วันที่ พุธ พฤศจิกายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

วันวานนี้...มีผีมารัก...บรื๊อส์ส์ส์...


   ร่วมเปิดกรุของเก่า..เล่าความหลัง กับ..BG..อะหนึ่ง..

                    .........................................

                วันวานนี้..มีผีมารัก…บรื๊อส์ส์ส์.... 

        เมื่อตอนเด็กๆพอเริ่มจำความได้ ก็รู้สึกแล้วว่าชีวิตนี้แสนอบอุ่น

และมีความสุขมากเหลือเกิน  แวดล้อมไปด้วยพ่อแม่ญาติพี่น้องเต็มบ้าน 

  อุดมไปด้วย อาหารการกินที่อุดมสมบูรณ์

          กุ้งหลวงในแม่น้ำท่าจีนที่ไหลผ่านอำเภอที่อยู่ของพวกเรา

                                หัวโตเกือบเท่ากำปั้นผู้ชาย

ยัง ก้ามกุ้งสีน้ำเงินสดใสที่ย่างแล้วเป็นสีแดงแก่ก่ำ  ก้ามเบ้อเร่อเบ้อร่า

เราพี่น้องจะแย่งเอาก้ามกุ้งอันใหญ่สุดมาทุบแกะเนื้อในที่เป็นยวงยาว

กันอย่างสนุกสนานเอร็ดอร่อย  สนนราคากุ้งหลวงตัวเป้งๆนี้  ตอนนั้น

อย่างแพงเลยกิโลละตั้ง  8 บาท  เหอๆๆ...

                        ก็สมัยนั้น ก๋วยเตี๋ยวชามละบาทเดียวเอง

           กุ้งแม่น้ำกิโลละ8บาทนี่สำหรับผู้มีอันจะกินเชียวนะ..อิอิ 

                   พอได้เปิดกรุลุไปถึงความหลังครั้งอดีตเข้า  ความสุขมากมาย

จากไหนไม่รู้ มาไหลอาบซาบเซิบรินรดหัวใจทำให้อิ่มเอิบอย่างบอกไม่ถูก

ทีเดียว  หลายท่านที่มานั่งรำลึกย้อนรอยถอยหลังเมื่อครั้งเยาว์วัยเช่นนี้ก็คง

มีความรู้สึกเดียวกัน  

                นึกไปถึงเมื่อวันวานที่พี่ป้าน้าอาเล่าว่า  สมัยเป็นเด็กเล็กๆผู้เขียน

ซนมาก เกเรเอาเรื่องทีเดียว ผมก็บาง  เขาเรียก  หัวเกาะอยู่หนาย  ผู้เขียน

ก็จะจับหัวตัวเองโยกไปโยกมา 

       เรื่องเกนั้นเป็นที่เล่าลือ  พี่ๆเล่าว่าถ้าปล่อยให้คลานเล่นอยู่หน้าบ้าน

  ลูกบ้านอื่นรุ่นราวคราวเดียวกันที่ว่าแก่นๆอย่างไร ถ้าผ่านมาในรัศมีหน้าบ้าน

จะแพ้พ่ายร้องแงๆงากๆไปเป็นแถว   

         เขาเลยใช้กระดาษแข็งเขียนป้าย  หมาดุ คล้องคอผู้เขียนไว้..  ฮิฮิ..

                                     เสียดายภาพนี้หายไปไหนไม่รู้... 

