วันที่ เสาร์ พฤศจิกายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อักษรย่อเกี่ยวกับเรือเดินทะเล และยศทหาร


ข้อเขียนของผมก่อนหน้านี้ เกี่ยวกับคำย่อหรืออักษรย่อต่างๆในภาษาอังกฤษ ได้รับความสนใจจากเพื่อน Bloggers ใน OK nation มากพอสมควร เลยทำให้ผมนึกถึงอักษรย่อบางคำ ที่เห็นกันมากในข่าวต่างประเทศและ ที่ใช้กันในวงการทหารที่ควรรู้ อีกหลายคำ รวมทั้งอักษรย่อที่ใช้กับเรือเดินทะล และเรือรบ ของบางประเทศ เรามาเริ่มกันเลย ครับ

SS = Steam Ship คือเรือที่ใช้เครื่องจักรไอน้ำเป็นหน่วยกำลังสำหรับขับเคลื่อน

MS = Motor Ship คือเรือที่ใช้เครื่องยนต์ระบบเผาไหม้ภายใน (internal combustion engine) โดยจะเป็นเครื่องยนต์เบนซิน หรือ ดีเซล ก็แล้วแต่

HMS = Her Majesty Ship ใช้เป็นอักษรย่อนำหน้าชื่อเรือรบของราชนาวีอังกฤษ เช่น HMS Invincible ที่เป็นเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดกลาง เคยร่วมปฏิบัติการในสงคราม Falklands ระหว่าง สหราชอาณาจักรกับประเทศอาเจนตินา

HTMS = His Thai Majesty Ship ใช้เป็นอักษรย่อนำหน้าชื่อเรือรบหลวงของราชนาวีไทย อักษรย่อภาษาไทย คือ ร.ล. ย่อมาจากเรือหลวง เช่น ร.ล. จักรีนฤเบศร์ หรือ HTMS Chakri Naruebet ที่เป็นเรือบบรรทุเครื่องบินขนาดย่อม ออกแบบเพื่อปฏิบัติการในน่านน้ำของไทย มีเครื่องบินเฮลิคอร์เตอร์ประจำการ 6 ลำ และเครื่องบินขับไล่แบบขึ้นบินระยะสั้นและลงจอดทางดิ่งได้ ใช้อักษรย่อว่า STOVL หรือ Short Take Off and Vertical Landing

USS = United Sates Ship ใช้เป็นอักษรย่อนำหน้าชื่อเรือรบทุกลำของสหรัฐฯ เช่น USS Independence ซึ่งเป็นเรือบรรทุกลูกผสมกับเรือรบประเภทเรือโจมตีใกล้ชายฝั่ง ที่เรียกว่า Littoral Combat Ship (littoral แปลว่าใกล้ชายฝั่ง) มีดาดฟ้า สำหรับฝูงบินเอลิคอปเตอร์ บินขึ้นลง เป็นเรือรบแบบใหม่เอี่ยมของโลก ที่ใช้เทคโนโลยี่อีเลกโทรนิก และคอมพิวเตอร์สมัยปัจจุบันเต็มรูปแบบในการเดินเรือ มีกล้องวิดีโอวงจรปิดถึง 42 กล้องรอบลำเรือ และติดจอที่หอบังคับการให้ผู้บังคับการเรือดูและสั่งการ ไม่มีพังงาสำหรับบังคับหางเสือ แต่ใช้ joystick แบบเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์แทน ลำตัวเป็นแบบ Trimaran คือท้องเรือแบ่งออกเป็นสามส่วน กินน้ำเพียง 14 ฟีตเมื่อบรรทุเต็มระวาง ติดอาวุธเพื่อการโจมตีเพียบ ทั้งจรวด ตอร์ปิโด ปืนใหญ่หัวเรือและอื่นๆ ความเร็วที่เปิดแผย คือ 40 น็อต (knot =ไมล์ทะเล) แต่อาจจะเร็วถึง 60 ไมล๋ทะเลต่อชั่วโมงก็ได้ จะไม่มีเรือรบใดๆที่ใช้กันอยู่ในกองทัพเรือทั่วโลกไล่ทัน USS Independence ลำใหม่นี้ (ก่อนหน้าลำนี้ใช้ชื่อเดียวกันสามลำ) ถูกปล่อยลงน้ำและเข้าประจำการ (commissioning) เมื่อวันที่ 19 ม.ค. ปีนี้เอง ขณะนี้อยู่ในระหว่างทดสอบและประเมินประสิทธิภาพ

