วันที่ ศุกร์ ตุลาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

กลับบ้านแล้วครับพี่น้อง...!!!


กลับบ้านแล้วครับพี่น้อง...!!!

...ผมกลับจากโรงพยาบาลโรคทรวงอก มานอนเล่นอยู่ที่บ้านแล้วครับ เมื่อวานนี้ (วันที่ 21ตุลา)ประมาณสักเที่ยงๆได้ สาเหตุจากคุณหมอท่านเปลี่ยนแผนกะทันหัน ซึ่งก็ไม่ทราบได้ว่าคุณหมอท่านเป็นอะไรครับ “ครูแผน โอเคเนชั่น” ของเรา หรือว่ามีเชื้อสายอะไรกับ “ขุนแผน” เมืองสุพรรณหรือเปล่า ท่านถึงได้เปลี่ยนแผนไปมาได้หลายแผนฉะนี้...

...จากแผนดั้งเดิมทีแรก คุณหมอให้ไปนอนแอดมิดที่โรงพยาบาลโรคทรวงอก ในวันที่ 14 ตุลา เพื่อฉีดสารสีดูว่าเส้นเลือดหัวใจเส้นไหนของผมบ้างที่ตีบตัน จากนั้นก็จะทำบอลลูนต่อเนื่องไปให้เลย จากแผนนี้ผมก็จะนอนโรงพยาบาลเพียงแค่สองวันเท่านั้น วันเสาร์ที่ 16 ตุลา ก็จะสามารถกลับมาพักผ่อนที่บ้านได้...

...แต่ว่า “ผิดแผน” ครับ เพราะปรากฏว่าเจอตีบตันเข้าไปทั้งสามเส้น จากเส้นเลือดหัวใจสายหลักที่มีอยู่ 3 เส้น ซ้ายสองเส้นและขวาอีกหนึ่งเส้น เส้นซ้ายเรียกว่า Left main coronary artery แยกออกเป็นสองเส้นใหญ่คือ left anterior descending coronary artery  ซึ่งมักเขียนย่อๆกันว่า LAD เส้นนี้แหละครับที่สำคัญ เพราะว่าเส้นเลือดนี้จะเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจด้านหน้า ด้านข้างและผนังกั้นหัวใจ โดยรวมจะเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจประมาณ 45-55% ดังนั้นหากเส้นเลือดนี้อุดตันก็จะทำให้เกิดหัวใจวายได้ และผมก็ดันเป็นเส้นเลือดตีบตันที่เส้นนี้มากที่สุด คือกว่า 90% แล้ว คุณหมอใช้คำว่าเลือดผ่านไปได้น้อยมาก จนเกือบจะไม่ผ่านแล้ว...

...ส่วนเส้นซ้ายอีกเส้นหนึ่งเรียกว่า left circumflex coronary artery เขียนย่อๆว่า LCX เส้นนี้จะทำหน้าที่หล่อเลี้ยงผนังหัวใจด้านข้าง สำคัญย่อหย่อนจากเส้น LAD เพียงนิดเดียว แต่ยังเคราะห์ดีที่เส้นนี้ของผมตันไม่มาก คือตันเป็น “ผัวหลินฮุยพ่อหลินปิง” หรือตันเป็น “ช่วง ช่วง” นั่นแหละ...

...เส้นด้านขวาเป็นเส้นใหญ่เส้นเดียวพาดยาวตลอด เรียกว่า Right coronary aetery หรือเรียกเป็นชื่อย่อๆที่น่าจะจำง่ายที่สุดเพราะ ไปตรงกับย่านสถานบันเทิงที่วัยรุ่นชอบไปคือ RCA เส้นเลือดเส้นขวานี้มีหน้าที่ เลี้ยงหัวใจห้องขวา ผนังหัวใจด้านล่างและด้านหลัง ของผมเส้นนี้ก็ไม่พลาดตันเหมือนกัน เพียงแต่ไม่มากเท่าเส้น LAD แต่จะประมาณเท่าเส้น LCX …

