วันที่ พฤหัสบดี ตุลาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

บทวิเคราะห์เจบีซี 3ฉบับ ไทยมัดตัวเองเสี่ยงเสียดินแดน


ภาพประกอบข่าว

ชี้กฎหมายไทย 3ฉบับเกี่ยวกับปราสาทพระวิหารและดินแดน บังคับห้ามแต่คนไทยไม่เคยใช้กับคนเขมรที่รุกล้ำ ซ้ำปธ.เจบีซีฝ่ายไทยกล่าวผูกมัดตัวเอง

บทวิเคราะห์ บันทึกการประชุมเจบีซี
เทพมนตรี  ลิมปพยอม และคณะ
(เอกสารแนบท้ายหนังสือยื่น นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2553)

บทนำ
หนึ่งร้อยกับอีกห้าหน้าของรายงานเอกสาร เรื่องผลการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา  (Joint  Boundary Commission - JBC) ที่จะนำเข้าสู่การประชุมของรัฐสภา เพื่อให้ที่ประชุมมีมติเห็นชอบบันทึกการประชุม ๓ ฉบับ ได้แก่
     ๑.บันทึกการประชุมJBC สมัยวิสามัญที่เมืองเสียมราษฎ์ วันที่ ๑๐-๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ 
     ๒.บันทึกการประชุม JBC ครั้งที่ ๔ ที่กรุงเทพฯ  เมื่อวันที่ ๓-๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒        
     ๓.บันทึกการประชุม JBC สมัยวิสามัญที่กรุงพนมเปญ  เมื่อวันที่ ๖-๗ เมษายน ๒๕๕๒
     ท่ามกลางปัญหายังคาราคาซังเกี่ยวกับกรณีการขึ้นทะเบียน
ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก พื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหาร (๔.๖ ตร.กม.) และปัญหาสภาพบังคับใช้ระหว่างคู่ภาคีที่เกิดจากบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก ลงนาม ณ กรุงพนมเปญ เมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๔๓ (ค.ศ.๒๐๐๐ หรือ MOU ๔๓/๒๐๐๐)     
      เมื่อได้ศึกษารายงานเอกสารดังกล่าวนี้โดยละเอียดแล้วพบว่า บันทึกการประชุมทั้ง ๓ ฉบับมีเนื้อหาสาระที่สุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียดินแดน กล่าวคืออำนาจของ JBC สามารถดำเนินการเกี่ยวข้องกับเขตแดนได้อย่างสมบูรณ์เบ็ดเสร็จภายในคณะกรรมการได้ ซึ่งยังผลให้พื้นที่ตอนที่ ๖ เกี่ยวกับ “ภูมะเขือ” “
ปราสาทพระวิหาร”และ”สัตตะโสม” มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตและขัดต่อการกำหนดเขตแดนโดยใช้สันปันน้ำ ตามสนธิสัญญาปี ค.ศ.๑๙๐๔ และอาจทำให้ข้อสงวนสิทธิ์ที่เคยมีมา ตามที่ฝ่ายไทยแสดงความไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินของศาลโลก และได้ตั้งข้อสงวนในการท้วงคืนปราสาทในอนาคตเอาไว้ กรณีปราสาทพระวิหารภายหลังการตัดสินของศาลโลก (ไทยได้ตั้งข้อสงวนสิทธิ์จะเรียกคืนตัวปราสาทหากมีการค้นพบหลักฐานหรือข้อมูลทางวิชาการใหม่) 
         นักวิชาการ และประชาชนที่ติดตามกรณีปัญหา
