คือ ของจำเป็น และของที่ต้องการมากไปกว่านั้น

นั่นหมายความว่า การได้มาซึ่งปัจจัย 4 และปัจจัยที่ 5,6,7,8 ไปจนถึงปัจจัยที่ Infinity อย่างน้อยที่สุด หากไม่ได้มันมาอย่าง “ของฟรี” ก็ต้องมีเงินเข้าไปเกี่ยวข้องเสมอ

โดยฐานะแล้วเงินจึงถือเป็น พระเจ้าของฆราวาสอย่างไม่ต้องสงสัย เนื่องจากมันสามารถบันดาลทุกสิ่งอย่างในโลกแห่งวัตถุได้เกือบทั้งหมดเสียจริง

นอกจาก ฆราวาส จะอาศัยปัจจัย 4 เพื่อความอยู่รอดของชีวิตแล้ว สมณะก็อาศัยปัจจัย คือ นิสสัย 4 เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ (เบื้องต้น) อย่างเดียวกัน ดังพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุทั้งหลาย !
เราอนุญาตให้ผู้ทำการให้อุปสมบท พึงบอกนิสสัยสี่ (แก่ผู้อุปสมบทแล้ว) ดังนี้ว่า

การบรรพชา อาศัยการบริโภคคำข้าวที่หาได้ด้วยกำลังปลีแข้ง
เธอพึงทำความอุตสาหะในสิ่งนั้น ตลอดชีวิต

ลาภที่เกิดขึ้นเป็นพิเศษที่พึงรับได้ คือ
การนิมนต์เพื่อฉันอาหาร
อาหารที่ถวายสงฆ์
อาหารที่เฉพาะสงฆ์
อาหารที่ถวายตามสลาก
อาหารที่ถวายในปักษ์
อาหารที่ถวายในวันอุโบสถ และ
อาหารที่ถวายในวันขึ้นหรือแรมหนึ่งค่ำ

การบรรพชา อาศัย (การนุ่งห่ม) ผ้าบังสุกุลจีวร
เธอพึงทำความอุตสาหะในสิ่งนั้น ตลอดชีวิต

ลาภที่เกิดขึ้นเป็นพิเศษที่พึงรับได้ คือ
ผ้าเปลือกไม้
ผ้าฝ้าย
ผ้าไหม
ผ้าขนสัตว์
ผ้าป่าน และ
ผ้าแกมกันหลายอย่าง

การบรรพชา อาศัยโคนต้นไม้เป็นที่อยู่อาศัย
เธอพึงทำความอุตสาหะในสิ่งนั้น ตลอดชีวิต

ลาภที่เกิดขึ้นเป็นพิเศษที่พึงรับได้ คือ
วิหาร
เรือนมุงแถบเดียว
เรือนชั้น
เรือนโล้น และ
ถ้ำ

การบรรพชา อาศัยยาอันประกอบขึ้นด้วยมูตรเน่า
เธอพึงทำความอุตสาหะในสิ่งนั้น ตลอดชีวิต

ลาภที่เกิดขึ้นเป็นพิเศษที่พึงรับได้ คือ
เนยใส
เนยข้น
น้ำมัน
น้ำผึ้ง และ
น้ำอ้อย ดังนี้

บาลี พระพุทธภาษิต
มหาขันธกะ มหา
.วิ. /๑๐๖/๘๗

จาก พุทธวจนะบทดังกล่าว เราจึงสามารถแยก ปัจจัยเครื่องอาศัยของพระสงฆ์ในฐานะลาภด้วยบริกขาร คือ        จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริกขารทั้งหลาย ออกจาก ของที่พระสงฆ์พึงรับได้ในฐานะลาภที่เกิดขึ้นเป็นพิเศษ

ซึ่งในส่วนของลาภด้วยบริกขาร คือ จีวร บิณฑบาต และเสนาสนะนั้น พระสงฆ์จะต้องเป็นผู้สันโดษและสรรเสริญความสันโดษด้วยจีวร บิณฑบาต และเสนาสนะ ตามมีตามได้ ดังพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุทั้งหลาย !
อริยวงศ์
(ธรรมที่เป็นเชื้อสายของพระอริยเจ้า) สี่อย่างเหล่านี้ปรากฏว่า

เป็นธรรมอันเลิศ ยั่งยืน
เป็นแบบแผนมาแต่ก่อน
ไม่ถูกทอดทิ้งแล้ว
ไม่เคยถูกทอดทิ้งเลย
ไม่ถูกทอดทิ้งอยู่
จักไม่ถูกทอดทิ้ง
เป็นธรรมอันสมณพราหมณ์ทั้งหลายที่เป็นผู้รู้ไม่คัดค้านแล้ว


อริยวงศ์สี่อย่างอะไรบ้างเล่า
?