     พอโตอีกหน่อย..กลายเป็นพวกบ่อน้ำตาตื้น  แม่บอกอะไรนิดอะไรหน่อย 

 ก็ไม่ได้เลยคนนี้  ร้องไห้น้ำตาเป็นเผาเต่า  ไม่ร้องอย่างเดียว คร่ำครวญ

หงุงหงิงออดอ้อนจะเอาสิ่งที่ตัวเองอยากได้พร้อมคลอเคลียป้วนเปี้ยน

   เหมือนแมวสีเจ้าของ

                            แม่เลยตั้งชื่อให้อีกชื่อว่า  เงี้ยวหง่าว…

  ซึ่งพอได้ดังใจปรารถนาแล้วก็จะยิ้มแย้มแจ่มใสอารมณ์ดีไปตลอดวันทีเดียว 

     จำได้ว่าตอนอายุ 7...8 ขวบมีของเล่นคู่กายที่ชอบมากๆอยู่อย่างหนึ่ง

                                 เป็นรถจี๊บเล็กสีเขียวเท่ๆ  

      คันใหญ่พอสำหรับเจ้าของลงไปนั่งขับขี่ได้อย่างสบายๆ 

                 ขับเคลื่อนโดยใช้เท้าทั้งสองถีบดันบันไดที่ใต้พวงมาลัย

 สลับไปมาซ้ายขวารถก็จะวิ่งไปได้  นับเป็นของเล่นที่ภาคภูมิใจของเด็ก

ในวัยนั้นมาก  เพราะบางครั้งให้เพื่อนมานั่งเบียดๆด้วยก็เป็นที่สนุกสนานกัน 

             ไม่แน่ใจว่าเป็นรถรุ่นไหน ยี่ห้ออะไรคงต้องถามคุณอเนก นาวิกมูล

หรือน้องอะหนึ่ง ให้ช่วยหาข้อมูลให้ เพราะรถตัวเอง ไม่เหลือซากเสียแล้ว

เหลือแต่แต่ภาพถ่ายกับรถคู่ชีพที่เป็นประจักษ์พยานความทรงจำอันแสนสุข

ที่ผ่านมาในวัยเยาว์

                                เสียดายที่มีรถสามล้อโบราณแบบล้อโตๆสูง

                                   ท่วมหัวเด็กๆอีกหนึ่งคัน 

                                      ไม่มีภาพและซากเช่นกัน 

        ความทรงจำบางเรื่องแม้เราไม่สามารถจะเก็บภาพไว้ได้ก็ตาม 

                       แต่มันยังพิมพ์ภาพชัดเจนอยู่ในมโนนึก 

 จำได้ว่าสักวัยประมาณชั้นประถมปลายๆเป็นต้นมา  ผู้เขียนจะมีใครก็ไม่รู้ได้..

มาเล่นด้วยเป็นประจำ ซึ่งเป็นการเล่นสนุกที่เราเองมิได้สมยอมด้วย

                 แม้แต่น้อยนิด แถมกลัวอีกต่างหาก..  

                                    เพราะเธอ..มิใช่คนธรรมดา..!!!

   ไม่รู้จะเรียกเธอว่าอย่างไร..นอกจาก  ผอ..สระ..อีจะเป็นผีสางนางไม้หรือวิญญาณบรรพบุรุษ.ที่เกิดเอ็นดู อยากมาเย้าแหย่เล่นก็สุดจะคาดเดา....     แฮ่ะ..แฮ่ะ

                 ก็ต้องขอเท้าความถึงความเป็นมาซักหน่อย...

               บ้านของผู้เขียน เป็นห้องแถวโบราณ 2 ชั้นขนาดใหญ่มีเนื้อที่

  เท่ากับ 3 ตึกแถวเรียงต่อเป็นห้องเดียวกัน แต่แรกผู้เช่าที่อาศัยอยู่ก่อน

เป็นช่างถ่ายรูปที่เป็นเพื่อนรักกันกับบิดาของผู้เขียน ส่วนบ้านเราเอง

เป็นร้านทำทองอยู่ทางหัวตลาดโน่น

           ต่อมาเพื่อนคนนี้ก็จะโยกย้ายถิ่นฐานจากจังหวัดชัยนาท

          ไปอยู่เมืองเพชรบุรีเลยเซ้งกิจการถ่ายรูปให้เพื่อนรัก

                                   คือพ่อของเราทำต่อ

    โดยบอกพ่อผู้เขียนว่า“ไม่ไหวโว้ย...ผีผู้หญิงอีมากวนอั๊วทุกคืน..!!.”

                            “หา...มาทำไงเหรอ...” พ่อถามขำๆ

  “ไม่ทำไงหรอก อีกชอบมานั่งเฉยๆข้างเตียงอั๊ว...ไล่ก็ไม่ยอมไป”

      “ฮ่า ฮ่า ฮ่า... ให้อีมาหาอั๊วเลย...อั๊วชอบ.. แต่อย่านั่งเฉยๆ นา...