…พอคุณหมอท่านเจอสามเส้นอย่างนี้ มันก็เลยเกิดทางเลือกสองทางขึ้นในการรักษา คือว่าทำ “บายพาส” หรือว่าผ่าตัดหัวใจโดยเอาเส้นเลือดจากตัวเรา มาต่อเชื่อมกับเส้นเลือดหัวใจ เหมือนเป็นถนนบายพาส ที่สามารถวิ่งผ่านได้รวดเร็ว โดยไม่ต้องไปรถติดในเมืองนั่นแหละ แต่วิธีนี้ก็เสี่ยงเพราะเป็นการผ่าตัดใหญ่ ต้องเปิดซี่โครงข้างหัวใจ ทำการผ่าตัดเข้าไป แม้จะทำได้ทีเดียวเลยสามเส้น แต่ว่าก็พักฟื้นนาน มากกว่าสองเดือนโน่นแหละ ถึงจะสามารถไปทำงานได้ อีกอย่างก็จะมีรอยแผลเป็นใหญ่โชว์ให้เห็นไปตลอดชีวิต...

...ส่วนอีกวิธีก็คือทำบอลลูน ซึ่งก็คือการสวนหัวใจเข้าไป จากการเปิดแผลเล็กๆที่ขาหนีบ วิธีนี้ไม่ต้องใช้ยาสลบ เพียงแค่ฉีดยาชาก็สามารถปฏิบัติการได้แล้ว แต่ข้อเสียก็คือจะต้องทำทีละเส้น เพราะมีปัจจัยเสี่ยงอีกอย่างหนึ่งเกิดขึ้นมาก็คือ “ไต” คุณหมอบอกว่าไตของผมไม่ค่อยสมบูรณ์นัก และสารไอโอดีนซึ่งเป็นสารทึบแสงที่จะต้องฉีดเข้าไปนี้ ก็มีผลต่อไตเป็นอย่างมาก ฉะนั้นจึงไม่สามารถที่จะทำทีเดียวให้จบทั้งสามเส้นได้ เพราะจะกินเวลานานมาก ทั้งยังจะต้องใช้สารไอโอดีนนี้เยอะเกินไป...

...ผมคิดแล้วว่ายังไงก็ต้องขอให้คุณหมอท่านทำ “บอลลูน” ให้จะดีกว่า เผื่อต่อไปจะไปไหนมาไหน เราก็ลอยไปกับบอลลูนได้ ดูเท่กว่ากันเยอะกับ “บายพาส” ที่ยังไงๆก็ยังอยู่บนท้องถนน ที่สำคัญที่สุดคือผมกลัวว่า ทุกคนจะเห็นความลับในใจของผมที่ปกปิดมานาน เพราะการทำบายพาสนั้น คุณหมอต้องเปิดหัวใจเข้าไปผ่าตัด ยังไงๆก็ต้องเห็นหัวใจผมแน่ สู้ให้คุณหมอท่านทำบอลลูนไม่ได้ เพราะทำเพียงแค่สอดสายสวนหัวใจเข้าไปเท่านั้นเอง ไม่ถึงกับเข้าไปลูบคลำหัวใจของผม...!!!

...คุณหมอท่านก็เลยวางแผนใหม่ ให้ผมบำรุง “ไต” ไว้ให้ฉ่ำ จากนั้นก็นัดหมายว่าวันพุธหรือพฤหัสที่ 20-21 ตุลา จะทำการผ่าตัดทำบอลลูนให้เป็นเส้นแรก โดยเลือกเส้นที่ตันมากที่สุดก่อนนั่นก็คือเส้น LAD แต่ว่าพอวันจันทร์ที่ 18 ช่วงเย็นๆก็กลับมาเปลี่ยนแผนกะทันหันอีกว่า วันอังคารที่ 19 ช่วงบ่ายๆจะทำการผ่าตัดให้เลย เพราะมีห้องว่างพอดี คือไอ้ของผมนี้การผ่าตัดมันผิดแผนมาตั้งแต่ครั้งแรก อย่างที่บอกนั่นแหละครับ คิวที่จะต้องรับการผ่าตัดครั้งต่อไป ก็เลยต้องเป็นคิวแทรก คอยว่าจะสามารถไปสอดแทรกเอากับช่วงคิวของคนไข้ไหนได้บ้าง เพราะแต่ละกรณีที่คุณหมอผ่าตัดนั้นไม่สามารถกำหนดได้แน่นอนว่า ยาวนานหรือยากง่ายขนาดไหน ของบางคนงานง่ายก็อาจจะแค่ครึ่งชั่วโมงเสร็จ แต่ของบางคนก็อาจจะปาเข้าไปถึง 2 – 3 ชั่วโมงก็มี แต่ปกติแล้วคิวของคุณหมอวิรัชที่จะทำการผ่าตัดนั้นจะเป็นวันพุธกับวันพฤหัส แต่ก็บังเอิญอีกว่าวันอังคารที่ 19 นั้น มีคนไข้เลื่อนคิวในการผ่าตัดของคุณหมอท่านอื่น จึงมีห้องผ่าตัดว่างในช่วงเวลานั้นพอดี คุณหมอก็เลยรีบมานัดหมายผม ให้ทำใจให้พร้อม...!!!