สี่อย่าง คือ

ภิกษุในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้สันโดษด้วย...
จีวร
บิณฑบาต
เสนาสนะ ตามมีตามได้
และ
เป็นผู้สรรเสริญความสันโดษด้วย...
จีวร
บิณฑบาต
เสนาสนะ ตามมีตามได้

ไม่ทำอเนสนา
(การแสวงหาไม่สมควร) เพราะ...
จีวร
บิณฑบาต
เสนาสนะ
เป็นเหตุ

ไม่ได้...
จีวร
บิณฑบาต
เสนาสนะ
ก็ไม่ทุรนทุราย

ได้...
จีวร
บิณฑบาต
เสนาสนะ
แล้ว ก็ไม่ยินดีเมาหมกพัวพัน

เห็นส่วนที่เป็นโทษแห่งสังสารวัฏฏ์
มีปัญญาในอุบายที่จะถอนตัวออกอยู่เสมอ

นุ่งห่มจีวร
บริโภคบิณฑบาต
ใช้สอยเสนาสนะ
นั้น

อนึ่ง
ไม่ยกตน
ไม่ข่มผู้อื่น เพราะความสันโดษด้วย...
จีวร
บิณฑบาต
เสนาสนะ
ตามมีตามได้นั้น

ก็ภิกษุใด...
เป็นผู้ฉลาด
ไม่เกียจคร้าน

มีสัมปชัญญะ
มีสติมั่นในความสันโดษด้วย...
จีวร
บิณฑบาต
เสนาสนะ
ตามมีตามได้นั้น เราเรียกภิกษุนี้ว่า

ผู้สถิตอยู่ในอริยวงศ์ อันปรากฏว่าเป็นธรรมเลิศมาแต่เก่าก่อน
...

ภิกษุทั้งหลาย !
อริยวงศ์สี่อย่างเหล่านี้แล ปรากฏว่า

เป็นธรรมเลิศ ยั่งยืน
เป็นแบบแผนมาแต่เก่าก่อน
ไม่ถูกทอดทิ้งแล้ว
ไม่เคยถูกทอดทิ้งเลย
ไม่ถูกทอดทิ้งอยู่
จักไม่ถูกทอดทิ้ง
เป็นธรรมอันสมณพราหมณ์ทั้งหลายที่เป็นผู้รู้ไม่คัดค้านแล้ว

ภิกษุทั้งหลาย !
ก็แลภิกษุผู้ประกอบพร้อมแล้วด้วยอริยวงศ์สี่อย่างเหล่านี้แม้หากอยู่ใน...
ทิศตะวันออก
ทิศตะวันตก
ทิศเหนือ
ทิศใต้

เธอย่อมย่ำยีความไม่ยินดีเสียได้ข้างเดียว ความไม่ยินดีหาย่ำยีเธอได้ไม่

ที่เป็นเช่นนั้นเพราะอะไร
?
เพราะเหตุว่า ภิกษุผู้มีปัญญา ย่อมเป็นผู้ย่ำยีเสียได้ ทั้งความไม่ยินดีและความยินดี ดังนี้

บาลี พระพุทธภาษิต
จตุกฺก
. อํ. ๒๑/๓๕/๒๘

ส่วนลาภที่เกิดขึ้นเป็นพิเศษ และพระสงฆ์พึงรับได้ โดยหลักพุทธวจนะแล้ว ภิกษุผู้ที่น่ารัก น่าพอใจ น่าเคารพ น่าสรรเสริญของเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ จักต้องเป็นผู้ไม่ต้องการ “ลาภ” ดังพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุทั้งหลาย !
ภิกษุ เมื่อประกอบด้วยธรรมเจ็ดอย่างแล้ว ย่อมเป็นผู้ที่...
น่ารัก
น่าพอใจ
น่าเคารพ
น่าสรรเสริญ ของเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยกัน

ธรรมเจ็ดอย่างอะไรบ้างเล่า
?
เจ็ดอย่าง คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้

() เป็นผู้ไม่ต้องการลาภ
...

