วันที่ เสาร์ พฤศจิกายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

บทเรียนใหญ่จากน้ำท่วมเมืองหาดใหญ่



สถานการณ์น้ำท่วมแม้คลี่คลายไปได้บ้าง แต่ก็หลงเหลือปัญหาขยะจำนวนมหาศาลที่กองเต็มเมืองหาดใหญ่ และน้ำประปาที่ยังไม่สามารถบริการให้ได้เต็มที่ กว่าทุกอย่างจะคืนสภาพเดิมคงอีกหลายวัน

วันนี้ได้ชวนคนทำงานที่อยู่ในแต่ละภาคส่วนมาตั้งวงคุยกัน วิเคราะห์สถานการณ์และสรุึปบทเรียนที่เกิด

คุณสันติ รองนายกเทศมนตรีตำบลพะตง อำเภอหาดใหญ่ เล่าว่าน้ำจากภูเขาไหลทะลักเข้าหาทุ่งลุงอย่างรวดเร็ว ปีนี้ชาวบ้านเชื่อการเตือนภัย แต่ปัญหาที่พบก็คือ คาดการณ์ปริมาณน้ำและความสูงของน้ำไม่ถูก ส่งผลมาถึงความเสียหายของทรัพย์สินจำนวนมาก

"ประสบการณ์ของผมบอกได้เลยว่าหากน้ำจากทางสะเดาในคลองอู่ตะเภามารวดเร็วเช่นนี้ หาดใหญ่ไม่น่าจะรอด"

 ผอ.ดิเรกฤทธิ์ จากเทศบาลนครหาดใหญ่ เล่าว่า ปีนี้ทัพน้ำรุกเข้ามาประชิดทั้ง 3 ทาง ได้แก่ น้ำมาเลย์บวกกับน้ำจากต้นน้ำคลองอู่ตะเภา ล้นทะลักเข้ามาจากคลองอู่ตะเภา และคลองระบายน้ำที่ 1 อีกทางหนึ่งคือน้ำจากนาหม่อม รุกเข้ามาทางวัดปลักกริม ปะทะกำแพงจนพังทลาย ในช่วงเวลาที่ไม่ห่างกันนัก ทำให้ผู้บริหารตัดสินใจยกธงแดงประกาศอพยพ

"แต่ก็นั่นแหละ เรามีปัญหาการคำนวณปริมาณน้ำท่า(น้ำจากคลองอู่ตะเภา) ไม่สามารถคำนวณความสูงของน้ำได้ เรารู้แต่ปริมาณน้ำฝน ที่ตกมากเป็นประวัติการณ์ กล่าวคือมีค่าเฉลี่ยทั้ง 2 วันทั้งลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา 400-500 มม."

นั่นคือช่องว่างของระบบที่จะต้องหาทางแก้ ทุกคนติดยึดกับประสบการณ์น้ำท่วมปี 43 คะเนว่าปริมาณน้ำไม่น่าจะสูงไปกว่าปีนั้น แต่สุดท้ายทุกคนก็คาดการณ์ผิดพลาด โดยชุมชนโชคสมานเป็นจุดพื้นที่รับน้ำสูงถึง 4 เมตรมากที่สุดในเมืองหาดใหญ่

"ผมเองก็คะเนระดับน้ำไม่ถูก คาดการณ์ปริมาณน้ำไม่ถูก"





ในการแก้ปัญหาหรือรับมือกับน้ำท่วม ปกติในแต่ละจังหวัดหรือแต่ละท้องถิื่่นจะมีแผนป้องกันโดยมี ปภ.หรือป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นผู้รับผิดชอบ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ตัดสินใจหลัก และมีนายอำเภอดูแลพื้นที่ระัดับอำเภอร่วมกับผู้บริหารท้องถิ่นระดับตำบล โดยมีฝ่ายต่างๆรับผิดชอบได้แก่ ฝ่ายป้องกัน ฝ่ายติดต่อสื่อสาร ฝ่ายช่วยเหลือและฝ่ายฟื้นฟูบูรณะ