เดี๋ยวอั๊วปล้ำเลย... ผีก็ผีเถอะ!!...ฮ่า ฮ่า ฮ่า”               

พ่อของผู้เขียนเป็นหนุ่มหล่อ หน้าตาคมคายซะด้วย แถมเป็นคนร่าเริง

สนุกสนาน ใจกว้าง ใจนักเลง แถมเจ้าเสน่ห์ไม่เบา  เรียกว่า.. สาวๆ

ชอบชม้ายตาให้ก็แล้วกัน...พ่อจึงฟังแล้วหัวเราะอย่างเห็นเป็นเรื่องรื่นรมย์

                               เพราะพ่อไม่กลัวผีเลยสักนิด

              แล้วก็แปลก... เพราะพ่อและลูกน้องพ่อ หนุ่มๆตัวลั่งๆ ทั้งนั้น

                      ที่มาซ้อมมวยกันบ้าง หัดถ่ายรูปบ้าง...

                     ไม่เห็นมีใครพานพบแม่ผีสาวเลยซักคน !

            ตอนที่ผู้เขียนมาตั้งรกรากอยู่ที่เมืองเพชร เคยตามหาเพื่อนของพ่อ

ที่มาอยู่เมืองเพชรนี้จนได้พบกับท่านเสียดายที่ตอนพบท่านชราภาพมากแล้ว   ปัจจุบัน ลูกหลานก็ยังมีร้านถ่ายรูปอยู่ในตลาดเมืองเพชร ขายของขวัญกระจุกกระจิกด้วยน่ารักๆทุกคน

                              คุณลุงยังย้ำกับเราว่า...”.

                       บ้านนั้นผีดุจริงๆ...ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

                        เสียดายท่านไปสวรรค์กันหมดแล้ว...

                มาวันหนึ่ง พี่สาวฝาแฝดของผู้เขียนยังเป็นเด็กเล็กๆอยู่  วิ่งเล่น

ไล่จับกันอยู่บนชั้นสองของบ้าน สักครู่ก็ส่งเสียงร้องวี้ดๆ กอดกันกลม

ตัวเนื้อสั่น

                ซักไปซักมาก็ได้ความว่า ระหว่างที่วิ่งเล่นไล่จับกันอยู่นั้น

            มีสาวสวยห่มสไบบางๆสีเปลือกไม้ ออกมาวิ่งเล่นไล่จับด้วย

              เด็กยังงงๆ กันอยู่ว่าใครหว่า...เธอก็หายแว้บเข้าไปที่

เสาต้นหนึ่งที่ตกน้ำมันอยู่ริมบันได  สองพี่น้องเลยร้องวี้ดๆ ๆ

                                  เป็นที่อกสั่นขวัญหาย

                พ่อของผู้เขียนพอได้ฟังก็คว้ามีดดาบยาวมาฟาดฟันไปที่เสานั้น

อย่างเดือดดาล ...ล่อไปหลายที ! จนเสามีแต่รอยอีดาบ

                          ปากก็ร้องว่า...อย่ามายุ่งกับลูกของกูๆ !

            ส่วนแม่ได้นำผู้มีความรู้ด้านการนั่งทางในมาดู ท่านก็บอกว่มีนางไม้

อยู่บนบ้านนี้ แต่ไม่ให้โทษใครหรอก เธอเพียงแต่ออกมาทักทายเพราะเอ็นดู

เด็กๆเท่านั้น... ...รับเธอเสียหน่อย...

                ตั้งแต่นั้นมา ทางบ้านก็เลยทำบ้านหลังน้อยๆ ตั้งไว้บนเสาต้นนั้น

ความที่พ่อมีศิลปะเชิงช่างหลายอย่าง จึงสร้างเป็นห้องเล็กห้องน้อย

ทองหยองตุ้งติ้ง วางไว้บนโต๊ะเครื่องแป้งน้อยๆดูน่ารักน่าเอ็นดู

            ตั้งแต่นั้นมา...ก็ไม่มีใครได้เห็นเธออีก 

                        ไม่มีใครได้สัมผัสเธออีก...

                          นอกจาก...อิอิ...ผู้เขียนคนเดียว...

                                      คนเดียวเท่านั้น !..

                            ต้องขอบอกว่า เป็นสิทธิพิเศษ ที่ไม่อยากได้รับสิทธิ์นี้เลย

         เหตุการณ์มักจะเกิดขึ้นขณะที่นอนใกล้ๆ จะหลับ แต่ยังไม่หลับแน่นอน

จะเริ่มแรกด้วยความรู้สึกที่ซ่าไปทั้งตัวก่อน จากนั้นจะเริ่มชา ขยับแขนขยับขา

ได้ยากลำบาก และทุกครั้งที่เริ่มจะได้ยินเสียงฝนตก. เสียงเม็ดฝนกระทบหลังคาดังกราวๆ  ..ลมพัดอู้.. ถ้าลืมตาดูจะเห็นมุ้งสีขาวที่ครอบตัวเรา โป่งไปโป่งมา

ด้วยแรงลม…มองเลยผ่านหน้าต่างพ้นระเบียงหน้าบ้านไป จะเห็นดวงไฟ

เหลืองนวลที่แขวนอยู๋กลางถนนแกว่งไกวไปมาตามกระแสลมอย่างน่ากลัว..