ภิกษุทั้งหลาย !
ภิกษุ เมื่อประกอบด้วยธรรมเจ็ดอย่างเหล่านี้แล้ว ย่อมเป็นผู้ที่...
น่ารัก
น่าพอใจ
น่าเคารพ
น่าสรรเสริญ
ของเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยกันแล

บาลี พระพุทธภาษิต
สตฺตก
. อํ. ๒๓//

สอดคล้องกับอีกพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสว่า

ภิกษุทั้งหลาย !
ภิกษุ เมื่อประกอบด้วยธรรมแปดอย่างแล้ว ย่อมเป็นผู้ที่...
น่ารัก
น่าพอใจ
น่าเคารพ
น่าสรรเสริญ
ของเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยกัน

ธรรมแปดอย่างอะไรบ้างเล่า ?
แปดอย่าง คือ

(๑) ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่ต้องการลาภ
...

ภิกษุทั้งหลาย !
ภิกษุ เมื่อประกอบด้วยธรรมแปดอย่างเหล่านี้แล้ว ย่อมเป็นผู้ที่...
น่ารัก
น่าพอใจ
น่าเคารพ
น่าสรรเสริญ
ของเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยกันแล

บาลี พระพุทธภาษิต
อฏฺฐก
. อํ. ๒๓/๑๕๘/๙๔

แต่กระนั้น หากภิกษุรับลาภที่เกิดขึ้นเป็นพิเศษมาแล้ว ภิกษุที่ดีพึงทำตนให้เหนือ ลาภและความเสื่อมลาภ ที่เกิดขึ้นดังพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุทั้งหลาย !
ภิกษุที่ดี...
พึงทำตนให้อยู่เหนือ...
ลาภ
ความเสื่อมลาภ
ที่เกิดขึ้น
...

ภิกษุทั้งหลาย !
เพราะอาศัยอำนาจแห่งประโยชน์อะไร จึงต้องทำเช่นนั้น
?

เพราะว่า เมื่อภิกษุไม่ทำเช่นนั้น
อาสวะทั้งหลายที่เป็นเครื่องทำลายล้างและทำความเร่าร้อน จะพึงเกิดขึ้นแก่เธอ

แต่เมื่อภิกษุทำตนให้อยู่เหนือ...
ลาภ
ความเสื่อมลาภ
(เป็นต้น) ที่เกิดขึ้นหรือมีมาแล้ว

อาสวะทั้งหลายที่เป็นเครื่องทำลายล้างและทำความเร่าร้อนย่อมไม่เกิดแก่เธอได้

ภิกษุทั้งหลาย !
เพราะอาศัยอำนาจแห่งประโยชน์เหล่านี้แล ภิกษุจึงต้องทำเช่นนั้น

ภิกษุทั้งหลาย
!
เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้ พวกเธอทั้งหลายพึงสำเหนียกใจไว้ว่า

เราทั้งหลาย จักทำตนให้อยู่เหนือ...
ลาภ
ความเสื่อมลาภ
... ที่เกิดขึ้นแล้ว ๆ
ดังนี้

ภิกษุทั้งหลาย !
พวกเธอพึงสำเหนียกใจไว้อย่างนี้แล

บาลี พระพุทธภาษิต
อฏฺฐก
. อํ. ๒๓/๑๖๓/๙๗

จะเห็นได้ว่า ปัจจัยเครื่องอาศัยของพระสงฆ์ 4 อย่างดังที่พระศาสดาตรัสไว้ เพียงพอแล้วสำหรับความอยู่รอดของภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่รอดชนิดที่เรียกว่า ไม่ต้องอาศัยเงินในฐานะปัจจัยที่ 0  อย่างเช่นฆราวาส ทั้งยังเพียงพอสำหรับการปฏิบัติเพื่อบรรลุนิพพานเสียด้วยซ้ำ

