วันที่ ศุกร์ มีนาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

จาก 1 ปีในเยอรมัน สู่ชีวิต Backpacker ตัวน้อย (2)


Gueten tag ครับ(แปลว่า สวัสดี)

เมื่อวานผมได้โม้เรื่องเรียนในโรงเรียนที่เยอรมันไปแล้ว

มาฟังผมโม้เรื่องต่อไปดีกว่า

โครงการ AFS กำเนิดมาตั้งแต่ปี 1914 ช่วงๆ สงครามโลกครั้งที่1 แรกก็ออกแนวๆ red cross หรือสภากาชาติ ขนส่งคนเจ็บไปหาหมอ ไปๆมาๆ ก็ดันขนส่ง เด็กนักเรียนไปแลกเปลี่ยนในโรงเรียนมัธยมในอเมริกา โดยเริ่มจากขนเด็กจากประเทศที่แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 คือ เยอรมันนี กับ ญี่ปุ่น จากนั้นก็ขนมาเรื่อยๆ รวมทั้งขนเด็กไทย โดยขนเด็กไทยมา 46 ปีแล้ว

การเป็นโครงการเก่าแก่ย่อมมีกฎเยอะแยะมากมาย ตามอายุของโครงการ

เช่น ห้ามโบกรถไปกับคนแปลกหน้า ห้ามเมา ห้ามเล่นยา ห้ามท้อง ห้ามขับรถ ห้ามไปเที่ยวหลังจาก4เดือนโดยไม่ได้รับอนุญาติ

โอ้!!!พระเจ้าจอรช์ กฎเยอะมากมาย ห้ามเมา ข้อนี้เป็นไปไม่ได้เลยผมมาเยอรมันน่ะ ไม่ให้กินเล็กๆน้อยๆแล้วไม่เมานี้ อิมพอสซิเบิลมากๆ

ข้อที่บาดใจคนอย่างผมมากที่สุดคือห้าม เที่ยว โอ้!!! อยากร้องไห้หากมายุโรปแล้วไม่ได้ใช้เช้งเก้น วีซ่า

แต่ผลปรากฎว่า กฎที่ตั้งมาผมไม่ได้เคยได้ทำเลย ยกเว้นห้ามทำผู้หญิงท้อง

เรื่องน้ำเหล้าเมายา หากใครมือถือศีลปากก็ถือศีล ขอร้องอย่ามาเรียนในเยอรมันเลย

เพราะทุกๆวันศุกร์ วัยรุ่นที่นี้ จะลากเราไปงานปาร์ตี้ ให้ได้

ปาร์ตี้นี้ ไม่ใช้ปาร์ตี้งานน้ำโค้กน่ะครับ โอ้!!!มายก๊อด เปิดตู้มา เหล้ายาปาปิก้า เต็มตู้ไปหมด

หากเข้าไปนั่งเฉยๆ มันก็จะจับเราเอาเหล้ากรอกปากให้ได้ น่ากลัวมั๊กๆ แล้วก็จะเต้นทั้งคืน

เป็นยังงี้กันทุกศุกร์ ไปกันทุกคนในโรงเรียน เปลี่ยนบ้านๆกันไปเรื่อยๆ บางครั้งก็ไปผับ บางครั้งก็ไปปาร์ตี้ริมทะเล

แต่สำหรับผมแล้ว ไม่ค่อยสันทัด ไป2-3ครั้ง เหนื่อยบวกๆกับไม่ชอบ หากต้องไปยังงี้ทุกศุกร์ตายพอดี กลับเมืองไทยตับแข็งแน่นอน ไปเที่ยวดีกว่า

ผมเริ่มขอโฮสไปเที่ยวตั้งแต่ 2 อาทิตย์แรก โฮสก็เอากฎAFSมาดู เราก็นึกว่าโฮสจะไม่ปล่อยไปเที่ยว ฉีกกฎซ่ะงั้น พร้อมบอกเป็นภาษาอังกฤษบอกว่า stupid rule กฎปัญญาอ่อน

ผมเริ่มจากไปเที่ยวเมืองใกล้ๆ ไปเมืองไกลๆ ประเทศใกล้ๆ ไป ประเทศไกลๆ

การเดินทางท่องเที่ยวในเยอรมันสดวกมากมาย รถไฟในเยอรมันมีหลายขนาดหลายราคาและหลายความเร็ว