ปราสาทพระวิหาร จึงขอนำเสนอบทวิเคราะห์บันทึกข้อตกลง ๓ ฉบับนี้ต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อจะนำไปสู่หนทางการแก้ไขปัญหาและไม่ตกอยู่ในสภาพเสียเปรียบกับเงื่อนไขที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันหรือส่งผลไปสู่อนาคต
         อนึ่งในหน้าที่ ๑ ของรายงานเอกสารฯฉบับนี้ ได้กล่าวเกริ่นนำเรื่องผลการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (Joint Boundary Commission - JBC) มีถ้อยคำที่ไปสอดคล้องกับการประชุมของคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ ๓๓ ที่เมือง เซบิย่า ประเทศสเปน ดังนี้ “ทั้งนี้ บันทึกการประชุมทั้งสามฉบับที่ลงนามแล้วนี้  ยังไม่มีผลจนกว่าทั้งสองฝ่ายจะยืนยันผ่านช่องทางการทูตว่าได้มีการดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายภายในครบถ้วนแล้ว”  มติของคณะกรรมการมรดกโลกที่เมืองเซบิย่า ประเทศสเปน  ถือเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เราเห็นว่า คณะกรรมการมรดกโลก หรือศูนย์กลางมรดกโลก (WHC) สนใจต่อบันทึกข้อตกลงทั้งสามฉบับ เฉพาะฉบับที่ ๒ และฉบับที่ ๓ พร้อมร่างข้อตกลงชั่วคราว ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชากับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยว่าด้วยเรื่องปัญหาชายแดนในพื้นที่ [ไทย-ปราสาท (กัมพูชา-ปราสาทเปรียะวีเฮียร์- พระวิหารในภาษาไทย)]
         ซึ่งในเบื้องต้นอาจกล่าวได้ว่า มีการหารือเรื่องร่างข้อตกลงซึ่งถูกบรรจุอยู่ในระเบียบวาระ “เรื่องพิจารณา”(ในภาคผนวก ๕ หน้า ๑๐๒) ซึ่งเท่ากับว่าฝ่ายไทยเห็นด้วยว่าในพื้นที่อาณาบริเวณดังกล่าวไม่ใช่เป็นของฝ่ายไทยหรือแผ่นดินไทย หากแต่เป็นดินแดนที่เกิดการพิพาท (ทั้งๆ ที่ภายหลังคำตัดสินของศาลโลก ฝ่ายไทยยังยืนยันความเป็นเจ้าของมีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนในอาณาบริเวณนี้ ยกเว้นตัวปราสาทที่ต้องปฏิบัติตามคำตัดสินศาลโลก ส่วนพื้นที่พิพาทฝ่ายไทยยืนยันว่าคือพื้นดินที่รองรับตัวปราสาท และยังมีหลักฐานจากบทสัมภาษณ์ของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์และการเสด็จพระดำเนินของกษัตริย์ นโรดม สีหนุ ที่นำคณะรัฐบาลและบุคคลสำคัญชาวกัมพูชา ประชาชนและสื่อมวลชนขึ้นมาชักธงกัมพูชาขึ้นสู่ยอดเสาในตัว
ปราสาทพระวิหาร)   
         อีกประการหนึ่ง ที่จะต้องชี้ให้เห็นก็คือ มรดกโลกและยูเนสโกต่างเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องมีกลไกของ JBC และร่างข้อตกลงชั่วคราวฯดังกล่าว เพื่อให้การขึ้นทะเบียนมรดกโลก
ปราสาทพระวิหารของกัมพูชามีความสมบูรณ์จึงออกเป็นมติไว้ในการประชุมครั้งที่ ๓๓ ทั้งๆ ที่มรดกโลกและยูเนสโกไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการปักปันเขตแดนของทั้งสองประเทศ รวมไปถึงการชักชวนให้ไทยซึ่งรู้ว่ากำลังมีปัญหาเรื่องเขตแดนนี้ เข้าร่วมเป็นหุ้นส่วน ๑ ใน๗ ชาติเพื่อพัฒนาพื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหาร  