แต่ความเป็นจริงที่ปรากฏในสังคมสงฆ์ กลับมิได้เป็นเช่นนั้น ภิกษุจำนวนไม่น้อย มิได้ปฏิเสธเงินเหมือนอย่างภิกษุในสมัยพุทธกาล รับทั้งค่านิตยภัตเนื่องด้วยสมณศักดิ์/ตำแหน่งจากรัฐ และรับปัจจัย(เงิน) เนื่องด้วยศรัทธาของอุบาสก อุบาสิกา มาครอบครองเป็นสมบัติส่วนตัว ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่า สิกขาบทในพระปาฏิโมกข์ที่ยกขึ้นแสดงท่ามกลางสงฆ์ ทุกกึ่งเดือนนั้น พระศาสดาตรัสไว้ในลักษณะอย่างไร

ปรากฏในคัมภีร์ภิกขุวิภังค์ ภาค 2 (พระวินัยปิฏก เล่ม 2) โกสิยวรรค วรรคว่าด้วยไหมนั้น พระศาสดาตรัสถึงเรื่อง การรับ และการซื้อขายด้วยเงิน ไว้ในสิกขาบทที่ 8 และ สิกขาบทที่ 9 และตรัสถึง การซื้อขายโดยใช้ของแลกเปลี่ยนไว้ในสิกขาบทที่ 10 ดังนี้

นิสสัคคิยปาจิตตีย์ โกสิยวรรค สิกขาบทที่ 8

โย ปะนะ ภิกขุ ชาตะรูปะระชะตัง อุคคัณเหยยะ วา...

“ อนึ่ง ภิกษุใด
รับ ก็ดี
ให้รับก็ดี ซึ่งทอง เงิน หรือ

ยินดีทอง เงินอันเขาเก็บไว้ให้
เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์
”

นิสสัคคิยปาจิตตีย์ โกสิยวรรค สิกขาบทที่ 9

โย ปะนะ ภิกขุ นานัปปะการะกัง รูปิยะสังโวหารัง...

“ อนึ่ง ภิกษุใดถึงความซื้อขายด้วยรูปิยะมีประการต่าง ๆ
เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์
”

นิสสัคคิยปาจิตตีย์ โกสิยวรรค สิกขาบทที่ 10

โย ปะนะ ภิกขุ นานัปปะการะกัง กะยะวิกกะยัง...

“ อนึ่ง ภิกษุใดถึงการแลกเปลี่ยนมีประการต่าง ๆ
เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ”

ในรตนวรรค วรรคว่าด้วยของมีค่านั้น พระศาสดาตรัสถึงเรื่อง การเก็บ รัตนะ (ของมีค่า) ไว้ในสิกขาบทที่ 2 ดังนี้

ปาจิตตีย์ รตนวรรค สิกขาบทที่ 2

โย ปะนะ ภิกขุ ระตะนัง วา ระตะนะสัมมะตัง วา...

“ อนึ่ง ภิกษุใด เก็บเอาก็ดี ให้เก็บเอาก็ดี
ซึ่งรัตนะ ก็ดี
ซึ่งของที่สมมติว่ารัตนะ ก็ดี

เว้นไว้แต่
ในวัดที่อยู่ ก็ดี
ในที่อยู่พัก ก็ดี
เป็นปาจิตตีย์

และภิกษุเก็บเอาก็ดี ให้เก็บเอาก็ดี
ซึ่งรัตนะ ก็ดี
ซึ่งของที่สมมติว่ารัตนะ ก็ดี

ในวัดที่อยู่ ก็ดี
ในที่อยู่พัก ก็ดี

แล้วพึงเก็บไว้ด้วยหมายว่า
ของผู้ใด ผู้นั้นจะได้นำไป

นี้เป็นสามีจิกรรมในเรื่องนั้น
”

และในจีวรวรรค วรรคว่าด้วยจีวรนั้น พระศาสดาตรัสถึงเรื่อง การรับทรัพย์สำหรับจ่ายจีวร และการรับจีวร ไว้ในสิกขาบทที่ 2 ดังนี้

นิสสัคคิยปาจิตตีย์ จีวรวรรค สิกขาบทที่ ๑๐

ภิกขุง ปะเนวะ อุททิสสะ ราชา วา ราชะโภคโค วา.....