...คุณพยาบาลให้ผมทานอาหารเช้าให้เสร็จ กินยาให้เรียบร้อย แล้วก็ปิดป้ายประกาศให้รู้ทั่วกันว่า “งดน้ำงดอาหาร” จากนั้นก็กระทำการพันธนาการผมด้วยสายน้ำเกลือ แต่กระนั้นก็ยังไม่อาจจะผูกมัดให้ผมอยู่ห่างจาก “เฟซบุ๊ค” ได้...!!!

...ยังไม่ทันจะบ่ายดี คุณพยาบาลก็โผล่พรวดเข้ามา บอกให้ผมไปปัสสาวะให้เรียบร้อย ให้ยาคลายเครียดหนึ่งเม็ด ตามด้วยยาแก้แพ้สารสีอีกสองเข็ม จากนั้นก็เข็นผมเข้าห้องเย็นที่ชั้นสอง...!!!

...แต่วันนี้แปลกแฮะ ผมไม่ค่อยรู้สึกหนาวสั่นเหมือนวันแรกที่เข้ามาฉีดสี มันก็ยังเย็นนั่นแหละ เพียงแต่ว่าร่างกายของเรา และจิตของเราอาจจะรับรู้และเตรียมพร้อมไว้แล้วก็ได้ มันจึงไม่เกิดอาการสั่นเหมือนครั้งแรก พยาบาลเอาแอลกอฮอล์มาเช็ดบริเวณขาหนีบทั้งสองข้างดังเดิม แต่ครั้งนี้ดีหน่อยไม่ค่อยแสบเหมือนครั้งแรก มันอาจจะด้านไปแล้วก็เป็นได้ รอไม่นานคุณหมอก็มาฉีดยาชาแล้วก็เปิดแผลที่ขาหนีบด้านขวาเหมือนเดิม ครั้งนี้เจ็บน้อยกว่าครั้งแรกครับ แต่ว่าเมื่อยกว่าครั้งก่อนมาก เพราะว่าทำนานกว่า สภาพการที่ต้องนอนเอามือทั้งสองข้างยกขึ้นมา จับกันไว้เหนือศีรษะอยู่อย่างนั้นกว่าสองชั่วโมง มันเมื่อยสุดๆครับท่านผู้ชม มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมเมื่อยจนไม่ไหวแล้วก็เลยเลื่อนแขนลงมาหน่อย เพื่อให้มันบรรเทาอาการเมื่อยลงมา ปรากฏว่าคุณพยาบาลรีบมายกแขนผมขึ้นมาไว้อย่างเดิม บอกว่าแขนผมไปบังจอเอกซเรย์...!!!

...คุณหมอท่านก็กระทำการบอลลูนผมไปอย่างสนุกสนาน ผมก็เสียวๆเย็นๆหน้าขาเป็นระยะ แต่สักพักก็สะดุ้งโหยง รู้สึกเจ็บขึ้นมาทันใด คุณหมอท่านก็เลยต้องรีบฉีดยาชาเสริมขึ้นมาทันทีเหมือนกัน แสดงว่านี่ถ้าไม่ได้ยาชาช่วยไว้ ผมคงมีอาการดิ้นกระเดือก เป็นปลาหมอแถกเหงือกอย่างแน่นอน...

...เวลาผ่านไปสักชั่วโมงครึ่งคุณหมอก็บอกผมว่า เส้นเลือดเส้นแรก LAD ทำการบอลลูนเสร็จเรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวคุณหมอจะทำเส้นที่สอง LCX ต่อให้เลย อ้าว!! เปลี่ยนแผนอีกแล้วครับคุณหมอเรา แต่ก็ดีครับจะได้ไม่ต้องเจ็บหลายที เส้นที่สองนี้ทำไม่นานประมาณสักครึ่งชั่วโมงเห็นจะได้ ก็เสร็จเรียบร้อย ผมก็มีบอลลูนอยู่ในหัวใจอย่างเป็นเรื่องเป็นราว...!!!