         นอกจากนี้ ในการเกริ่นนำของกองเขตแดน กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศจึงปรากฏถ้อยคำที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือ การแนบร่างข้อตกลงชั่วคราวฯฉบับล่าสุดไว้ในบันทึกการประชุม JBC สมัยวิสามัญที่กรุงพนมเปญเมื่อวันที่ ๖-๗ เมษายน ๒๕๕๒ (หน้า ๑) ซึ่งเป็นร่างข้อตกลงที่เป็นอันตรายและสุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียดินแดน  โดยอาจนำไปสู่ปัญหาที่ยุ่งยากต่อการสำรวจและตรวจสอบหลักเขตแดนที่ได้กระทำไปเรียบร้อยจบสิ้นแล้ว โดยเฉพาะบริเวณ
ปราสาทพระวิหารและแนวเขตแดนจากช่องบกมาจนถึงช่องสะงำซึ่งได้ดำเนินการปักปันไปแล้วกว่า ๑๐๐ ปีที่ผ่านมา ภายใต้สนธิสัญญาฉบับ ค.ศ. ๑๙๐๔ โดยคณะกรรมการปักปันเขตแดนสยาม-อินโดจีนชุดที่ ๑ 
        การเกริ่นนำของกองเขตแดนในข้อที่ ๕ ซึ่งเป็นการรายงานความคืบหน้าเพิ่มเติมในหลายประเด็นซึ่งมีทั้งหมด ๗ ข้อ ที่น่าจะเป็นอันตรายในระดับต้นๆ คือ ข้อที่ ๕.๓, ๕.๔ และ ๕.๕ (หน้า ๒) กล่าวคือ 
        ในข้อที่ ๕.๓ และ ๕.๔ เป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับเรื่องพื้นที่ที่กัมพูชาจะนำไปขึ้นทะเบียนโดยสมบูรณ์ (คือบริเวณบางส่วนระหว่างหลักเขตที่ ๑ ถึงเขาสัตตะโสม)  ซึ่งโดยหลักการแล้วควรดำเนินการไปสำรวจแนวของสันปันน้ำที่เคยปักปันไปแล้วตามสนธิสัญญา ค.ศ.๑๙๐๔ และรายงานการประชุมของคณะกรรมการปักปันเขตแดนสยาม-ฝรั่งเศส ชุดที่ ๑ ซึ่งถ้าฝ่ายไทยยืนยันตามหลักฐานเอกสารที่ถูกต้องเสียก่อน แต่ทำไมจึงต้องไปเริ่มต้นกันใหม่
         ในข้อที่ ๕.๖ เรื่องความเห็นชอบให้มีการประชุม JBC สมัยวิสามัญเพื่อหารือประเด็นกฎหมายเกี่ยวกับพื้นที่สำรวจตอนที่ ๖ ...(หน้า ๒) ซึ่งในแง่ของนักวิชาการ และภาคประชาชน  กับเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของกระทรวงการต่างประเทศและตัวประธาน JBC  ของไทยยังมีความเห็นแย้งกันอยู่อย่างมากและหลายประเด็น  โดยเฉพาะการตีความคำพิพากษาที่เห็นตรงกันข้าม  การอ่านบันทึกวาจา  หรือแม้แต่ทัศนคติที่เลือกข้าง  ดังเห็นได้จากการที่ประธาน JBC ฝ่ายไทยไปให้คำชี้แจงในวาระต่างๆทั้งๆที่ในคณะกรรมาธิการทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ( ๒.เอกสารที่เกี่ยวข้องกับกรณี
ปราสาทพระวิหาร) โดยมีทัศนคติที่เห็นด้วยกับฝ่ายกัมพูชาและการตีความคำตัดสินของศาลโลกเข้าข้างฝ่ายกัมพูชา โดยขาดพื้นฐานความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาของปราสาทพระวิหาร  ด้วยเหตุนี้จึงน่าที่จะนำประเด็นดังกล่าวมาร่วมกันปรึกษาหารืออย่างกว้างขวางก่อนจะดำเนินการไปเจรจา