      จากนั้น...คล้ายกับตัวเราถูกอุ้มไปนอนในเปลญวนผ้านุ่มๆใหญ่ๆ

            แล้ว...โดนไกวไปไกวมา... ท่ามกลางเสียงหัวเราะชอบใจ

  เป็นเสียงหัวเราะคิกคักขบขันอารมณ์ดีของผู้หญิง...มิใช่คนเดียว...!

                                    น่าจะประมาณ 2 คน

                ดูสนุกกันนักหนาเลย..ที่เอาเราไปนอนเปล แล้วแกว่งไปแกว่งมา

              เล่นกันได้ตามอำเภอใจเช่นนี้

                        เราจะหลับตาปี๋  เวลาที่เปลแกว่งไกว  

                              รู้สึกเวียนหัวและกลัวมาก

                     จนรู้สึกว่าเปลหยุดนิ่ง เราก็จะร้องตะโกน..เรียก

                                        แม่...!เสียงดัง

                แม่ก็จะเปิดมุ้งใหญ่ที่มีพ่อและน้องนอนด้วยรับเรา

                เรียกว่า...รู้กัน ! ถ้าได้ยินเสียงเรียกแม่ ! ดังๆ       

 จะไม่มีการไถ่ถามกัน ปล่อยให้เราซุกซบกอดแม่ให้อุ่นใจจนหลับไป...

                     โน่น..ต่อเช้าขึ้นจึงค่อยถามไถ่กัน !

            พอบ่อยเข้า ก็ไม่มีการถามแล้ว เป็นอันว่า “รู้เรื่อง

                      ว่ามี “ผอสระอี...มาหยอกเล่น...

             บ้านรู้กันหมด ..เพราะทั้งบ้านโดนอยู่คนเดียว

                                    คนเดียวจริงๆ..!!

                แม่และพี่ๆ เคยบอกว่า สงสัยผู้เขียนจะนอนทับเส้น หรือนอน

ทับแขนทับขาตัวเอง ผู้เขียนก็เคยลองดูในขณะที่กำลังเกิดเหตุ โดยลอง

ยกแขนยกขาทีละข้างดู  ปรากฎว่าก็ยกได้สะดวกดีไม่ได้นอนทับส่วนไหน

ร่างกายซักกะหน่อย

                แถม..บางครั้งทำใจกล้า ..แอบหรี่ๆ ตาขึ้นมองดู...

                ก็จะเห็น..มุ้งผ้าโปร่งบางของเรามีรอยหน้าคน ดุนเข้ามาชะโงก

มอง เห็นเป็นรูปรอยจมูกแหลมๆ เป็นหน้าเป็นตาเลยทีเดียว...โหย..โหย......

                                    ขนหัวลุก !

                ร้อง แม่ ! คำเดียวก็เผ่นผลุงถึงมุ้งใหญ่...เหอ ๆ ๆ ๆ

                สังเกตตัวเองว่าถ้าเป็นแบบนี้เองประจำ เมื่อไปนอนที่ไหนก็

ต้องเกิดเหตุการณ์แบบนี้ด้วยซี  ก็ปรากฎว่า... ถ้านอนที่อื่นที่ไม่ใช่ที่บ้านนี้

ก็ไม่เคยเจอเลย ไปเป็นเด็กหอพักอยู่ลพบุรี 4 ปี ก็ไม่เคยเป็นเช่นนี้แต่ถ้ากลับบ้านวันใด   คืนแรกรับน้องใหม่เลยทีเดียว.....

                     อะฮ้า ! ...ท่านรอเราอยู่…เรารู้เราเห็น..เจงๆ

                คืนใดที่จะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้  เราจะรู้ตัวล่วงหน้าตั้งแต่หัววัน

เดียว  คือความรู้สึกแปลกๆ เย็นๆ โหวงๆ พรั่นๆใจจะเกิดขึ้นกับตัวเรา

ตั้งแต่กลางวันหรือเย็นๆที่บอกให้รู้ว่าคืนนี้... “เธอ”มีนัดมาเล่นกับเราแน่...

