วันที่ พฤหัสบดี ตุลาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สร้างความกล้า ท้าความกลัว


   เชื่อว่าคุณพ่อ คุณแม่ หลายๆ ท่านคงเคยผ่านประสบการณ์ความกังวลใจ ที่ลูกๆ เกิดความกลัวในเรื่องที่ผู้ใหญ่อย่างเราคิดว่า ไม่ได้น่ากลัวเลย เด็กบางคน ก็กลัวเสียงดัง บ้างก็กลัวความมืด กลัวผี แต่ที่ฮิตฮอตสุดๆ คงหนี้ไม่พ้นเจ้า ตุ๊กแก ที่ผู้ใหญ่มักนำมาขู่เด็กๆ ที่ชอบงอแง ว่า "ระวังตุ๊กแก จะมากินตับ"

   แต่ลูกสาวของผมนั้นมาแปลก พอเริ่มเดินได้เตาะแตะ ก็มักชอบจูงมือน้าสาวออกไปเดินเล่นนอกบ้านกันเป็นประจำ แต่ดันไปเจอเจ้า คางคก เข้าอย่างจัง ทำเอาน้าสาวร้องเสียงหลง ขณะที่ลูกสาวผมก็ยืนนิ่งแบบงงๆๆ ว่าน้าร้องทำไมนะ ก่อนจะวิ่งหนีพร้อมกับส่งเสียงร้องดังลั่นตามมา นับจากนั้นลูกสาวจอมซนก็กลายเป็นคนกลัวสัตว์สะเทินน้ำ สะเทินบก จำพวก กบ เขียด คางคก แม้แต่ภาพในหนังสือก็ยังไม่กล้าดู (ผู้ใหญ่เป็นต้นแบบจริงๆ)

"สงสัยอนาคตลูกสาวเราจะได้เป็นดาราดัง" เป็นคำพูดที่ผมบอกกับแม่บ้าน เพื่อให้คลายความกังวลกับความกลัวของลูก เพราะยุคนั้นเห็นดาราดังส่วนใหญ่ต้องกลัวอะไรแปลกๆ ที่คนอื่นเขาไม่กลัวกัน

   ปัญหาไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เพราะยิ่งนานวันลูกสาวก็แสดงความกลัวออกมาให้เห็นมากขึ้น ยิ่งเวลาหลังฝนตก พอพลบค่ำเจ้าพวก กบ เขียด คางคก ต่างพากันออกมากระโดดโลดเต้น ส่งเสียงร้องดังระงมไปทั่วบ้าน ฟังแล้วเหมือนบรรยากาศอยู่กลางท้องทุ่งนายังไงยังงั้น ทำเอาลูกสาวไม่กล้าแม้นแต่จะก้าวเท้าออกจากบ้าน แถมยังบ่นอีกว่า "ทำไมพวกมันถึงไม่ไปอยู่บ้านคนอื่นบ้างนะ"

"อ้าว ก็บ้านคนอื่นเขาเทปูนกันหมดแล้ว มันก็เลยมาหลบอยู่บ้านเรา มีทั้งลานดิน มีพุ่มไม้ให้พวกมันได้หลบซ้อน มีบ่อปลาให้ได้วางไข่ มีอาหารอุดมสมบูรณ์" พ่อพูดเหมือนกับบ้านตัวเองกว้างสัก 10 ไร่

   และแล้วผมก็เริ่มแผน ละลายความกลัว เรียนรู้อย่างสนุก แบบฉบับบ้านๆ เห็นคางคก กบ เขียด ที่ไหน ก็จะชี้ชวยให้ลูกดู บ้างก็เดินเข้าไปใกล้ให้มันกระโดดหนี ยิ่งถ้าเป็นพวกกบ เขียด นี้วิ่งเข้าไปไล่จับให้เห็นๆ เป็นที่สนุกสนาน เพื่อที่จะชี้ให้ลูกเห็นว่า มันไม่ได้มีอันตรายและน่ากลัวอย่างที่ลูกคิด

"กบ เขียด เนี้ยกินได้ด้วยนะ"

"จริงนะ" ลูกสาวชักเริ่มสงสัย เลยเข้าทางพ่อ

"จริงสิ สมัยพ่ออยู่ต่างจังหวัด พอฝนหยุดตก ปู่ก็จะพาออกไปจับกบ จับปลา พอหน้าแล้ง ก็จะไปหาขุดกบที่กำลังจำศีล มาทำกิน"

"พ่อกล้ากินเหรอ" ลูกสาวถามด้วยความสงสัย

"กล้า สิ กบทอดกระเทียมพริกไทย เนี้ยอร่อยมาก"

"แล้วเขียด เนี้ยกินได้ด้วยเหรอ" ลูกสาวยังสงสัยไม่เลิก

"กินได้สิลูก เมื่อก่อนใครขับรถไปเที่ยวทางภาคเหนือ จะต้องแวะชื้อเขียดไชโย ที่ทอดขายกันอยู่ข้างทาง กินเป็นอาหารว่าง"

"มันเป็นยังงัย ค่ะพ่อ เขียดไชโย"