“อนึ่ง
พระราชา ก็ดี
ราชอำมาตย์ ก็ดี
พราหมณ์ ก็ดี
คหบดี ก็ดี

ส่งทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรไปด้วยทูตเฉพาะภิกษุว่า

เจ้าจงจ่ายจีวรด้วยทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรนี้ แล้วยังภิกษุชื่อนี้ให้ครองจีวร

ถ้าทูตนั้นเข้าไปหาภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า

ทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรนี้นำมาเฉพาะท่าน
ขอท่านจงรับทรัพย์สำหรับจ่ายจีวร

ภิกษุนั้นพึงกล่าวต่อทูตนั้นอย่างนี้ว่า

พวกเราหาได้รับทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรไม่
พวกเรารับแต่จีวรอันเป็นของควรโดยกาล


ถ้าทูตนั้นกล่าวต่อภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า

ก็ใคร ๆ ผู้เป็นไวยาวัจกรของท่านมีหรือ ?

ภิกษุผู้ต้องการจีวร พึงแสดงชนผู้ทำการในอาราม หรือ อุบาสกให้เป็นไวยาวัจกร ด้วยคำว่า

คนนั้นแลเป็นไวยาวัจกรของภิกษุทั้งหลาย

ถ้าทูตนั้นสั่งไวยาวัจกรนั้นให้เข้าใจแล้วเข้าไปหาภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า

คนที่ท่านแสดงเป็นไวยาวัจกรนั้น
ข้าพเจ้าสั่งให้เข้าใจแล้ว...”

หากพิจารณาอย่างตรงไปตรงมา จะเห็นได้ชัดว่า ในสิกขาบททั้ง 5 ข้อที่พระศาสดาตรัสไว้ดีแล้ว ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มิอาจเข้าไปเกี่ยวข้องกับเงิน ทอง และของมีค่า ในลักษณะเป็นเจ้าของได้เลย โดยไม่มีข้อยกเว้น

นอกจาก พระวินัยที่พระศาสดาบัญญัติไว้ในฐานะของสิกขาบทในพระปาฏิโมกข์แล้ว พระองค์ยังตรัสถึงความเป็นผู้มีศีลสมบูรณ์ กับ เรื่อง เงิน ๆ ทอง ๆ ไว้แก่มหาราชะ

มหาราชะ !
ภิกษุเป็นผู้มีศีลสมบูรณ์แล้วเป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากการรับเงินและทอง…
แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง ๆ

สอดคล้องกับอีกพุทธวจนะหนึ่งที่พระศาสดาตรัสว่า

“...มีอยู่ ภิกษุทั้งหลาย ชาวบ้านที่มีศรัทธาเลื่อมใส
เขามอบเงินทองไว้ในมือกัปปิยการกสั่งว่า

สิ่งใดควรแก่พระผู้เป็นเจ้า ขอท่านจงถวายสิ่งนั้นด้วยกัปปิยภัณฑ์นี้

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
!
เราอนุญาตให้ยินดีของอันเป็นกัปปิยะจากกัปปิยภัณฑ์นั้นได้
แต่เรามิได้กล่าวว่า

พึงยินดี
พึงแสวงหา ทองและเงินโดยปริยายไร ๆ เลย”

ซึ่งนั่นเป็นเพราะการยินดีและแสวงหาทองและเงิน เป็นเหตุให้เกิดความเศร้าหมองแก่พระสงฆ์ ปรากฏดังพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุทั้งหลาย !
ฉันใดก็ฉันนั้น

เครื่องเศร้าหมองของสมณพราหมณ์ ก็มีอยู่สี่อย่าง
อันเป็นเหตุให้สมณพราหมณ์ ไม่ผ่องใส ไม่งามสง่ารุ่งเรือง

สี่อย่างอะไรบ้าง
?
สี่อย่าง คือ
...
() สมณพราหมณ์พวกหนึ่งรับทองและเงิน ไม่งดเว้นจากการรับทองและเงิน

ภิกษุทั้งหลาย !
เครื่องเศร้าหมองของสมณพราหมณ์ มีอยู่สี่อย่างนี้
อันเป็นเหตุให้สมณพราหมณ์ ไม่ผ่องใส ไม่งามสง่ารุ่งเรือง แล