๑. บันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ
     ณ เมืองเสียมราษฎร์  วันที่ ๑๐-๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๑
             บันทึกการประชุมฉบับนี้มีข้อน่าสังเกตว่า การดำเนินการของ JBC พยายามจะไปรองรับการขึ้นทะเบียน
ปราสาทพระวิหารให้เป็นมรดกโลก อาทิ เมื่อรัฐมนตรีต่างประเทศของทั้งสองประเทศประชุมกันเมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ซึ่งภายหลังจากการขึ้นทะเบียนมรดกโลก ๒ สัปดาห์ และการประชุมอีกครั้งในวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๑ โดยมีคำสั่งให้ชุดสำรวจร่วม JST ระงับภารกิจประจำทันทีแล้วย้ายไปยังพื้นที่ตอนที่ ๖ (เขาสัตตะโสม/พนมเสทิสมถึงหลักเขตแดนที่ ๑) (หน้า ๒๐) ซึ่งอยู่อาณาบริเวณปราสาทพระวิหารและเป็นพื้นที่เป้าหมายของกัมพูชาในการที่นำไปจะผนวกเพื่อให้การขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาทมีความสมบูรณ์สอดรับกับมติคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ ๓๑ และต่อมาครั้งที่ ๓๒ และ ๓๓ รวมทั้งยังได้พิจารณาร่างข้อตกลงชั่วคราวฯฉบับแรก (หน้าที่ ๒๑) ที่ต่อมามีพัฒนาการมาอีก ๒ ครั้งตามบันทึกการประชุม นอกจากนี้ ยังมี คำปราศรัย (หน้า ๒๕) โดย ฯพณฯนายวศิน ธีรเวชญาณ ซึ่งมีข้อน่าสังเกตดังนี้
       การปราศรัยของนายวศินได้ทำการเสนอแผนการทำงานของ JBC ในสองประเด็น  
       ประเด็นแรก ได้ทำการเร่งรัดประเด็นทางกฎหมายเกี่ยวกับพื้นที่โดยรอบ
ปราสาทพระวิหารและเน้นว่า “ผมขอแนะนำให้พิจารณาพื้นที่ตอนนี้ กล่าวคือ ตอนที่ ๖ โดยเฉพาะปราสาทเป็นอันดับแรก” (น่าประหลาดใจและขอตั้งเป็นข้อสังเกตไว้ในการวิจารณ์ภายหลัง)
       ประเด็นที่สอง นายวศิน พยายามพูดถึงข้อตกลงชั่วคราว ซึ่งจะทำให้ JBC มีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องการเตรียมพื้นที่รอบปราสาทให้อยู่ในสภาพพร้อมสำหรับการสำรวจร่วม (ดูเหมือนอยากได้อำนาจการตัดสินใจเรื่อง
ปราสาทพระวิหารเป็นพิเศษเพื่อจะได้ใช้อำนาจนั้นในการตีความอนุสัญญาปี ค.ศ.๑๙๐๔ และเมื่อตีความแล้ว นำกลับเข้าสู่สภาก็ถือว่ามีผลบริบูรณ์ในเรื่องดินแดน ได้หรือเสีย อันนี้ต้องตั้งคำถาม)
        ในตอนท้ายของคำปราศรัย  มีถ้อยคำที่สุ่มเสี่ยงต่อความเข้าใจในเรื่องการปักปันเขตแดนที่ปักปันเสร็จสิ้นไปแล้ว ดังนี้ "เพื่อบรรลุทางแก้ไขปัญหาที่น่าพอใจสำหรับการปักปันและจัดทำหลักเขตแดนระหว่างสองประเทศของเรา” (หน้า๒๖) (ซึ่งทำให้มองเห็นว่าการปราศรัยใหม่อีกครั้งหนึ่งในนามประธาน JBC (ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ระดับเทคนิค) โดยมีความหมายและสอดรับกับคำกล่าวที่ว่าถ้าร่างข้อตกลงนี้แล้วเสร็จ เขาจะมีอำนาจตัดสินใจในการเตรียมพื้นที่)

