วันที่ จันทร์ พฤศจิกายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

นกล่าเหยื่อ : จ้าวเวหาเหนือฟ้าชุมพร




๏ บินพรูผ่านม่านฟ้า.......แฝงลม
ถลาร่อนวาดวงกลม...........แผ่กว้าง
รอไอผ่าวร้อนผสม...........กระแสส่ง
แรงปีกพัดกระหวัดว้าง.........ว่ายเวิ้งเวหน๚ะ

๏ ฝ่าฝนฝ่าพยุร้าย.......แรมรอน
อพยพจากทิศอุดร........ดิ่งใต้
เลาะคาบสมุทรชุมพร........ทางผ่าน
เกือบตลอดสามเดือนให้........พิศได้นับแสน๚ะ

๏ แพนปีกแผ่ริ้วอวด.......ลวดลาย
บ่งบอกสายพันธุ์หลาย.........ชื่อพร้อง
บ้างบินเดี่ยวเดียวดาย........โดดเด่น
บ้างเกาะกลุ่มพี่น้อง.........สอดคล้องตามขบวน๚ะ

๏ เป็นพรวนเป็นภาพเคล้า......ความขลัง
หางปีกแหว่งวิ่นยัง..........หยัดฟ้า
นกล่าเหยื่อแสดงพลัง...........ทรหด
สมศักดิ์สวยสง่าท้า-........ทุกข์ท้าขุกเข็ญ๚ะ

๏ เหนือเส้นทางไต่ขึ้น.......ยอดเขา
ฝูงนักล่าเผยเงา.........ผงาดพ้น
มวลเมฆหมอกสีเทา........ทะยานเยี่ยม
คนรักเหยี่ยวใจท้น..........ระทึกจ้องจับตา๚ะ

๏ เวียนฟ้าว่อนก่อนคล้อย...........ขบวนไกล
เคลื่อนทัพเดินทางไป..........ลิบโพ้น
ส่งอาณัติผนึกใจ............จดจ่อ
เจออีกครั้งหนาวโน้น.........นกจ้าวเวหา๚ะ๛





ทุกปี.. ระหว่างเดือนกันยายนต่อไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน 
เป็นช่วงเวลาที่คนดูนกรอคอย
เพราะเป็นฤดูย้ายถิ่นของนกล่าเหยื่อ (Raptors) ทั้งเหยี่ยวและนกอินทรีหลายสายพันธุ์
หลายหมื่นตัวที่อพยพหนีอากาศหนาวเย็นจากประเทศทางตอนเหนือของทวีปเอเชีย
เช่นจีน รัสเซีย มองโกเลีย เกาหลี และญี่ปุ่น บ่ายหน้าสู่ทิศใต้
ผ่านประเทศไทยเพื่อลงไปหาอากาศอบอุ่นและแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์
จนกว่าถิ่นฐานเดิมหมดหนาวจึงจะบินกลับ



จุดชมเหยี่ยวที่ดีที่สุด นอกจากเขาเรดาร์ ที่ อ. บางสะพานน้อย จ. ประจวบคีรีขันธ์แล้ว
จ. ชุมพร จัดเป็นพื้นที่ที่เหมาะที่สุดอีกแห่งหนึ่งสำหรับการดูเหยี่ยวอพยพ
เพราะเป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่บนแนวแผ่นดินส่วนที่แคบที่สุดของคาบสมุทรมลายู
เนื่องจากการบินของเหยี่ยว จำเป็นต้องอาศัยมวลอากาศร้อนจากพื้นดินเพื่อพยุงตัว
และลดการใช้พลังงานในการเดินทางอันยาวไกล ถึง ๘,๐๐๐ กิโลเมตรโดยประมาณ



บนยอดเขาดินสอที่ อ. ปะทิว จ. ชุมพร ตลอดเดือนตุลาคม
จึงคึกคักคลาคล่ำไปด้วยคนดูนก คนรักเหยี่ยว ทั้งไทยและเทศ
ที่มาเยือนด้วยจุดประสงค์เดียวกันคือ 
ดูเหยี่ยวอพยพ ที่ยาตราทัพมาเหนือผืนฟ้าชุมพรราวกับจ้าวเวหา



สำหรับเส้นทางขึ้นเขาดินสอ อบต. เจ้าของพื้นที่ดูแลปรับแต่งเอาไว้เป็นอย่างดี
บางช่วงที่สูงชันจะทำเป็นขั้นบันได ฝังก้อนหินกันลื่น ทำให้เดินได้สะดวกและปลอดภัย
มีศาลาให้พักหายใจ และหยุดชมวิว ๔ จุด ก่อนจะเดินถึงยอดเขา ซึ่งกินเวลา
ประมาณ ๑ ชั่วโมง หากเดินทอดน่องแบบสบายๆ ไม่รีบร้อน



เดือนตุลาคมของประเทศไทยยังไม่เริ่มหนาวและยังไม่หมดฝน
บนพื้นที่โล่งเหนือยอดดินสอจึงรับทั้งแสงแดด กระแสลม และสายฝน ตั้งแต่เช้าจรดเย็น
แต่มิใช่เรื่องใหญ่ของคนดูนก เพราะเตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์กันไว้ล่วงหน้า 
ทั้งฟลายชี้ตกันแดด ทั้งร่มและเสื้อกันฝน