"อ้าว ก็เขียดเวลาถูกน้ำมันร้อนๆ ในกระทะ มันก็จะยืดแขน ยืดขา เหมือนกับเวลาตอนคนเราดีใจ ก็จะพากันกระโดดชูขาร้องไชโย" พ่ออธิบายพร้อมออกท่าทางให้ดู และดูจะเป็นที่ถูกอก ถูกใจ ลูกสาวส่งเสียกหัวเราะคิกคักๆ

 "พ่อเอาอีกๆๆๆ" ทำให้พ่อได้ใจคิดว่า "ได้ผลแฮะ" สองคนพ่อลูกเลยเล่นสนุกกันใหญ่

   หลังจากชวนเล่น ชวนคุยอยู่นานหลายเดือน ก็เห็นผลลูกสาวผมเลิกส่งเสียงร้องลั่นเวลาเห็นคางคง กบ เขียด แล้วแต่ก็ยังคงไม่กล้าเข้าใกล้อยู่ดี

   และแล้วช่วงปลายฝน ก็เป็นโอกาสดีอีกครั้ง เมื่อผมสังเกตุเห็น เม็ดสีขาวใสๆ ข้างในเป็นสีดำ คล้ายเม็ดแมงลัก ลอยเป็นสายยาวอยู่เต็มบ่อปลา จึงรีบชวนลูกออกมาดู "พ่อๆๆ ไข่อะไรนะ" ลูกสาวถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นอีกตามเคย

"ถ้าอยากรู้ต้องคอยสังเกตดูเอานะ" หลังจากนั้นลูกสาวก็หมั่นมาสังเกตการณ์ทุกวันทั้งเช้า-เย็น

   ไม่นานนักจากไข่ ก็กลายเป็นลูกอ๊อดและดูจะเป็นที่โปรดปรานของลูกสาวที่คอยเอาสะหวิงมาตักมันขึ้นมาดูเกือบจะทุกวัน จนกระทั่งหากลูกอ๊อดเริ่มหดหาย พร้อมกับมีขา 4 ขายื่นออกมา และลูกสาวก็แน่ใจว่า มันคือ ลูกคางคกนั้นเอง หลังจากนั้นลูกสาวผมก็ไม่สนใจไปที่บ่อปลาอีกเลย

   วิธีแบบบ้านๆ ใช้ไม่ได้ผล งานนี้ก็ต้องของพึ่งพาตำราแล้วล่ะ หนังสือ นิตยสาร ตำราวิชาการเกี่ยวกับจิตวิทยาเด็กถูกหามาอ่าน และทุกตำราก็ให้ข้อมูลที่คล้ายๆ กัน ว่า ความกลัว ไม่ใช้สิ่งที่น่ากลัว เป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นสัญชาตญาณ ของเด็กๆ โดยเฉพาะช่วงวัย 3-5 ขวบ เด็กๆ จะเกิดความกลัวกันแบบสุดๆ แต่ถ้าเด็กๆ ขาดสัญชาตญาณแห่งความกลัว เด็กๆ ก็จะไม่เกิดความระมัดระวังสิ่งต่างๆ ซึ่งจะเป็นอันตรายได้มากกว่า ทางแก้ คือ ต้องฝึกให้เด็กเผชิญกับสิ่งนั้นๆ อย่าค่อยเป็นค่อยไป และคอยให้กำลังใจ

   เอาละสิ สิ่งที่ตำราบอกไว้ ก็ทำมาจนหมดแล้ว แถมลูกสาวอายุก็เลย 5 ขวบไปแต่ก็ยังไม่หายกลัว แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะอย่างน้อยตำราก็ช่วยให้ผมเข้าใจว่า ความกลัวเป็นเรื่องของธรรมชาติ เป็นเรื่องที่ดีในอนาคต แม้สิ่งที่ผมทำมาจะไม่ได้ช่วยให้ลูกสาวหายกลัวได้อย่างเด็ดขาด แต่ก็ช่วยให้ลูกอยู่กับความกลัวได้อย่างมีสติ แต่ผมก็ไม่ละความพยายาม ยังคงสร้างความเคยชินให้กับลูกสาวเสมอ เจอคางคก กบ เขียด ที่ไหนเป็นต้องชี้ให้ดู ให้ถ่ายรูป

   เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก ลูกผมก็อยู่ชั้น ป.6 ปีนี้นี่เองอยู่ดีๆ ลูกสาวก็เอ่ยปากชวน "พ่อๆ พาหนูไปซื้อกบหน่อย" ทำเอาผมนิ่งเงียบ