เราพูดถึงปัญหาที่มีตั้งแต่ต้นน้ำที่มีการบุกรุกทำลายป่า ทำให้ไม่มีการดูดซับน้ำที่มาจากที่สูง น้ำโคลนไหลทะลักลงสู่ที่ล่าง ดูได้จากสีน้ำที่เข้ามาท่วมเมืองเป็นสีโคลนเห็นได้ชัดเจน

"โรงงานเองก็มีการรับไม้จากป่าลงมาใช้่ทำเชื้่อเพลิง ผมไม่เข้าใจเหมือนกัน ในส่วนตรงนี้ก็น่าจะมีนโยบายงดรับไม้ดังกล่าว เพราะเป็นการสนับสนุนการทำลายป่าไปในตัว" รองสันติ กล่าว

นอกจากนั้นก็พบว่ารูปแบบการสร้างถนน ที่มีเกาะกลางสูงก็เป็นเหตุหนึ่งทำให้น้ำท่วมขังอยู่นาน บางพื้นที่ชาวบ้านทนไม่ได้ช่วยกันทำลายเกาะกลางเปิดเส้นทางน้ำ การเปลี่ยนรูปแบบเกาะกลางให้เป็นคูให้น้ำสามารถเดินทางผ่านได้อาจเป็นทางออกอีกอย่างหนึ่งที่ควรพิจารณา

ณะเดียวกัน การเกิดน้ำท่วมครั้งนี้ได้ทำให้หลายฝ่ายตระหนักได้อีกว่า ระบบโึครงสร้างหรือมาตรการใช้สิ่งก่อสร้าง แม้จะลงทุนมากมาย แต่ก็ใช่ว่าจะสามารถแก้ปัญหาได้เบ็ดเสร็จ เนื่องจากเป็นเพียงการบรรเทาปัญหา

"เราแก้ปัญหาไล่ตามหลัง อย่างคลองระบายน้ำที่ 1 เกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมในปี 31 คลองระบายน้ำและแก้มลิงอีกหลายแห่งรวมถึงพนังกั้นน้ำเกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมปี 43 แต่รูปแบบการเกิดน้ำท่วมมีความแตกต่างกันไป เหมือนเช่นในปีนี้ เราไม่สามารถคำนวนหรือคาดเดาได้เลย เราจึงควรเปลี่ยนวิธีคิดจากป้องกันมาเป็นการรับมือ โดยเน้นความพร้อมของชุมชนมากกว่าที่จะเน้นการใช้สิ่งก่อสร้าง" ผอ.ดิเรกฤทธิ์กล่าว

นอกจากนั้นมาตรการผังเมืองก็อาจเป็นตัวเลือกหนึ่งที่เราควรให้ความสำคัญ ในกรณีควบคุมการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่

"แต่ก็นั่นแหละ หากมีผังเมืองแล้วมาตรการทางกฏหมายไม่จริงจังเข้มงวด ผังเมืองก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้"




อุโมงค์ที่น้ำเพิ่งลด มีวัีวตายนับสิบตัว

รถขยะวิ่งสลับกับรถคนต่างถิ่นเข้ามาดูหายนะของหาดใหญ่



คุณสมภพ ตัวแทนจากกรมอุตุนิยมวิทยา บอกว่าความเชื่อเดิมที่ว่าจะมีวงจรน้ำท่วมใหญ่ 12 ปีต่อครั้ง ความเชื่อดังกล่าวไม่เป็นจริงอีกต่อไป

"ดูง่ายๆ เมื่อปี 52 ที่ผ่านมา หากมีพายุเข้าเราก็คงประสบเหตุไม่ต่างไปจากวันนี้ ปีนั้นหากจำได้จู่ๆพายุก็เปลี่ยนเส้นทาง แต่ปีนี้ไม่ใช่"

และจากการประมวลข้อมูลเชิงสถิติในหลายปีที่ผ่านมา จะพบได้ว่า ปริมาณน้ำฝนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปจากเดิม

ผมลองประมวลปัญหาที่เกิด...เราพบปัญหาเรือมีน้อย ขณะเดียวกันน้ำไหลเชี่ยวมากทำให้เรือเองก็ไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้ทันท่วงที

เราพบปัญหาการสื่อสาร การเตือนภัยมีแล้วก็จริง แต่ก็มีหลายคนไม่รับรู้ ไม่ตื่นตัว

การประสานงานระหว่างคนทีัเ่กี่ยวข้องก็สับสนอลหม่าน

การรับมือคนที่เข้ามาในเมืองหลังน้ำลดก็ไม่สามารถจัดการอะไรได้

น้ำประปา ไฟฟ้าก็ประสบปัญหาไม่สามารถนำมาใช้ในช่วงเวลาที่ต้องการ

ชุึมชนก็ไม่เตรียมความพร้อมรับมือน้ำท่วม น้ำ อาหารแห้ง เครื่องมือสื่อสาร ไฟฉาย ถุงยังชีพ เหล่านี้ไม่ได้จัดเตรียมเอาไว้ประจำบ้าน...คนยัีงรอความช่วยเหลือจากหน่วยงานหรือท้องถิ่น

คนใกล้คลอด คนป่วย คนพิการ เด็ก ผู้สูงอายุ...กลุึ่มเปราะบางเหล่านี้ก็ยังคงวติดอยู่ในพื้นที่น้ำท่วม หาได้อพยพเคลื่อนตัวไปในที่ปลอดภัย

คนเมืองต่างคนต่างอยู่ ไม่ได้ใส่ใจกันและกัน มอบชีวิตและภาระกิจในการแก้ไขปัญหาต่างๆให้กับหน่วยงาน ทั้งรัฐและท้องถิ่น ลืมที่จะช่วยเหลือตัวเองหรือช่วยเหลือกันเอง

บทเรียนจากน้ำท่วมคราวนี้ คงมีอีกหลายอย่างที่จะต้องแก้ไข เพื่อที่จะัรับมือกับน้ำท่วมที่จะต้องเกิดขึ้นอีก เนื่องจากเราอยู่ในพื้นที่ลุ่ม เป็นแอ่งกระทะ น้ำท่วมเกิดขึ้นได้เป็นปกติไม่อาจเลี่ยงพ้น เมื่อรู้เช่นนี้ เราจึงควรปรับตัวเองด้วยการเรียนรู้ ปรับตัว และหาวิธีการในการรับมือต่อปัญหาดังกล่าวอย่างมีสติและมีศักดิ์ศรีในฐานะที่เกิดมาเป็นมนุษย์อยู่ร่วมกันในสังคม

ทุกฝ่ายช่วยกันคนละไม้่ละมือ เราเองเตรียมความพร้อมที่จะวางระบบศูนย์เตือนภัย สร้างเครือข่า่ยเตือนภัย จัดเครื่องมือสื่อสารที่สามารถใช้่งานได้ในทุกสถานการณ์ เช่น วิทยุเครื่องแดง ฯลฯ ทำแผนชุมชนในการรับมือน้ำท่วม ก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุ หาคนรับผิดชอบในชุมชน หาอาสาสมัครกู้ภัย หาจุดอพยพ หาจุดสื่อสารข้อมูล จุดรับส่งอาหารโดยมีเรือของชุมชน

เหล่านี้จะเกิดขึ้นหลังจากน้ำท่วมใหญ่หรือฤดูน้ำท่วมผ่านพ้นไป.









ขยะ ขยะ และขยะ



น้ำหายากยิ่งกว่าทอง

ขยะเต็มถนน

มอเตอร์ไซด็รอซ่อมเต็มร้าน



โรงทาน ที่พันธมิตรและสันติอโศก ร่วมกับ อ.ภาณุ พิทักษ์เผ่าดูแล



โดย นายชาคริต

 

กลับไปที่ www.oknation.net