บาลี พระพุทธภาษิต
จตุกฺก
. อํ. ๒๑/๖๘/๕๐

เท่าที่กล่าวมา ทั้งพระวินัยและพระธรรม พระศาสดาก็ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า พระสงฆ์ ควรเกี่ยวข้องกับ เงิน ๆ ทอง ๆ และของมีค่า ในลักษณะอย่างไร

โดยเฉพาะในส่วนของพระวินัย พระสงฆ์ซึ่งปฏิญาณตนเองว่า เป็นสมณะก็ต้องปฏิบัติตัวให้สมกับคำปฏิญาณ ดังพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุทั้งหลาย !
มหาชนเขารู้จักเธอทั้งหลายว่า
สมณะ สมณะ ดังนี้

ถึงเธอทั้งหลายเล่า เมื่อถูกเขาถามว่า
ท่านทั้งหลาย เป็นอะไร
?

พวกเธอทั้งหลายก็ปฏิญาณตัวเองว่า
เราเป็นสมณะ ดังนี้

ภิกษุทั้งหลาย !
เมื่อเธอทั้งหลายมีชื่อว่า สมณะ
และปฏิญาณตัวเองว่า เป็นสมณะ อยู่อย่างนี้แล้ว

พวกเธอทั้งหลาย จะต้องสำเหนียกใจว่า

ข้อปฏิบัติอันใดเป็นข้อปฏิบัติสมควรแก่สมณะ
เราจักปฏิบัติข้อปฏิบัติอันนั้น

ด้วยการปฏิบัติของเราอย่างนี้ สมัญญาว่า สมณะของตนก็จักเป็นจริง และ
คำปฏิญาณว่า สมณะของเราก็จักสมจริง

และข้อปฏิบัติสมควรแก่สมณะ ก็หมายรวมถึง ศีลซึ่งพระสงฆ์จะต้องสมาทานการปฏิบัติอย่างเคร่งครัดด้วยปราศจากข้ออ้างใด ๆ ถึงจะเรียกว่าได้ทำกิจของสมณะ ดังพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุทั้งหลาย !
กิจของสมณะที่สมณะต้องทำมีสามอย่างเหล่านี้

สามอย่างอะไรบ้างเล่า
?
สามอย่าง คือ

() การสมาทานการปฏิบัติในศีลอันยิ่ง
...

ภิกษุทั้งหลาย !
กิจของสมณะที่สมณะต้องทำมีสามอย่างเหล่านี้แล

ภิกษุทั้งหลาย !
เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้ พวกเธอทั้งหลาย พึงสำเหนียกใจไว้ว่า

“ความพอใจของเราจักต้องเข้มงวดพอ ในการสมาทานการปฏิบัติในศีลอันยิ่ง...
” ดังนี้

ภิกษุทั้งหลาย
!
พวกเธอทั้งหลาย พึงสำเหนียกใจไว้อย่างนี้ แล

บาลี พระพุทธภาษิต
ติก
. อํ. ๒๐/๒๙๔/๕๒๑

สอดคล้องกับอีกพุทธวจนะหนึ่งที่พระองค์ตรัสว่า

ภิกษุทั้งหลาย !
เช่นเดียวกับที่มหาสมุทร ย่อมมีน้ำหยุดอยู่ที่ระดับใดระดับหนึ่งเป็นธรรมดา หาล้นฝั่งไปไม่
ข้อนี้ฉันใด

ภิกษุทั้งหลาย !
เราบัญญัติสิกขาบทใด ๆ แก่สาวกทั้งหลายของเราแล้ว

สาวกทั้งหลายของเรา ย่อมไม่ก้าวล่วงสิกขาบทนั้น ๆ แม้จะต้องเสียชีวิต
ก็ฉันนั้นเหมือนกัน

ภิกษุทั้งหลาย !
ข้อที่เราบัญญัติสิกขาบทใด ๆ แก่สาวกทั้งหลายของเราแล้ว
สาวกทั้งหลายของเรา ย่อมไม่ก้าวล่วงสิกขาบทนั้น ๆ แม้จะต้องเสียชีวิต นั้นแล

เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ ไม่น่าจะมีได้ในธรรมวินัยนี้