"หนูจะเอามาทำอะไร" ผมถามลูกสาวด้วยความแปลกใจ

   ลูกสาวนิ่งคิดอยู่พักหนึ่ง "หนูจะเอามาผ่าดูข้างใน" ทำเอาผมยิ่งแปลกใจไปใหญ่

"อ้าว หนูกลัวกบ และจะกล้าผ่ากบเหรอ" คราวนี้ลูกสาวนิ่งเงียบไปพักใหญ่

   ในเมื่อลูกสาวอย่ากเรียนรู้ในสิ่งที่ตัวเองกลัวสุดๆ มีหรือที่พ่ออย่างผมจะปล่อยโอกาสให้ผ่านไป เรา พ่อ-แม่-ลูก ออกไปหาซื้อกบที่ตลาดกันทันที งานนี้ฮากันทั้งตลาด เพราะระหว่างมองหาว่าร้านไหนขายกบบ้าง ลูกสาวก็หันไปเจอกบนับร้อยตัวอยู่ในถัง ลูกสาวเข้าเกียร์ถอยหลังแบบเร็วจี๋ เรียกให้มาเลือกเองก็ไม่มา ยืนสั่งซื้อกบอยู่ห่างๆ ให้แม่เป็นแนวหน้า "หนูขอ 2 ตัวนะคะแม่"  

     ในที่สุดเราก็ได้กบตัวใหญ่ๆ 2 ตัว ที่พ่อค้าใจดีช่วยทำให้มันสลบกลับบ้านดังใจหมาย  คุณแม่  รีบไปหยิบกล้องมาคอยบันทึกภาพแห่งความกล้าหาญ ขณะที่ลูกสาวไปหอบอุปกรณ์ผ่าตัดที่เตรียมไว้ออกมาให้พ่ออย่างผม จับกบขึ้นเขียงเตรียมผ่าตัด

หนูยังกลัวอยู่ค่ะ...

     ทุกอย่างพร้อมหมดแล้ว จะเหลือก็เพียงแต่ลูกสาวคนเดียว ที่ยังคงลังเลและยังไม่ยอมเข้าใกล้ กบ อ๊บๆๆ สัตว์ ที่ดูน่าเกลียด น่ากลัวที่สุดในจิตนาการของลูก

     "อ้าว หนูไม่เข้ามาใกล้ แล้วจะผ่ายังไงละลูก"  ผู้เป็นแม่ร้องถาม

     "เดี๋ยวก่อนสิแม่ หนูของทำใจ(กล้า)ก่อนนะ" ลูกสาวตอบ  ด้วยน้ำเสียงที่เชื่อมั่นปนความลังเล ตามมาด้วยเสียงร้องเรียก "พ่อๆๆ มาช่วยหนูหน่อยสิ"

กำลังดูวิธีการของพ่ออย่างตั้งใจค่ะ

     "ฮิๆๆๆๆ " คาดการณ์ไว้ไม่มีผิดว่า ลูกสาวจะต้องเรียกให้ไปช่วย และก็ไม่ใช้ปัญหา เพราะนั้นคือ หน้าที่ของพ่อ แม่ ที่จะต้องเป็นแบบอย่าง เป็นผู้นำทางและชี้แนะให้ลูก

     ทันทีที่ผมเริ่มลงใบมีดกรีดไปที่หน้าท้องของน้องกบ อ๊บๆๆ  โดยมีลูกสาวยืนดูอย่างใจจดใจจ่อ "พ่อๆ หนูขอลองมั่งค่ะ"

หนูเริ่มกล้านิดนึงแล้วค่ะ

     ด้วยความอยากรู้ อยากลอง ปนกับความกลัว ลูกสาวจึงเร่งลงมืออย่างรวดเร็ว ทำเอาเจ้ากบเลือดไหลนอง ตับ ไต ใส้ พุง เละไปหมด และแล้วลูกสาวก็ชักเริ่มสนุกจนลืมความกลัวไปอย่างสิ้นเชิง รีบคว้า กบ อ๊บๆๆ ตัวที่สองออกมาจัดการด้วยตัวเอง

ขั้นตอนนี้หนูเริ่มเปิดหนังหน้าท้องน้องกบแล้วค่ะ เอ๊ะ!หนูหายกลัวหรือยังเนี่ย

หนูกำลังใช้สมาธิอยู่ค่ะ น้องกบเลือดไหลนองเลย

โชว์อวัยวะภายในน้องกบค่ะ คล้ายกับของมนุษย์ไหมค่ะ

ตัวแรกของหนูอาจจะเละไปนิดนะคะ

การผ่าน้องกบตัวแรกสำเร็จแล้วแต่ไม่เนียนเลย หนูขอลองอีกครั้งค่ะ

การผ่าตัวที่ 2 สำเร็จแล้ว สะอาดหมดจดดีค่ะ อวัยวะภายในครบถ้วน สมบูรณ์

     คราวนี้ลูกสาวค่อยๆ บรรจงลงคมมีดกรีดไปที่หน้าท้องน้องกบ อ๊บๆๆ ได้อย่างใจเย็น ทำเอาพ่อกับแม่ ต่างหันมามองหน้ากันด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม ด้วยความภาคภูมิใจในความสำเร็จ ที่เราพยายามกันมานานหลายปี

นำอวัยวะที่ได้ไปดองเก็บไว้ในขวดโดยแช่ด้วยแอลกอฮอล์ 70%

จากการฝึกเดี่ยวลงสู่ขั้นปฎิบัติการในห้องเรียน ป.๖ โรงเรียนสยามสามไตร 

โดย พ่อลูกนิวส์

 

กลับไปที่ www.oknation.net