         อนึ่ง บริเวณปราสาทพระวิหารมีหน่วยงานที่รับผิดชอบ ๓ หน่วยงาน คือ ๑.กองทัพภาคที่ ๒ ซึ่งตอนนี้ประกาศกฎอัยการศึก ๒.กรมศิลปากร มี พ.ร.บ.โบราณสถานโบราณวัตถุฯ เพราะขึ้นทะเบียนโบราณสถานไว้แล้ว ยังไม่มีการถอนทะเบียน ๓. อุทยานแห่งชาติ ที่ถือ พ.ร.บ.อุทยานฯ และประกาศเขตอุทยานแห่งชาติปราสาทพระวิหารไปแล้ว แต่ ๓ หน่วยงานดังกล่าวไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้ โดยเฉพาะไม่เคยนำไปใช้กับชาวกัมพูชา แต่ใช้กับประชาชนคนไทยได้ (เพราะมี JBC อยู่ตาม TOR๔๖ และตาม MOU43)  

          ส่วนคำปราศรัยของ ฯพณฯวาร์ คิม ฮง ประธาน JBC กัมพูชา มีหลายเรื่องหลายตอนเป็นทั้งข้อน่าสังเกตและการวิเคราะห์ ดังนี้
          ๑.วาร์คิมฮง เน้นเรื่อง การปฏิบัติตามข้อ ๕ ของ MOU๔๓ แต่ต่อมาภายหลังฝ่ายกัมพูชากลับไปละเมิดอย่างหนักเสียเอง จนเกิดสภาพการรุกล้ำดินแดนเข้ามาอย่างเห็นได้ชัด และบันทึกการประชุมทั้งสามฉบับไม่มีถ้อยคำของฝ่ายไทยที่ทักท้วงการกระทำของฝ่ายกัมพูชา หลุดออกมาจากปากของ ฯพณฯวศิน ธีรเวชญาณเลย วาร์คิมฮงยังย้ำเรื่องการหาหลักเขตที่ ๗๓ ที่แท้จริงโดยมีถ้อยคำในบันทึกว่า “คณะเทคนิคร่วมมีแผนที่จะค้นหาตำแหน่งที่ตั้งที่ถูกต้องของหลักเขตแดนที่ ๗๓ ที่จามเยี่ยม (Cham Yeam) เกาะกง” (หน้า๒๘)
           อนึ่งวิธีการปราศรัยของวาร์ คิม ฮง ยังแสดงให้เห็นถึงการอ้างอิงเอกสารหลักฐานต่างๆ ในสำนวนภาษาทางกฎหมายซึ่งอาจมีผลประโยชน์ต่อฝ่ายกัมพูชา  
            ๒. เรื่องที่ยอมรับไม่ได้และบันทึกการประชุมฉบับนี้เราเสียเปรียบคือเรื่องที่วาร์ คิม ฮง กล่าวว่า "ในช่วงที่ผ่านมาเร็วๆนี้ รวมถึงปัจจุบัน เพื่อนชาวไทยได้ส่งกำลังทหารเข้ามาในพื้นที่ชายแดนและในบางโอกาสกำลังเหล่านี้ได้รุกล้ำเข้ามาในดินแดนกัมพูชา อย่างไรก็ตามกัมพูชายึดมั่นที่จะใช้ความอดกลั้นอย่างสูงสุดเพื่อให้มีการแก้ไขปัญหาอย่างสันติและฉัตรมิตร” ข้อความนี้ไม่น่าเชื่อเลยว่า ประธาน JBC ฝ่ายไทยไม่ทักท้วง เพราะไม่เป็นความจริง การรบกัน ณ บริเวณภูมะเขือซึ่งอยู่ในเขตไทยเดือนตุลาคม ๒๕๕๑ อันนี้เป็นดินแดนของไทยแต่กลับปล่อยให้ วาร์คิม ฮง บันทึกไว้ในรายงานการประชุมฉบับนี้ได้
             สอดคล้องกับการที่กัมพูชาได้รายงานสถานการณ์บริเวณปราสาทพระวิหารจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของมติ คณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ ๓๓ ที่เมืองเซบิย่า ประเทศสเปน และคณะกรรมการฯยังอนุมัติเงินช่วยเหลือจากความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการปะทะกัน เพราะฝ่ายไทยเป็นฝ่ายรุกล้ำดินแดนกัมพูชา นอกจากนี้ฝ่ายกัมพูชายังรายงานถึงการรุกล้ำดินแดนในจุดอื่นๆของฝ่ายไทยอีกด้วย วาร์ คิม ฮง ยังเรียกร้องให้ฝ่ายไทยทำตามกลไกของJBC สอดรับกับคำปราศรัยของนายวศิน ธีรเวชญาณ และที่สำคัญนายวศิน ธีรเวชญาณไม่เคยกล่าวถึงการรุกล้ำอธิปไตยของไทยจากทหารกัมพูชาบริเวณปราสาทพระวิหารและภูมะเขือเลย              
         ฝ่ายกัมพูชายังพยายามเร่งรัดให้ฝ่ายไทย “รับรองและยอมรับบันทึกการประชุมทุกฉบับของคณะเทคนิคร่วมเกี่ยวกับการค้นหาตำแหน่งที่ถูกต้องของหลักเขตแดนเก่า เพื่อให้บันทึกการประชุมเหล่านั้นสามารถได้รับการลงนามโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”  (เป้าหมายคือเคลื่อนหลักที่ ๗๓ โดยใช้บันทึกวาจา)