เมื่อตั้งหลักหาทำเลเหมาะใจได้ 
ทุกสายตาจะจับจ้องที่ขอบฟ้าเหนือเขามะโรงริมอ่าวบางสน
รอคอยการมาของ 'นกนักล่า' อย่างใจจดใจจ่อ



ในเช้าวันที่ฝนฉ่ำฟ้า กลุ่มเมฆไอหมอกที่ลอยโอบกอดยอดเขาทำให้เกิดทิวทัศน์อันงดงาม
ประหนึ่งจะมอบให้เป็นรางวัลโบนัสแก่คนรักเหยี่ยวระหว่างเวลารอคอย



พลันที่มีเงาปีกปรากฏขึ้นเหนือเมฆลิบๆ ก็จะมีผู้ส่งเสียงบอกกัน 
ทุกคนตื่นตัวพรึ่บ ยกกล้องสองตา ยกกล้องถ่ายรูปเตรียมพร้อม



ภาพเหยี่ยวนับร้อยๆ ตัวที่บินแหวกม่านเมฆออกมาตีวงรับไอร้อนอยู่กลางฟ้า
เป็นภาพที่ทำให้หัวใจระทึกด้วยความตื่นตา
บางกลุ่มจะร่อนต่ำลงมาใกล้เสียจนมองเห็นชัดเจนทุกลวดลายชุดขน
แทบจะล้นเฟรมกล้องถ่ายรูป


(เหยี่ยวผึ้งชุดขนลายขวาง ตัวเมีย)


(เหยี่ยวกิ้งก่าสีดำ)


(เหยี่ยวผึ้งชุดขนสีจาง)


(เหยี่ยวออสเปรบินมาโดดเดี่ยว)


(เหยี่ยวหน้าเทาบินมาเป็นคู่)


(เหยี่ยวนกเขาพันธุ์ญี่ปุ่น ตัวเมีย)


(เหยี่ยวนกเขาพันธ์จีน วัยเด็ก)


(นกอินทรีปีกลาย)

(เหยี่ยวผึ้ง)


(เหยี่ยวผึ้ง)


(เหยี่ยวรุ้ง)

ฝูงแล้วฝูงเล่า ทยอยมาให้เห็นตลอดทั้งวัน มีบ้างที่บินมาอย่างโดดเดี่ยว 
มาให้เห็นทั้งเหยี่ยวกิ้งก่าสีดำ (Black Baza)
เหยี่ยวนกเขาพันธุ์จีน (Chinese Sparrowhawk) 
เหยี่ยวผึ้ง (Oriental Honey-buzzard)
เหยี่ยวหน้าเทา (Grey-faced Buzzard) 
เหยี่ยวนกเขาพันธุ์ญี่ปุ่น (Japanese Sparrowhawk)
และถ้าโชคดีก็จะได้เห็นชนิดที่พบไม่บ่อย เช่นเหยี่ยวดำ (Black Kite) 
และนกอินทรีเล็ก (Booted Eagle) เป็นต้น



หลายต่อหลายตัวที่ปลายปีกและขนหางแหว่งวิ่น
อันเป็นผลพวงของการเดินทางฝ่าฟันอันยาวไกลที่ยังไม่ถึงปลายทาง
แต่ทว่าท่วงท่าของการเหินหาวยังคงความสง่างามของจ้าวเวหาไว้อย่างไม่ลดทอน


(เหยี่ยวรุ้ง)

คนดูเหยี่ยวมองตามจนลับตา
หมายมาดไว้ในใจว่าอย่างไรเสีย เราคงได้พบกันอีกในฤดูหนาวปีหน้า.



หมายเหตุ :

๑) สัปดาห์สุดท้ายของเดือนตุลาคม ตามสถิติจะเป็นช่วงที่พบเหยี่ยวกิ้งก่าสีดำมากที่สุด
ข้อมูลสรุปของสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย ประจำปี ๒๕๕๒
รายงานว่า ระหว่างวันที่ ๑๙ กัันยายน - ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๒
พบเหยี่ยวอพยพผ่านเขาเรดาร์ จ. ประจวบคีรีขันธ์ 
รวมทั้งสิ้น ๑๗ ชนิด จำนวน ๑๓๒,๖๘๗ ตัว
และชนิดที่พบมากที่สุดคือ เหยี่ยวกิ้งก่าสีดำ (จำนวน ๖๔,๗๔๗ ตัว)



๒) โคลงและเรื่องราวของเอ็นทรี่นี้ เป็นชิ้นเดียวกันกับที่ตีพิมพ์
ในคมชัดลึก ฉบับวันอาทิตย์ที่ ๓๑​ ตุลาคม ๒๕๕๓
     ข้าพเจ้าแก้ไขคำซ้ำและคำตกเอกในโคลงเล็กน้อย ก่อนนำมาเก็บเอาไว้ในบล็อก(เช่นเคย) 





๓) แถมวิดิโอและรูปน่ารัก

ฝูงเหยี่ยวกำลังร่อนฟ้าถลาลม


บาริสต้าแป๋ม





โดย อังศนา

 

กลับไปที่ www.oknation.net