                เรือ USS Independence แบบ LCS

STOL = Short Take Off and Landing ซึ่งหมายถึงเครื่องบินที่ใช้ทางวิ่งขึ้นและร่อนลงสั้น คือ ใช้ทางวิ่งขึ้นและลงเพียง 450 ม. หรือ 1,500ฟีต เพื่อยกลำตัวสิ่งกีดขวางความสูง 15 ม. หรือ 50 ฟีต ได้ ในการร่อนลงก็เช่นเดียวกัน คือ ร่อนลงเหนือสิ่งกีดขวางระยะสูง 15 ม. ได้ และสามารถหยุดเครื่องบินในทางวิ่งได้ไม่เกิน 450 ม. อย่างไรก็ตามเครื่องบินแบบนี้จะใช้ทางวิ่งเมื่อร่อนลงยาวมากกว่า ระยะวิ่งขึ้นเล็กน้อย ข้อกำหนดนี้ กำหนดขึ้นโดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ(Department of Defense)และเนโต้ (NATO = North Atlantic Treaty Organization) หลายประเทศผลิตเครื่องแบบนี้ออกมาจำหน่าย เพื่อใช้งานขนส่งผู้โดยสารและสินค้า และงานช่วยผู้ประสบภัยในภูมิประเทศที่ทุรกันดารมีที่ราบน้อย เครื่องบินแบบ STOL นี้ จะเป็นเครื่องบินปีกแข็ง (fixed-wing aircraft) ไม่ใช้กับเครื่องบินปีกหมุน หรือ เฮลิคอปเตอร์ นอกจากเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ขนาดใหญ่แบบ Chinook ที่ใช้ในการลำเลียงพลหรือยกของหนัก ที่ต้องการพื้นที่ในการร่อนขึ้นยาวพอสมควร ก่อนจะยกตัวสูงขึ้นไปในอากาศ


AH = Attack Helicopter หมายถึงเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์โจมตี ที่อาจจะเรียกว่า Gun Ship ด้วย อย่าง Black Hawk ที่ใช้อยู่ในกองทัพบกและหน่วยนาวิกโยธิน (US Marine Corps) ของสหรัฐฯ

B = Bomber หมายถึงเครื่องบินทิ้งระเบิด แบบต่างๆ เช่น B-29, B-52 Stratofortress, B-58 Husler B-1 Lancer, B-2 Spirit



          บน :เครื่องบินทิ้งระเิบิดทางยุทธศาสตร์พิสัยไกล แบบ B-52 สมัยสงครามเวียตนาม   

          ล่าง :เครื่องบินทิ้งระเบิดสมัยใหม่ความเร็วสูงพิสัยไกล B1B Lancer ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ

C = Cargo หมายถึงเครื่องบินลำเลียงทหารหรือพัสดุอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ใช้ในวงการบินพลเรือน หมายถึงเครื่องบินขนส่งสินค้าโดยเฉพาะ ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านหลายท่าน คงจะเคยได้ยิน เครื่องบิน ที่เรียกกันว่า C-130 คือเครื่องบินลำเลียงทหาร 4 เครื่องยนต์แบบใบพัดระบบกังหันเทอร์โบ (turbo-prop) และ C-123 ซึ่งใช้งานด้านการลำเลียงเช่นเดียวกับ C130 แต่ลำเล็กกว่า รัศมีทำการสั้นกว่า มีเครื่องยยนต์เพียงสองเครื่อง กองบินตำรวจไทยมีใช้อยู่หลายลำ

F = Fighter หมายถึงเครื่องบินรบแบบขับไล่ เช่น F-15, F-16, F-18

FB = Fighter/Bomber หมายถึงเครื่องบินรบที่ใช้เป็นเครื่องบินขับไล่ และโจมตีทิ้งระเบิดที่เป้าหมายบนพื้นดิน

KC = Tanker/cargo เครื่องบินบรรทุกน้ำมัน สำหรับการเติมน้ำมันกลางอากาศกับเครื่องบินอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครืองบินขับไล่

ต่อไปนี้เป็นยศทหารสากลที่เป็นตัวอักษรย่อ

CO =Commissioned Officer (นายทหารสัญญาบัตร) เป็นระบบทั่วโลกสำหรับผู้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายทหาร ที่เรียกว่า Cadet School หรือ โรงเรียนนายร้อย มีวุฒิและศักดิ์ทางการศึกษาเทียบเท่าปริญญาตรีของการศึกษาในมหาวิทยาลัย

NCO = Non-Commissioned Officer คือ นายทหารชั้นประทวน ของทุกกองทัพ

ปัจจุบันนี้ยศทหารของเกือบทุกประเทศ ใช้แบบเดียวกับของประเทศอังกฤษยกเว้นประเทศเยอร์มันนีและรัสเซีย ซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจทางการทหารมานานแล้ว จึงไม่ตามก้นอังกฤษ เพราะการจัดองค์กรของกองทัพต่างๆ และยศทหารเป็นแบบของตนเอง แต่ก็เทียนเคียงกันได้ แต่การใช้คำศัพท์เรียกยศทหารต่างกับของอังกฤษอเมริกัน

FM = Field Marshal (จอมพล),

Gen = General (พลเอก) อ่านว่า เจนรัล,

Lt Gen = Lieutenant (พลโท) คนอังกฤษออกเสียงว่า เลฟเทนแน่นท์ เจนรัล คนอเมรกกันอ่านว่า ลูทะแน่น เจนรัล,