...คุณหมอบอกว่าใส่ขดลวดไว้ในเส้นเลือดหัวใจให้ผมไว้สามขด ที่ LAD ซึ่งตันเยอะนั้นไว้สองขด และที่ LCX นั้นไว้หนึ่งขด ขอให้ผมดูแลรักษามันไว้ให้ดี อย่าให้มันดีดตัวเต้นกระดึ๋งๆออกมานอกหัวใจเป็นอันขาด ส่วนเส้น RCA ซึ่งเป็นเส้นขวานั้น จะนัดทำบอลลูนให้อีกทีในเดือนธันวาคม...

...จากนั้นก็ทำการปิดแผลที่ผ่าตัด แล้วก็เข็นเตียงผมกลับมาที่ห้อง 7611 เหมือนเดิม เสียแต่ว่าคราวนี้ คุณพยาบาลยังไม่เอาเข็มที่เจาะเข้าไปในเส้นเลือดออกให้เลย ยังคงค้างโด่อยู่อย่างนั้น ผมก็งงเพราะครั้งก่อนพอผ่าตัดเสร็จ ก็เอาเข็มออกแล้วก็คุณพยาบาลจะกดทับที่แผลไว้นาน 15 นาที จากนั้นจึงปิดแผลไว้ด้วยผ้าก็อซก้อนใหญ่ แล้วก็เอาถุงทรายสองกิโลทับไว้อีกที ห้ามขะยุกขะยิกขาข้างนี้ไปอีกสี่ชั่วโมง พ้นสี่ชั่วโมงแล้วเอาถุงทรายออกได้ ขยับตัวขยับขาได้ แต่ห้ามเดินอีกสี่ชั่วโมง แต่วันนี้ไม่เหมือนเก่าครับ เข็มยังคาอยู่ที่แผลอยู่เลย คุณพยาบาลบอกว่าให้นอนเฉยๆ อย่ากระดุกกระดิก อย่าพับขาเป็นอันขาดเดี๋ยวเข็มจะหัก ผมก็ถามว่าแล้วทำไมไม่เอาออกเลยละครับ ครั้งก่อนพอผ่าตัดเสร็จแล้วยังเอาออกเลย คุณพยาบาลเธอก็บอกว่าค่าของอะไรในตัวผม ซึ่งจำไม่ได้แล้วครับ มันวัดได้ 7,500 หากเอาเข็มออกตอนนี้เกรงว่าเลือดจะไหลไม่หยุดก็เลยต้องคาเอาไว้ก่อน สรุปว่าผมต้องนอนเฉยๆไป 4 ชั่วโมง จนกว่าจะถึงสองทุ่มจะมีคุณหมอมาเอาเข็มออกให้ ตอนนี้ก็ต้องนอนให้ “คุณแม่ราตรี” ของผมท่านป้อนข้าวป้อนน้ำให้ไปก่อน ดีเหมือนกันครับ ได้กลับมาเป็นเด็กอีกครั้ง...!!!

...แต่สองทุ่มแล้วคุณหมอก็ยังไม่ยอมมาเอาออกให้สักที จนเลยไปถึงสี่ทุ่ม จึงจะมา คุณหมอที่ว่านี้เป็นคุณหมอเด็กๆที่อยู่เวรนะครับ ไม่ใช่คุณหมอวิรัชที่ผ่าตัดให้ผม คุณหมอมาปรากฏตัวพร้อมเครื่องมือน่ากลัวชิ้นหนึ่ง ลักษณะของมันไม่ค่อยเหมือน เครื่องมือแพทย์สักเท่าไหร่ครับท่านผู้ชม มันเหมือนเครื่องมือช่างเสียมากกว่า ลักษณะมันเป็นฉากแล้วก็มีน๊อตเลื่อนเข้าออกขึ้นลงได้ คุณหมอจะใช้เครื่องมือนี้บีบอัดผ้าก็อซให้ปิดปากแผลไว้นาน 15 นาที อืออม์!! ทีครั้งก่อนใช้มือพยาบาลกดไว้ 15 นาที มาคราวนี้ต้องใช้เครื่องมือเลยแฮะ...!!!