๒. บันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมไทย-กัมพูชา ครั้งที่ ๔
     ณ กรุงเทพมหานคร  วันที่ ๓-๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒
         ๑.ให้ชุดสำรวจร่วมที่มีอยู่ปฏิบัติงานจากหลักเขตแดนที่ ๑ ไปทางทิศตะวันออกถึงเขาสัตตะโสม/พนมเสทิสม หรือบริเวณ
ปราสาทพระวิหารและให้จัดตั้งชุดสำรวจอีกชุดหนึ่งเพื่อปฏิบัติงานในพื้นที่ตอนที่ ๕ จากหลักเขตที่ ๑ ไปทางทิศตะวันตกถึงหลักเขตแดนที่ ๒๓ (หน้า๕๔)
         ข้อสังเกต พยายามเร่งรัดดำเนินการจนเป็นที่ผิดสังเกต  การประชุม ๒ ครั้งเน้นไปที่พื้นที่
ปราสาทพระวิหารซึ่งเป็นความต้องการของฝ่ายกัมพูชามากกว่าฝ่ายไทย นอกจากนี้ยังมีการหารือเรื่องร่างข้อตกลงชั่วคราวกันต่อ 
         ๒.คำปราศรัยของ ฯพณฯวศิน ธีรเวชญาณในครั้งนี้ไม่มีอะไรมาก แต่ยังย้ำเรื่องที่ต้องการเร่งงานเดิมที่ค้างอยู่ให้มีความก้าวหน้ามากขึ้น แต่สำหรับคำปราศรัยของวาร์ คิม ฮง  มีถ้อยคำที่ไม่ควรยอมรับให้มีการบันทึก  “ตั้งแต่วันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๑ การละเมิดมาตรา ๕ ของบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนไทย-กัมพูชา (MOU) พ.ศ. ๒๕๔๓ โดยทหารไทยในพื้นที่ดงรัก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณ
ปราสาทพระวิหาร  ปราสาทตาเมือน ปราสาทตากราเบ็ย ฯลฯ ได้ก่อให้เกิดสถานการณ์ใหม่ที่ประเด็นยังคงค้างอยู่  อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกัมพูชายังยึดมั่นที่จะอดกลั้นที่สุดเพื่อให้มีการแก้ไจปัญหาโดยสันติวิธีและฉันมิตร” (หน้า๖๕) จากข้อความข้างต้นแสดงให้เห็นวาร์ คิม ฮง ต้องการบันทึกถ้อยคำของฝ่ายกัมพูชาเอาไว้เป็นหลักฐานโดยการกล่าวหาว่าไทยรุกล้ำดินแดน  ที่น่าสังเกตคือ  ฯพณฯวศิน  กลับนิ่งเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น  ในท้ายคำปราศรัยของวาร์คิม ฮง ยังเน้นให้เคารพบันทึกความเข้าใจฯ MOU๔๓ ซึ่งต่อมาภายหลังฝ่ายกัมพูชาเข้ามารุกล้ำดินแดนไทยและละเมิดข้อตกลง มาตรา ๕ นอกจากนี้ยังเริ่มที่จะเน้น TOR ๔๖ 

๓. บันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ 
     ณ กรุงพนมเปญ  วันที่ ๖-๗ เมษายน ๒๕๕๒
         