Maj Gen = Major General (พลตรี) ออกเสียงว่า เมจอร์ เจนรัล,

Brig Gen = Brigadier General (พลจัตวา) ออกเสียงว่า บริกกะเดียร์ เจนรัล,

Col =Colonel (พันเอก) ออกเสียงว่า เคอร์เนล อย่าอ่านว่า โคโลเนล แต่ถ้าเป็นภาษาอื่นในยุโรปบางประเทศ คือ เบลเยียม เอสโทเนีย และ เนเทอร์แลนด์ ตัว C จะใช้ตัว K แทน เป็น Kolonel และออกเสียงว่า โค โล เนล ,

Lt Col = Lieutenant Colonel (พันโท) อังกฤษอ่าน เลฟเทนแน่นท์เคอร์เนล, อ่านแบบอเมริกัน คือ ลูเทนแน่นท์

Maj = Major (พันตรี), อ่านว่า เม เจอร์ เน้นเสียงที่ เม

Capt = Captain (ร้อยเอก) คำนี้ต้องระวัง ถ้าเป็นยศทหารเรือทั่วโลก จะหมายถึงยศ นาวาเอก ระดับชั้นเดียวกับยศทหารบก พันเอก หรือ Colonel และ Captain ยังเป็นตำแหน่งของ ผู้บังคับการเรือเดินทะเลต่างๆเช่น เรือสินค้า เรือโดยสาร และเรือเดินทะเลขนาดใหญ่อื่นๆในภาคเอกชน โดยในภาษาไทยจะเรียกว่า กัปตันเรือ ส่วนเรือเดินทะเลชายฝั่ง หรือ เรือเดินทะเลขนาดเล็กทั่วไป รวมทั้งเรือประมงและเรือเฉพาะกิจต่างๆจะใช้คำว่า skipper เหมือนคำว่า ไต้ก๋ง ในภาษาจีนที่เมืองไทยใช้กันในหมู่เรือประมง เรือสำเภา หรือ เรือเดินชายฝั่งทั่วไป

ศัพท์ราชการของกรมเจ้าท่า ใช้คำว่า นายเรือ กับเรือประมง โดยใช้ภาษาอังกฤษว่า skipperและนายท้ายเรือกับเรือลำน้ำ (ที่ใช้กันในแม่นำ้ลำคลองออกทะเลไม่ได้) หรือ ผู้ถือพังงา (พวงมาลัยเรือ) ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า helm โดยเรียกผู้ถือพังงาว่า helmsman ซึ่งก็เหมือนกับผู้ถือท้ายเรือ  คำว่า “นายท้ายเรือ” นั้น ติดมาแต่ครั้งโบราณที่ผู้ถือท้ายเรือ จะถือพายคัดท้ายเรือหรือหางเสือเรืออยู่ปลายสุดของท้ายเรือ ทั้งเรือพายเรือแจวและเรือใบ ส่วนในยุคใหม่ ตั้งแต่มีการใช้เครื่องจักรกลในการขับเคลื่อนเรือแทนแรงลมและฝีพาย โดยใช้พังงาบังคับหางเสือแทนแรงคน ผู้บังคับเรือจะยืนหรือนั่งในส่วนของหัวเรือ ที่ทำเป็นเก๋งในระดับดาดฟ้าเรือ หรือยกระดับสูงขึ้นจากดาดฟ้าเรือมาก ถ้าเป็นเรือเล็ก ก็เรียกว่าหอบังคับการเรือ แต่ถ้าเป็นเรือขนาดเดินทะเลขนาดใหญ่ หรือ เรือรบ จะเรียกว่า สะพานเดินเรือ หรือ Bridge ที่เรียกอย่างนี้เริ่มมาตั้งแต่สมัยเรือกลไฟสมัยแรก ที่ใช้เคื่องจักรไอน้ำหมุนกงล้อใบพาย (Paddle wheel)ที่ติดตั้งไว้ข้างลำเรือ ทั้งสองกราบใกล้กับหอบังคับการ โดยจะมีสะพานเชื่อมส่วนบนของกงล้อใบพายทั้งสองข้าง เพื่อให้ต้นกลเดินตรวจการทำงานของกงล้อใบพาย ต้องเข้าใจนะครับว่า นายเรือจะถือพังงาอยู่บนแผ่นไม้กระดานที่ใช้เป็นสะพานเดินเรือ

                         เรือกลไฟกงล้อใบพายสองกราบ และมีสะพานเดินเรือต่อจากหอบังคับการ สมัยแรกยุคปลายศตวรรษที่ 19

Lt = Lieutenant (ร้อยโท) อ่านแบบอังกฤษ คือ เลฟเทนแน่นท์, อ่านแบบอเมริกัน คือ ลูเทนแน่นท์

Sub Lt = Sub lieutenant หรือ Sec Lt = Second Lieutenant (ร้อยตรี)

วันนี้ขอจบแค่นี้ก่อน คราวหน้าจะพูดถึงยศทหารระดับชั้นประทวน สวัสดี ครับ ขอให้โชคดี มีความสุขปลายสัปดาห์ทุกท่าน นะครับ

ภาพประกอบทุกภาพจากอินเตอร์เนต

โดย Tatchaithira

 

กลับไปที่ www.oknation.net