                                   เป็นอะไรที่สัมผัสได้จริงๆ  ..

                             แบบนี้กระมังที่เรียกว่ามี.. ซิกส์เซ้นส

              ไม่รู้เหมือนกันว่า...ทามมายมาเอ็นดูผู้เขียนอยู่คนเดียว

                                               พับผ่าซี

ที่เล่ามาตอนท้ายนี้ ..เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผู้เขียนสุดแสนประทับใจ

                                          ไม่มีลืมเลือน  

                         ...ดีเท่าไรแล้วที่เก็บภาพไว้ไม่ได้   .

.ถ้าเก็บภาพกันได้เจ๋งๆ  ป่านนี้  ผู้เขียนคงต๊กกะใจหัวโกร๋น..

                    ไม่รู้ว่ากี่หนต่อกี่หนกัน    เหอ  เหอ..

.เพราะยังมีอีกหลายครั้งตอนที่โดนผีมาหยอกเล่น  บางที

เห็นกันจะๆไปเลยก็มี...จาบอกให้   เถอะ..!!วันหลังจะเล่าให้ฟัง

          คนน่ารักก็เงี้ยะ แม้แต่  ผะ ..ผะ  ผะ..ผี..ยังเอ็นดู....!~!        

                                     ...ฮี่ ฮี่ ฮี่ !....

                                     ------------------------------------------

รถส่วนตัว

              ภาพที่ 1 :   รถคันนี้ขณะที่ถ่ายรูปน่าจะประมาณปี พศ.2496

                           เจ้าของน่าจะอายุ ประมาณ 7 ขวบ        

                         พ่อรูปหล่อ

ภาพที่ 2:       นี่ละพ่อ..รูปหล่อ  ..ไม่กลัวผีเลย......อิอิ กะลูกสาวที่น่ารัก..

                         ที่ ผะ..ผะ..ผี..รักไง

                   

ภาพที่3:     แม่คนสวย...กับ.... หัวเกาะ..เงี้ยวหง่าว... โอ้...สุขเหลือเกิน

                    ในอ้อมอกแม่..

                      เดี่ยว                   

ภาพที่4 :  หนูชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็กๆเลยจ้า...รูปนี้น่าจะประมาณ

                 ปีพศ.2494 อายุประมาณ 5 ขวบ                                       

                      พี่น้อง1

ภาพที่ 5 :                    มอม..ยังก๊ะ  อิอิ....ห..ม...า  น้อยๆ..

                      พี่น้อง2

ภาพที่6 :                พี่ชายสุดหล่อ  และน้องสาวสุดสวย

                          พี่น้อง3

ภาพที่ 7 :    พี่น้องสองศรี...คนพี่ขอลองนุ่งผ้าซิ่น..และชอบมาจนปัจจุบัน....

                     เงี้ยวหง่าว

ภาพที่ 8 :                   โยเย งอแง เงี้ยวหง่าวววว.....

                  แจ่ม

ภาพที่ 9 :                แจ่ม..!!!    อิอิ....

                    แหล่ม

ภาพที่ 10 :                   แหล่ม..!!!....อุ..อุ..อุ

     พี่ๆน้องๆ2

ภาพที่ 11 : พี่ น้อง น้า ที่เป็นทั้งพี่เลี้ยงและญาติสนิท

                              พี่ๆน้องๆ1

ภาพที่ 12 :               แม่ น้อง และ  หนูเอง......

            

รถส่วนตัว2

ภาพที่ 13 :   รถคันนี้ รุ่นไหน ใครประกอบ  ท่านใดทราบ

                      บอก รักนันท์ บ้างนาค้า                 

ภาพที่ 14:  เนี่ยะ...ยังงี้เลยนาจ๊ะ  ที่หนูเจอะเจอ...อยากถามว่า..

                      ทามมายรักแต่หนูคนเดียว....หุ..หุ.. หุ.. 

                       แล้วคืนนี้ไม่ต้องมาตอบหรอกนาค้า..

                         ..หนูไม่อยากรู้แล้วจ้า า า า.....

                                        

                                        --------------------------

 

    

                           

     

 

 

โดย รักนันท์

 

กลับไปที่ www.oknation.net