ในหน้า ๘๓-๘๕  เป็นคำกล่าวปราศรัยของฯพณฯวาร์ คิม ฮง ซึ่งเป็นภาษาเขมร แต่กระทรวงการต่างประเทศไม่ยอมแปลตรงตามข้อความ บันทึกการประชุมฉบับนี้ถือว่าเป็นบันทึกการประชุมที่สำคัญที่สุด อาจถือได้ว่าเป็นบทสรุปของการประชุมที่แล้วมา ๒ ครั้งก็เป็นได้  ที่น่าสนใจก็คือระเบียบวาระการประชุมคราวนี้มีเรื่องที่จะต้อง”พิจารณา” นั่นก็คือ 3.1 หารือเรื่องร่างข้อตกลงชั่วคราว มีข้อน่าสังเกตที่ควรจดจำไว้ดังนี้
        ในข้อที่ ๗ (หน้า๙๒) มีถ้อยคำในบันทึกการประชุมครั้งนี้ว่า “ทั้งสองฝ่ายได้ยุติในข้อบทของบันทึกการประชุม (ทั้งสองครั้งที่ผ่านมา)  และได้รับการลงนามแล้วโดยประธานร่วม โดยต้องได้รับการยืนยันผ่านทางช่องทางการทูตว่าได้ดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายภายในของแต่ละฝ่ายที่กำหนดไว้สำหรับการมีผลบังคับใช้บันทึกการประชุมเสร็จสิ้นแล้ว” จะเห็นได้ว่าJBC ทั้งสองประเทศพยายามรวบรัด ในการที่จะต้องพิจารณาเรื่องต่างๆที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะฝ่ายไทยที่จะต้องตระหนักถึงปัญหาการยอมรับว่าทหารไทยได้รุกล้ำอธิปไตยกัมพูชา ซึ่งจะส่งผลไม่แต่จะทำให้บันทึกรายงานการประชุมเป็นคุณเฉพาะกัมพูชาเท่านั้น หากแต่สิ่งที่กัมพูชากล่าวหาฝ่ายไทยก็เป็นจริงตามนั้นด้วยโดยที่ไทยมิได้ปฏิเสธ หรือมติคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ ๓๓ ซึ่งกล่าวถึงการที่มีการปะทะกันระหว่างทหารไทย-กัมพูชา จนในที่สุดคณะกรรมการมรดกโลกโดยการแทรกแซงของฝรั่งเศสได้สนับสนุนงบประมาณซ้อมแซมสถานที่ที่ถูกทหารไทยยิงถล่มไป  เช่นตลาด และบ้านเรือนทหารซึ่งแท้ที่จริงแล้วเหตุการณ์เกิดขึ้นในดินแดนประเทศไทย  
         ข้อที่ ๑๕ (หน้า๙๓)  ว่าด้วยเรื่องการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนในพื้นที่ตอนที่ ๕และ๖  มีการเร่งรัดให้ดำเนินการในพื้นที่
ปราสาทพระวิหารซึ่งต่อมาภายหลังเราก็ทราบดีว่า ฝ่ายไทยเห็นชอบที่กัมพูชาจะเร่งรัดในการดำเนินงานและกำหนดว่าจะต้องแล้วเสร็จก่อนเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๒   ตรงจุดนี้ก็เพื่อจะได้ทันต่อการนำเสนอเข้าที่ประชุมกรรมการมรดกโลก 
         สำหรับเรื่องการกล่าวคำปราศรัยของ ฯพณฯวศิน  ธีรเวชญาณ มีถ้อยคำที่มีข้อน่าสังเกตอย่างมาก ความว่า “ การจัดการประชุมในวันนี้มีขึ้นหลังจากการประชุมครั้งก่อนพียง ๒ เดือน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะร่วมกันแก้ปัญหาเรื่องเขตแดนในพื้นที่ประชิด
ปราสาทพระวิหารและนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกตลอดแนวเข้าไปอีกขั้นหนึ่ง......และเราจะได้สรุปร่างข้อตกลงชั่วคราวในพื้นที่ประชิดปราสาทพระวิหาร  เมื่อสำเร็จแล้วจะได้มีการลงนามบันทึกการประชุมทั้งสองครั้งที่ผ่านมาที่จัดขึ้นที่เมืองเสียมราฐและกรุงเทพฯซึ่งจำให้เราดำเนินการตามสิ่งต่างๆที่เราได้เห็นชอบร่วมกัน"

      น่าเสียดายที่ประธาน JBC ไม่พูดถึงเรื่องการรุกล้ำของทหารไทยที่ถูกฝ่ายกัมพูชากล่าวหา  และรวมไปถึงพื้นที่โดยรอบของเรา และการผลักดันเขมรออกจากพื้นที่ประชิดปราสาทพระวิหาร  ในการปราศรัยตอนท้ายๆของการประชุม (หน้า๑๐๐) ฯพณฯวศิน ยังแสดงทีท่าว่าการดำรงไว้ซึ่ง "สันติระหว่างประเทศและเพื่อที่จะให้การปักปันเขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชาด้สำเร็จลุล่วงโดยเร็ว"

       ท่าทีเช่นนี้มีความหมายว่า ฝ่ายไทยจะไม่ใช้กำลังกับฝ่ายกัมพูชา(หน้า ๑๐๐) ปัญหาที่ตามมาคือ ถ้าร่างข้อตกลงฉบับนี้กับบันทึกการประชุมผ่านรัฐสภา เราจะสูญเสียอำนาจทางการปกครอง อธิปไตย และไม่สามารถเรียกร้องสิทธิ์ใด ๆ ได้เลย

------

อ่านเพิ่มเติม : นักวิชาการพันธมิตรฯ ยื่นหนังสือค้านเจบีซีต่อนายกฯ http://bit.ly/dkrzHI

      

อ่านหนังสือพิมพ์

โดย อิศรา

 

กลับไปที่ www.oknation.net