...ก่อนที่คุณหมอจะเอาเข็มออก ได้ขอฉีดยาชาลงไปก่อน แสดงว่าถ้าเอาออกมาเฉยๆผมคงจะเจ็บน่าดู แต่ถึงจะไม่รู้สึกเจ็บแต่ผมก็ไม่กล้าดูอยู่ดีแหลละครับ ผมนอนหลับตาปล่อยให้หมอดึงเข็มออกตามสะดวก รู้สึกระบมๆอยู่บ้างเหมือนกัน แต่ก็อดทนไว้บอกกับตัวเองว่า “เดี๋ยวมันก็จะผ่านไปเอง” คุณหมอขันเครื่องมือที่ว่านั้นแข็งปั๊กแล้วก็สั่งพยาบาลไว้ว่า อีก 15 นาที จะมาเอาออกให้ตอนนี้ขอตัวไปดูคนไข้อีกห้องหนึ่งก่อน คุณหมอออกไปได้สักห้านาที ช่วงเวลานั้นคุณพยาบาลก็จะวัดความดันโลหิตของผมเป็นระยะๆ สักพักก็ตาลีตาเหลือกถามผมว่า ผมรู้สึกหน้ามืด วิงเวียนจะเป็นลมบ้างไหม ผมบอกว่าไม่รู้สึกอะไรเฉยๆ แล้วก็ย้อนถามกลับว่ามีอะไรหรือครับ คุณพยาบาลบอกว่าความดันมันลดต่ำลงมาถึง 40 ค่ะ อ้าว!! ทีนี้ผมรู้สึกหวิวๆเลย ก็ไม่รู้ว่ามันหวิวๆเพราะความดันมันลดลงต่ำ หรือว่ามันหวิวๆเพราะคำที่พยาบาลบอก แต่น่าจะมาจากอันหลังมากกว่านะ...!!!

...ทีนี้ผมก็เห็นคุณพยาบาลช่วยกันตามตัว คุณหมอคนเดิมกันจ้าละหวั่น ทั้งโทรศัพท์ทั้งเดินตามไม่รู้ว่าคุณหมอพ่อเจ้าประคุณ ไปอยู่ในห้องคนไข้ห้องไหน จนกว่าจะเจอก็กินเวลาครบ 15 นาทีพอดี คุณหมอก็รีบมาเอาเครื่องมือออก ความดันของผมก็เริ่มกลับมาปกติที่ 90 แต่ว่าผมยังคงรู้สึกหวิวๆอยู่...!!!

...หลังจากเอาเข็มออกแล้วคุณหมอก็โปะแผลด้วยก้อนผ้าก็อซ จากนั้นก็เอาถุงทรายหนักสองกิโลพาดทับอีกที สั่งเป็นแพทเทิร์นไปเลยว่า “ห้ามเอาถุงทรายออกภายในสี่ชั่วโมง สี่ชั่วโมงไปแล้วเอาถุงทรายออกได้งอขาได้ แต่ห้ามลงจากเตียงอีกสี่ชั่วโมง พรุ่งนี้เช้าให้เอาน้ำราดผ้าที่ปิดแผลให้ชุ่มแล้วดึงออกเอง จะมีพยาบาลมาทำความสะอาดแผลให้ในตอนเช้า” ตอนนั้นเพิ่งจะสี่ทุ่ม กว่าจะสี่ชั่วโมงก็ตีสอง หมดสิทธิ์ลุกไปฉี่เองแล้วครับ ก็เลยบอกเจ้าอ๊อฟลูกชาย ให้เอากระบอกฉี่มาวางไว้ข้างๆเตียง เผื่อผมปวดกลางคืนจะได้นอนฉี่เองได้...!!!

...คุณหมอให้ผมนอนรอดูผลเลือดว่าไตดีขึ้นหรือไม่อีกสองวัน ถ้าโอเคแล้ววันพฤหัสที่ 21 จะให้กลับบ้านได้ แต่ว่ายังไม่ให้ไปทำงาน ยังไม่ให้ขับรถ ยังไม่ให้ยกของหนัก ยังไม่ให้ลงซ้นเท้าขวาหนักๆ จนกว่าจะถึงสิ้นเดือน แล้วก็ภายในหนึ่งเดือนห้ามเดินทางไกล ห้ามนั่งรถทัวร์ ห้ามขึ้นเครื่องบิน พ้นจากกำหนดนั้นแล้วจึงจะโอเค ฟังเรื่อง “ห้ามขึ้นรถทัวร์” แล้วผมก็นึกถึงเพื่อนผม “สุทธิพันธิ์ บุญมา” ผู้วายชนม์ด้วยโรคหัวใจขึ้นมาอย่างฉับพลัน...