ซึ่งเมื่อภิกษุทั้งหลาย ได้เห็นแล้ว ๆ ซึ่งข้อนี้
ย่อมเกิดความพอใจอย่างยิ่งในธรรมวินัยนี้แล

บาลี พระพุทธภาษิต
อุ. ขุ. ๒๕/๑๕๕/๑๑๘

และสิ่งที่จะต้องพิจารณาต่อไปก็คือ หากภิกษุเกี่ยวข้องกับเงิน ๆ ทอง ๆ และของมีค่า ด้วยการรับ ให้รับ การซื้อขายและการแลกเปลี่ยนแล้ว จะต้องทำอย่างไร

ในเรื่องนี้ พระศาสดาทรงปรับอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้ล่วงละเมิด ภิกษุดังกล่าวจึงต้องสละเงิน ๆ ทอง ๆ และของมีค่าดังกล่าวแก่สงฆ์ ประกาศสารภาพผิดต่อหน้าสงฆ์แล้วพึงสำรวมต่อไป มิใช่ ต้องอาบัติซ้ำแล้วซ้ำอีก อย่างไม่ละอาย

กล่าวโดยสรุป ข้ออ้างต่าง ๆ นานา ที่ภิกษุ อุบาสก อุบาสิกาผู้ปรารถนาดีทั้งหลาย หยิบยกขึ้นแสดง เพื่อสร้างข้อยกเว้นไว้เป็นประโยชน์แก่ตนเองในเรื่องการรับ ให้รับ การซื้อขาย และการแลกเปลี่ยนด้วย เงิน ๆ ทอง ๆ และของมีค่า ท่ามกลางยุคสมัยที่แปรเปลี่ยนไป

ก็เป็นเพียงความเห็นแบบโลก ๆ ภายใต้ปรากฏการณ์แห่งศรัทธา ที่ฆราวาสพยายามปฏิสัมพันธ์กับพระสงฆ์ด้วย ของร้ายที่ (อ้างว่า) จำเป็น เพียงเพราะปรารถนาความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ในปัจจุบัน หรือไม่ก็ปรารถนาความร่ำรวยในกาลข้างหน้า

โดยหารู้ไม่ว่า กระบวนการเช่นนั้น คือ การสนับสนุนและส่งเสริมให้พระสงฆ์ทำผิดวินัยอย่างเป็นปกติวิสัย อีกทั้งยังเป็นการร่วมมือ ร่วมใจบิดเบือนคำสอนของพระศาสดา ด้วยการสร้างค่านิยมที่ผิด ๆ คือ ผิดทั้งวินัยและธรรม ให้เกิดขึ้นในสังคมชาวพุทธในปัจจุบัน

สังคมที่ ณ วินาทีนี้ มีแต่การครอบงำกันเองของภิกษุ อุบาสก อุบาสิกาด้วยชุดคำสอนต่าง ๆ ในนาม อรรถกถา คำกล่าวสาวก และคำสอนของสาวก ที่ปรุงแต่งขึ้นและมิใช่อกาลิโก เฉกเช่น พุทธวจนะ

ครอบงำกันและกันในฐานะ พุทธกระแสหลัก ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากสมัยพุทธกาล

และเมื่อ เงิน ยังเป็นของร้ายที่พระสงฆ์อ้างว่า จำเป็น นั่นเท่ากับว่า พระสงฆ์ในสมัยปัจจุบัน กำลังแสดงความกล้าหาญทางจริยธรรมที่ผิด ๆ  ด้วยการปฏิเสธไม่ปฏิบัติตามวินัยที่พระพุทธเจ้าบัญญัติ ทั้งยังไม่เคารพและหนักแน่นในธรรมที่พระพุทธเจ้าแสดงไว้

เฮ้อ ! ผมถอนใจใหญ่ พลันก็ปรากฏคู่ขัดแย้งขึ้นในลมปาก

ฤายุคสมัยนี้ เงิน จะเป็น พระเจ้า ของ พระสงฆ์ กันแน่วะ !

รวบรวมและเรียบเรียง
หลังม่านสีฟ้า
บลู เลอสง่า
ขึ้น
10 -13 ค่ำ เดือน 11

โดย ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า

 

กลับไปที่ www.oknation.net