มีแบบความเร็วสูงโครต อย่าง ICE (inter city express)

ราคาพอๆกับเครื่องบิน แพงมากๆ แต่ข้างในหรูหราดีกว่าเครื่องบินซ่ะอีก  

  

รองมาเป็น IC (intercity ธรรมดา) วิ่งระหว่างเมืองใหญ่ๆ

ราคาถูกลงมาหน่อย

รองลงมาอีก คือ RE (Regional express) ความเร็วช้าพอๆกับ รฟท. แต่ข้างในดูดี บางก็ชั้นเดียว บางก็2ชั้น

วิ่งเฉพาะเมืองเล็กๆ ราคาถูก

 

ช้าสุดๆ คือ รฟท.บ้านเรานั้นเอง เรียกว่า RB (Regional bahn) ความเร็วเชื่องช้า หวานเย็น ราคาถูกมาก คิดถึงเมืองไทยทุกทีเมื่อนั่งรถไฟนี้

 

ทำงานพิเศษนิดๆหน่อย หาเงินไปเที่ยววันเสาร์อาทิตย์ ปกติก็ไม่ได้นั่ง ICE กะเค้าหรอกแพงมั๊กๆ

ที่เยอรมันจะมีตั๋วรถไฟแบบ บุฟเฟ่ เรียกว่า Weekend card หรือ ตั๋วที่นั่งไปไหนก็ได้ใน สัปดาห์วันหยุด จะนั่งได้ตั้งแต่เที่ยงคืนของวันเสาร์ไปสิ้นสุดเที่ยงคืนขอวันอาทิตย์ เที่ยงคืนของวันอาทิตย์ไปสิ้นสุดเที่ยงคืนของวันจันทร์ โดยบัตรใบนี้จะนั่งได้ 5 คน ราคา 30 ยูโรไปไหนก็ได้ในเยอรมัน รวมไปถึงเมืองSalfburgในออสเตรียและบาเซิลในสวิส แต่นั่งได้แต่รถไฟ REกับRB คือ หากผมจะไปมิวนิค จากฮัมบวก ผมอาจจะต้องเปลี่ยนรถไฟถึง 15 ขบวน หากเดินทางจากเที่ยงคืนของวันเสาร์ก็จะถึงมิวนิค เย็นๆ วันเสาร์ และก็ต้องกลับมาเรียนให้ทันในวันจันทร์ ซึ่งผมทำแบบนี้ทั้งปี โดยหารกับเพื่อนๆคนไทย ที่เป็นAFSเหมือนกัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมากมาย

ถึงแม้จะช้า ถึงแม้จะไม่ได้อาบน้ำ หรือ นอน ก็รู้สึกดีๆ เพราะระหว่างนั่งรถไฟทุกครั้ง ก็จะเห็นวิวต่างๆ วีถีชีวิตผู้คน สถาปัตยกรรม และมีเวลานั่งคิดอะไรไปเรื่อยๆ หากเพื่อนไปด้วยยิ่งสนุก เพราะจะได้คุยอะไรมากมาย ที่เกิดขึ้นในสัปดาห์หรือเดือนนั้นๆ โดยเฉพาะคุยเรื่องอนาคต

ผมทำงานพิเศษที่ร้านอาหารไทยในเมือง จริงๆ วีซ่าของผมเค้าห้ามทำงาน แต่ก็แอบทำเล็กๆน้อยๆ แบบว่าสนิทกับพี่ที่ร้านอาหารไทย แล้วหาเงินไปเที่ยว

เวลาไปเที่ยวก็ไม่ได้พักโรงแรม ก็จะไปขอเจ้าอาวาสวัดไทยพัก ซึ่งเราก็ตอบแทนด้วยการเป็นเด็กวัดที่ดี ช่วยหลวงพ่อทำความสะอาดวัด

จากที่เมืองไทยแถบไม่ได้เข้าวัดเลย มาที่นี้เข้าประจำ เข้าทุกอาทิตย์ หลวงพ่อก็ใจดี ให้เราพักทุกอาทิตย์ และยังให้อาหารกิน เพราะ หลวงพ่อกล่าวว่า วัดไทย แต่ล่ะแห่งในเยอรมันและยุโรป เป็นวัดของคนไทย ช่วยเหลือคนไทย ดังนั้นหากคนไทยจะมาพัก เราก็ไม่ว่ากัน