... “สุทธิพันธุ์” เพื่อนผมไปทำบอลลูนที่โรงพยาบาลมาอย่างผมนี่แหละครับ เสร็จแล้วก็นั่งรถทัวร์กรุงเทพฯ-แม่สอด เพื่อจะกลับไปทำงานที่ด่านศุลกากรแม่สอด ไม่น่าเชื่อครับพอรถทัวร์ถึงสถานีขนส่งแม่สอด เพื่อนก็ตีลังกาหัวทิ่มลงมาเลยครับ นั่นเป็นการเสียเพื่อนร่วมรุ่น “ศุลการักษ์รุ่น 17” ไปเป็นคนแรก นึกถึงเพื่อสุทธิพันธ์แล้วก็ต้องเชื่อหมอครับ ผมจะไม่ไปไหนโดยเด็ดขาดในระยะนี้...!!!

...ผมกลับมาพักผ่อนที่บ้านเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันพฤหัสที่ 21 ตุลา เมื่อวานนี้ แต่ผมยังคงต้องพักผ่อนอยู่ที่บ้านไปจนถึงสิ้นเดือนค่อยไปทำงานวันที่ 1 พฤศจิกายน จากนั้นวันที่ 1 ธันวาคม ก็ค่อยกลับเข้าไปที่โรงพยาบาลโรคทรวงอกอีกครั้ง เพื่อผ่าตัดทำบอลลูนเส้นข้างขวา (RCA) อีกเส้นหนึ่งที่เหลืออยู่ หวังว่าครั้งนี้คงจะเป็นไปตามแผนนะครับ...

...ป่วยครั้งนี้ผมคงต้องขอบคุณทุกกำลังใจที่ มีเข้ามาอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นทางหน้าบล็อกโอเคเนชั่น ทางเฟซบุ๊ค ทางอีเมล์ ทางโทรศัพท์ รวมถึงผู้ที่มาเยี่ยมเยียนถึงขอบเตียงไม่ว่าจะเป็นญาติๆ เช่น พี่ฟ้า หลานจูน ที่นอกจากจะมาเยี่ยมแล้วยังมาช่วยจัดการดูแลสารพัดธุระของผมให้ลุล่วง พี่ชมพู พี่ใหญ่ หลานแจ๊ค และเอ๋แฟนแจ๊ค น้าเหลือง น้ารัน หลานน้อย คุณยายพวงศรี และหลานจุ๊บผู้น่ารัก...

...ญาติทางฝ่ายคุณแม่ผมก็มาหลายคนทั้ง พี่หนุ่ย พี่อิ่วซึ่งมากับพี่สมเกียรติสามี เพื่อนๆของคุณแม่ราตรีก็มาเยี่ยมคือ น้าพะนอ และป้าสมทรง ญาติในตระกูล “ดุษิยามี” ก็มาเยี่ยมคือ แฟนต้าน้องชายผมเองกับอาแมว...

...เพื่อนในแวดวงโอเคเนชั่นที่อุตส่าห์หอบของพะรุงพะรังมาเยี่ยม ก็มี “ครูทิพย์” “กุ้งอบเพลิง” “ป้ารุ” “Minmint” และสองสามีภรรยา “หน่อย บุปผา” กับ “น้อยครับ” โดยเฉพาะ “กุ้งอบเพลิง” นั้นเธอมาอย่างน่าสงสารมาก เพราะหอบมาทั้งตะกร้าของฝากตัวเองและตะกร้าของฝาก จาก “ครูแดง” แห่งร้านโอยั๊วะ ฝากกราบของพระคุณผ่านหน้าบล็อกไปถึง “ครูแดง” ด้วยนะครับ...

... “อี๊ด” คุณแม่เจ้าอ๊อฟลูกชายผม ก็ยกพลมาเยี่ยมผมครบคณะ ทั้ง “พี่แอ๊ว” “น้องอ๋อย” มาพร้อมกับพี่โญสามี บวกด้วยลูกสาวคนสวย-น้องหมิงกับลูกชาย... อ้าว!! ลืมชื่อไปเสียได้ขออภัยคุณลุงด้วยนะลูก ลุงอัลไซเมอร์ไปเสียแล้ว...