ที่ไหนได้ พูดยังงี้ได้ใจ มาพักที่วัดทุกๆอาทิตย์เลย

ที่สำคัญผมได้เห็นวิถีชีวิตของคนไทยหลากหลายที่มาอยู่ในเยอรมัน มีทั้งแต่งงานกับฝรั่ง บ้างมาเรียน บ้างเป็นมาเฟียก็มี แต่ทุกคนก็รักและสามัคคี ถึงแม้จะมีจำนวนมาก แต่ก็ไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้กับประเทศเยอรมัน ฝรั่งยังแอบรู้สึกชื่นชมที่คนไทยรู้จักปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมเค้า แต่ก็ไม่ได้ละทิ้งวัฒนธรรมตนเองไปไหน

ที่เมืองผมในฮัมบวก มีซุปเปอร์มาเก็ตไทย ชื่อว่า ตลาดไทย  

ที่นี้ใหญ่พอๆกับ ท้อปซุปเปอร์มาเก็ตบ้านเรา มีทุกอย่างที่เราคิดถึงในเมืองไทย หนังสือพิมพ์ ขนม หนัง เพลง ๆลๆ ราคาแพง แต่ถ้าเปรียบในเยอรมัน ก็แพงไม่มาก

ที่เบอร์ลิน ที่นี้คนไทยอยู่เยอะที่สุด ทุกวันอาทิตย์ท่านลองขึ้นแท็กซี่ แล้วบอกแท็กซี่ว่าไปไทยปารก์ แท็กซี่ก็จะพาไปสวนสาธราณะแห่งหนึ่ง เป็นจตุจัตรขนาดย่อมๆ มีข้าวแกง ส้มตำ อาหารไทยราคาไม่แพง สินค้าไทยราคาถูกๆ อาจจะมีคนไทยมานั่งเล่นป้อกเด้งกันนิดหน่อย

หากเปรียบเทียบแล้ว คนไทยมาทำงาน มาเรียนในเยอรมัน มาแต่งงาน ไม่น้อยทีเดียว ไม่ว่าไปเมืองไหนคนไทยก็อยู่เยอะไม่หมด แต่ไม่ค่อยปรากฎตัว คนไทยจะมาชุมนุมกันที่วัดไทย ที่ร้านอาหารไทย แต่พอเวลางานก็ไปทำงาน

มีอยู่วันหนึ่งผมนั่งเรียนคอมพิวเตอร์อยู่ที่โรงเรียนปรากฎว่ามีคุณป้าหน้าตาเอเชียอยู่คนหนึ่ง มาเช็ดพื้นอยู่ที่ข้างหลังผม ผมก็ไม่ได้เอ๊าะใจอะไร นึกว่าฟิลิปปินส์ จนมีเสียงโทรศัทพ์ของป้าดัง ป้าแกพูดคิดแรกว่า "สวัสดีค่ะ" ผมสะดุ้งโหย่ง เรียนมาเกือบปี นึกว่าเป็นคนไทยคนเดียวซ่ะอีก จากนั้นผมเข้าไปทักทายป้าเค้า ป้าเค้าชื่อป้าน้อย  ป้าเค้าก็ทำงานมานาน เค้าก็ไม่นึกว่าผมจะเป็นคนไทย(กระเหรี่ยง) ผมกับป้าเลยสนิทกันป้าเค้าจะทำงานถึงเย็นๆ ผมก็นั่งเล่นเน็ทถึงเย็นได้(คอมที่บ้านมักถูกน้องชายแย่งเล่น) ป้าน้อยเองบอกว่า ไม่ได้มาทำเอาเงิน แต่อยู่เบื่อๆ สามีแกเป็นเยอรมัน มีเงินแต่อยุ่บ้านไม่อะไรทำ ลูกๆก็ไปเรียน เลยขออกมาทำงาน

เวลามีงานเช่น ลอยกระทง เข้าพรรษา วันพ่อ วันแม่ ป้าแกก็จะชวนไปที่งานชุมนุมคนไทย บ้างก็วัดไทย จากวันต่างๆเหล่านี้ผมแถบไม่เคยไปในเมืองไทย แต่มาอยู่ที่เยอรมัน ไปกันทุกงานเลย

....เด๋วมาเล่าต่อน่ะครับ

โดย คุณผู้ชาย...ฮัมบวกนคร

 

กลับไปที่ www.oknation.net