... “น้องหญิง” จากแม่สอดก็อุตส่าห์มาเยี่ยมอย่างนึกไม่ถึง ว่าไมตรีจิตจะทำให้คนผูกพันห่วงใยกันได้ขนาดนี้ “อาจารย์หน่อย” จากพาณิชย์ธนฯ เพื่อนเก่าทางใจของผมเมื่อ เกือบ 30 ปีก่อน ก็มาเยี่ยมทั้งๆที่งานของเธอล้นมือ ขนาดผมขอนัดทานข้าวมาเป็นหลายเดือนแล้วก็ยังไม่ได้คิวเลย...

… “เพื่อนๆจากศุลการักษ์รุ่น 17” ก็มาเยี่ยมกันหลายคนทั้ง จุมพล ประยูร สมชาย ผาสุข วินัย สมเกียรติ-ตรี ศักดิ์ชัย-สักกะ และคุณเวอร์-ชูชาติ ขอบคุณนะเพื่อน แล้วอย่าลืมดูแลตัวเองบ้าง ไปตรวจไปเช็คสภาพร่างกายกันบ้าง กันไว้ดีกว่าแก้...

... เพื่อนจากโรงเรียนเก่า “วัดราชโอรส” ก็มีเพื่อนเจีย-วัชรพงศ์ มากับ “อาจารย์อุ้ย” ภรรยาคนสวย “ทวีวิทย์” กับ “สมศักดิ์” ไปไม่ทันเยี่ยมที่โรงพยาบาลก็ยังอุตส่าห์ตามมาเยี่ยมเยียนที่บ้าน ต้องขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่งครับ...

...แต่ที่สุดของที่สุดที่จะต้องกราบขอบคุณพระคุณ ก็คือ “คุณแม่ราตรี” ของผมเองที่ต้องเดินทางไกลมาจากชุมพร เพื่อมาดูแลลูกชายคนนี้ กลางวันก็ได้คุณแม่ราตรีของผมนี้แหละครับ ช่วยเหลือหยิบจับฉวย ป้อนข้าวป้อนน้ำดูแลผมตลอดวัน ส่วนกลางคืนก็ได้ “เจ้าอ๊อฟ” ลูกชายคนเดียวของผม ที่มานอนเฝ้าไข้คุณพ่อให้ ช่วยเอากระบอกฉี่มาให้ฉี่ ช่วยเอายามาให้กิน ใช้งานได้อย่างนี้ชื่นใจเหลือเกินครับ และสุดท้ายที่จำเป็นต้องกล่าวถึงอีกรอบก็คือ “พี่เล็ก” หรือ “อาจารย์นิตยา ดำรงวุฒิ” อาจารย์ของบรรดาคุณพยาบาลทั้งหลายที่โรงพยาบาลนี้ ที่ช่วยดูแลให้ข้อมูลประกอบกับการตัดสินใจ ในทุกขั้นตอน รวมทั้งยังช่วยแนะนำคุณหมอ “วิรัช” ซึ่งเชี่ยวชาญด้านบอลลูน ที่สุดแล้วของโรงพยาบาลแห่งนี้ให้ด้วย อ้อ!! อีกท่านหนึ่งเหมือนโลกกลมครับ ได้แก่ “นพ.สวรรค์ กาญจนะ” คุณหมอบล็อกเกอร์โอเคเนชั่นของเรานี่แหละ ท่านโทรมาคุยกับผมถามเรื่องอาการต่างๆ พอทราบว่าคุณหมอที่ทำการรักษาให้ผมได้แก่ “หมอวิรัช” ท่านก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง คุณหมอท่านบอกว่า “คุณหมอวิรัช” เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกันที่รามาของคุณหมอเอง คุณหมอท่านก็เลยจัดการโทรไปฝากฝังผมกับคุณหมอวิรัชอีกรอบ ต้องขอบคุณคุณหมอมากครับ...

...แล้ววันที่ 1 ธันวาคม 2553 ผมจะพาทุกท่านไปทัวร์ RCA กันอีกรอบครับ...!!!

โดย เป๊ปซี่

 

กลับไปที่ www.oknation.net